กบฏสมัยอยุธยา (ตอนที่ 3)

 

ไชยันต์ ไชยพร

กล่าวได้ว่า ภายใต้ยุคศักดินา ราชอาณาจักรอยุธยาไม่มีกษัตริย์ เจ้าผู้ปกครองหรือขุนนางคนใดกลุ่มใด จะสามารถอ้างการผูกขาดการใช้ความรุนแรงได้ เพราะแม้ว่าบรรดาข้าราชการภายใต้กษัตริย์ เจ้าผู้ปกครองหรือขุนนางจะถวายสัตย์ปฏิญาณที่จะรับใช้และจงรักภักดีต่อผู้เป็นนาย แต่กระนั้น คนเหล่านี้ก็ยังคงมีอิสระที่จะใช้อำนาจเหนือพื้นที่หรือศักดินาของตัวเอง และด้วยเงื่อนไขที่ไม่มีผู้ใดผูกขาดความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงได้ กษัตริย์ เจ้าผู้ปกครองและขุนนางจึงจำเป็นที่จะต้องแบ่งสรรปันอำนาจกัน ปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้การเมืองของราชอาณาจักรอยุธยาไร้เสถียรภาพ คือ การที่อยุธยายังเป็นรัฐจารีตที่ยังไม่มีระบบเก็บภาษีเข้าส่วนกลางหรือมีระบบการคลังที่มีประสิทธิภาพ และยังไม่สามารถรวมศูนย์อำนาจ กำลังคนและอำนาจการบริหารความยุติธรรมไว้ที่ส่วนกลางได้ ดังกรณีของสวีเดน ในช่วงที่รัฐยังไม่สามารถเก็บภาษีเข้าส่วนกลางได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและมีประสิทธิภาพ ทำให้ภาษีที่เก็บได้ในช่วงดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการผูกขาดการใช้กำลังความรุนแรงอย่างมีประสิทธิภาพได้  ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ความขัดแย้งและการทำสงครามต่อสู้กันระหว่างกษัตริย์และอภิชนขุนศึกภายในรัฐที่ยืดเยื้อเรื้อรังกินเวลายาวนานเกือบตลอดช่วงศตวรรษที่สิบหก

นอกจากนี้ ลักษณะสำคัญของรัฐสมัยใหม่อีกประการหนึ่งคือ การมีอาณาเขตดินแดนภายใต้อำนาจการปกครองที่แน่นอนชัดเจน นั่นคือ ราชอาณาจักรอยุธยายังไม่มีอาณาเขตที่มีพรมแดนที่แน่นอนและเป็นเอกภาพในทางภูมิศาสตร์อย่างที่ปรากฏในการทำแผนที่รัฐสมัยใหม่ เพราะในการกล่าวถึงเขตแดนของอยุธยา จะกล่าวในลักษณะของการมีประเทศราชที่ขึ้นกับกรุงศรีอยุธยามากกว่าจะเป็นเรื่องของพื้นที่ทั้งหมดที่เป็นของประเทศ และประเทศราชนี้ก็ไม่แน่นอน อาจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละรัชกาล ขณะเดียวกัน ประเทศราชเหล่านี้ก็ไม่ได้ขึ้นกับพระมหากษัตริย์ที่กรุงศรีอยุธยาเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์หรือเจ้าผู้ปกครองเมืองอื่นด้วย   ดังข้อความในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑, 405-406: “เขตแดนกรุงศรีอยุธยา: ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ มีพระยาประเทศราชขึ้นกรุงศรีอยุธยา ๑๖ เมือง พิเคราะห์เห็นว่า เมืองเหล่านั้นไม่ได้ขึ้นกรุงศรีอยุธยาอย่างเดียวกัน พิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองสวรรคโลก เมืองพิจิตร เมืองกำแพงเพชร เมืองนครสวรรค์ ๗ เมืองนี้ ยังอยู่ในอาณาเขตของพระมหาธรรมราชาลิไทยจะเป็นเหตุด้วยพระมหาธรรมราชา ยอมถวายบรรณาการขอเป็นไมตรีดังกล่าวมาแล้ว ผู้แต่งหนังสือพระราชพงศาวดารภายหลังจึงถือว่า เมืองเหล่านี้ขึ้นกรุงศรีอยุธยา เมืองเมาะตะมะ เมืองเมาะลำเลิง ๒ เมืองนี้ แต่เดิมเคยขึ้นกรุงสุโขทัยจริง แต่เวลานั้นอยู่ในอาณาเขตของพระยาอู่ เมืองหงสาวดีเป็นอิสระมาแต่ครั้งสุโขทัย เมืองจันทบุรี เมืองนครศรีธรรมราช เมืองตะนาวศรี เมืองทวาย เมืองมะละกา เมืองชวา (ได้ความตามหนังสือเรื่องเมืองไทยของมองสิเออร์ลาลูแบร์ เข้าใจกันว่า เมืองยะโฮนั้นเอง)  ๕ เมืองนี้มีหลักฐานเชื่อได้ว่า ครั้งนั้นขึ้นกรุงศรีอยุธยา อาณาเขตของสมเด็จพระรามาธิบดี ข้างเหนือน่าจะอยู่เพียงเมืองชัยนาท ข้อนี้มีพยานที่ให้พระราเมศวรโอรสไปครองเมืองลพบุรี ครั้งนั้นคงจะเป็นหน้าด่านอยู่ต่อแดนขอมและแดนนครสุโขทัย”

และด้วยเงื่อนไขของการไม่มีอาณาเขตดินแดนที่แน่นอน ย่อมทำให้อำนาจทางการเมืองการปกครองของผู้ปกครองไม่ชัดเจนและขาดประสิทธิภาพไปด้วย  ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ในรัฐจารีตทั่วไปทั้งในโลกตะวันออกและตะวันตก

และจากสาเหตุสองประการข้างต้นทำให้การเมืองสมัยรัฐจารีตอยุธยาดำเนินไปท่ามกลางปรากฎการณ์ทางการเมืองที่สถานะของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์และขุนนางแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มอยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอนขาดความมั่นคงอยู่ตลอดเวลา การครองราชย์และสืบราชสันตติวงศ์ของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์หนึ่งจึงอยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคงไร้เสถียรภาพ ขณะเดียวกัน ในส่วนของขุนนางก็ไม่มีขุนนางตระกูลใดที่สามารถครองอำนาจเด็ดขาดได้ยาวนาน เพราะในสมัยอยุธยามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง และแต่ละครั้งจะมีการปราบปรามขุนนางฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรงเสมอ นอกจากนี้ หากขุนนางกระทำความผิด พระมหากษัตริย์ก็อาจจะถอดยศขุนนางเป็นไพร่ ทำให้สถานภาพของขุนนางไม่มีความมั่นคง ยิ่งไปกว่านั้น สาเหตุที่ทำให้ไม่มีขุนนางตระกูลใดผูกขาดอำนาจได้ ก็เพราะในสมัยอยุธยา เมื่อขุนนางผู้ใดมีอำนาจทางการเมืองสูง ขุนนางผู้นั้นมักอาศัยอำนาจและช่องว่างทางการเมืองที่เกิดขึ้น ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ดังเช่น พระเพทราชา (พ.ศ. 2231-2246) เป็นต้น

ที่สำคัญ หากพิจารณาจากมุมมองสมัยใหม่ การรัฐประหารที่มีการใช้กำลังความรุนแรงแย่งชิงบัลลังก์ 16 ครั้งใน 32 รัชกาลย่อมถือว่าเป็นปรากฏการณ์การทางการเมืองที่ไม่ปกติและไม่ชอบธรรม แต่ในการเมืองการปกครองไทยโบราณมีคติทางการเมืองที่รองรับให้ความชอบธรรมการใช้กำลังความรุนแรงในการขึ้นเสวยราชย์ ดังที่ปรากฏใน “ตำราปัญจราชาภิเษก”  หรือราชาภิเษกห้าประการ นั่นคือ ผู้ที่จะได้ราชสมบัติเป็นเอกราชาฯ มีลักษณะห้าประการคือ

1. มงคลอินทราภิเษก คือ ผู้มีบุญญาธิการ

2. มงคลโภคาภิเษก คือ ผู้อยู่ในตระกูลพราหมณ์ที่มั่งคั่งและตระกูลเศรษฐี

3. มงคลปราบดาภิเษก คือ อยู่ในตระกูลนักรบและเป็นผู้มีชัยเหนือข้าศึกศัตรู

4. มงคลราชาภิเษก คือ ผู้อยู่ในตระกูลกษัตริย์และผู้เป็นสืบราชสมบัติต่อพระราชบิดา พระราชมารดาและพระราชวงศ์ผู้ทรงชราภาพแล้ว

5. มงคลอุภิเษก คือ ผู้อยู่ในตระกูลกษัตริย์ในราชวงศ์อื่นหรือมาจากต่างประเทศและได้มาทำวิวาหมงคล

“ตำราปัญจราชาภิเษก”  นี้ สันนิษฐานว่าเป็นคติการปกครองตามจารีตประเพณีโบราณมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่มีการคัดลอกขึ้นในสมัยพระพิมลธรรมหรือพระเจ้าทรงธรรมที่ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2154-2171 โดยการใช้กำลังความรุนแรงในการขึ้นเสวยราชนั้นถือเป็นหนึ่งในราชาภิเษกห้าประการ นั่นคือ “มงคลปราบดาภิเษก” อันหมายถึง “ผู้อยู่ในตระกูลนักรบและเป็นผู้มีชัยเหนือข้าศึกศัตรูจะเป็นพระราชาด้วยพิธีปราบดาภิเษก”  ดังนั้น ในการสืบราชสมบัติในการเมืองการปกครองสมัยอยุธยาที่ “กฎมณเทียรบาลไม่ได้เอ่ยถึงการสืบราชสมบัติแต่อย่างใด ทฤษฎีความเป็นพระราชาที่กล่าวถึงข้างต้น (ทฤษฎีที่เชื่อว่ากษัตริย์มีบุญมากกว่าใคร)  เน้นว่า พระราชาเป็นพระราชาด้วยบุญกุศลส่วนพระองค์และไม่ได้สนับสนุนการสืบทอดพระราชวงศ์ แม้ว่ากษัตริย์จะโปรดพระราชโอรสมากที่สุดตามสัญชาตญาณความเป็นพ่อ กฎมณเฑียรบาลกำหนดลำดับชั้นของพระราชโอรสขึ้นอยู่กับสถานะของพระราชมารดาและฐานันดรที่กษัตริย์มอบให้ นั่นคือ ระบบแต่งตั้ง อันดับรองลงมาจากกษัตริย์คือ อุปราช ผู้อาจจะได้สิทธิ์สืบทอดราชสมบัติเป็นอันดับแรก...แต่ในทางปฏิบัติ......เป็นการแข่งขันกัน เป็นการประลองพละกำลัง สอดคล้องกับทั้งทฤษฎีที่ว่า ผู้ที่มีบุญที่สุดควรได้เป็นผู้ปกครอง และสอดคล้องกับความต้องการของสังคมที่ว่าบทบาทหลักของพระมหากษัตริย์คือการเป็นแม่ทัพ” ด้วยอาณาจักรอยุธยาจัดว่าเป็นรัฐสงคราม (warring state) ที่อยู่ในภาวะศึกสงครามอย่างต่อเนื่อง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(แหล่งอ้างอิง: Dag Retso and Johan Soderberg, “The Late-Medieval Crisis Quantified: Real Taxes in Sweden, 1320-1550,” ; พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑ ; ธิษณา วีรเกียรติสุนทร. “ดรุโณวาท: ภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ค.ศ. ๑๘๖๘-๑๘๘๕),”;

ศรีนวล ภิญโญสุนันท์, พิธีราชาภิเษกในคติอินเดียและไทย: การศึกษาเปรียบเทียบ, (วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาภาควิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2528); กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส, “พระราชปุจฉาที่ ๔ ว่าด้วยเรื่องปัญจอภิเษก” วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ ๑๗ เมษายน ร.ศ. ๑๒๓ ใน วชิรญาณ ประชุมพระราชปุจฉา ภาคปกิรณกะ ; คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2563), 164-165; Chris Baker and Pasuk Phongpaichit, “The Eulogy of King Prasat Thong,” Journal of Siam Society, 108, Part 2 (2020).)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ไชยชนก' ลั่นเห็นชัด 'คดีฮั้ว สว.' เป็นขบวนการจ้องทำลายพรรคภูมิใจไทย

"ไชยชนก" บอกรู้สึกปกติ หลังกกต.ไม่ฟัน ภท. ปมคดีฮั้วสว. ยัน ไม่เกี่ยวข้องเลย รับ เป็นเรื่องธรรมดาพรรคอันดับ 1 ตกเป็นเป้า ลั่น เห็นได้ชัดมีขบวนการจ้องทำลายภูมิใจไทย เผย ยังไม่คุยเนวิน-นายกฯ