
ผมนี่...
คงถูกสาป ปีใหม่ทีไร “เป็นเปื่อย” ทุกที จะพอเข้าที่-เข้าทาง ก็โน่น “เดือนเมษา.” ไปแล้ว
ถือเป็นสถิติได้ เพราะสังเกตมากว่า ๓๐ ปีแล้ว!
ก็เลยวางใจซะว่า ป่วยเป็นเรื่องของโรค ไม่ใช่เรื่องของเรา
เพราะโรคน่ะ....
ถ้าเราไปสนใจกะมันมาก มันยิ่งสำออย ฉะนั้น รักษาก็รักษาไป แต่อย่าไปจดจ่อกับมันจนเกินเหตุ มันจะเคยตัว
ฉะนั้น เราก็คุยของเราไปตามเรื่องตามราวดีกว่าเนอะ อย่าไปให้ราคามัน เพราะมันมีบทสรุปอยู่แล้ว “ไม่หายก็ตายแล”!
๓-๔ วันก่อน ผมอ่านจากไทยโพสต์นี่แหละ
เขานำที่ “ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” อดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซมาเผยแพร่
โดย ดร.ชาญวิทย์แชร์ภาพ “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ที่เขาออกมาระบุว่า
"ไม่เห็นด้วยกับการสร้างรั้วชายแดน
เพราะรั้วปูนไม่สามารถป้องกันโดรน
รั้วปูนไม่สามารถป้องกันการค้ามนุษย์
รั้วปูนไม่สามารถป้องกันทหารกัมพูชามาวางทุ่นระเบิดในประเทศไทยได้แน่นอน"
โพสต์ของนายณัฐพงษ์คงตรงสเปก ดร.ชาญวิทย์ “คู่ขาพรรคส้ม-สามนิ้ว” มาก ท่านผู้เฒ่าจึงโพสต์ข้อความสนับสนุนว่า
กำแพงเมืองจีนก็กันคนเถื่อนไม่ได้
กำแพงเบอร์ลินก็พังไปแล้ว
รั้วเม็กซิโกของมะกันก็ล้มเหลว
แล้วไทยยังกั้นกันกัมพูชาได้สำเร็จหรือ
ปลูกไมตรีกันไว้ดีกว่าไหมครับ
เข้าใจว่ามีผู้โพสต์โต้แย้ง ดร.ชาญวิทย์หลายท่าน แต่เท่าที่ผมอ่านพบมี ๒ ท่าน ท่านแรกคือคุณ “Thanis Chairat”
เชิญ ดร.ชาญวิทย์และท่านณัฐพงษ์ “แคนดิเดต” นายกฯ พรรคประชาชนอ่านดูนะครับ
...............................................
“Thanis Chairat”
ชาญวิทย์ ไม่มีโอกาสได้เห็นการปฏิวัติประชาชนแล้ว แต่ยังสนับสนุนแนวทางของส้ม
จึงเห็นด้วย โดยไม่พิจารณาพื้นฐานของชนชาติเขมร อยากสร้างไมตรีต่อไป…..
ศพของทหาร เขายังไม่เยื่อใยเลย คนแก่แบบอาจารย์แร้งกาคงไม่สนใจแล้ว
............................................
นั่นท่านแรกนะครับ ส่วนอีกท่าน “Padipon Apinyankul”
โพสต์ของท่านนี้ ถือเป็น “วิทยาทาน” สำหรับผมด้วย เพราะท่านยกประวัติศาสตร์มา “ย้อนเกล็ด” ดร.ชาญวิทย์ อย่างมีสาระ
นอกจาก “เปิดกะโหลก” ดร.ชาญวิทย์แล้ว ยังเปิดกะโหลกนายณัฐพงษ์ด้วย
ส่วนพวกเรา “คนอ่าน” ก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย ดังนี้
.........................................
“Padipon Apinyankul”
ผมมีความเห็นต่างจาก อ.ชาญวิทย์ ครับ ขออนุญาตนะครับ
ยาวสักนิด โดยจะพยายามอธิบายให้สั้นกระชับ
การที่ อ.ชาญวิทย์ เห็นด้วยกับคุณเท้ง ในการไม่สร้างรั้วกั้นชายแดน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะอาจารย์คุ้นเคย เห็นด้วย กับแนวทางของพรรคนี้มาตั้งแต่ “อนาคตใหม่” แล้ว
อีกทั้งยังสนับสนุนการเกิดของ “ม็อบสามนิ้ว” ที่เชียร์ให้ก้าวไปสู่การ “ปฏิวัติประชาชน” ..
เสียดาย...มันไม่เกิดขึ้นจริงในช่วงอายุขัยของอาจารย์
เอาละ!
ขอแย้งและเห็นต่างกับสิ่งที่อาจารย์เขียนไว้ เริ่มจากการปลูกไมตรีกับเขมรดีกว่าการสร้างรั้ว?
-อาจารย์คิดว่า “การปลูกไมตรีกับคนเถื่อนอย่างฮุน เซน และลูกหลานของเขา ต้องใช้เวลากี่สิบปีหรือกว่าร้อยปี?”
แล้วในเวลาหลายสิบปีนั้น.....
ทำไมเราต้องใช้ “ขาทหารไทย” ไปเดินย่ำตรวจตรา เอาขาไปเสี่ยงอีกกี่ขา เพื่อพิสูจน์ไมตรี?
อาจารย์คงรู้จักเบื้องหลังการขึ้นมาอยู่ในอำนาจของนายฮุน เซน ดี เอาอะไรมามั่นใจว่า
“สามารถปลูกไมตรีกับคนที่เหยียบซากศพคนของประเทศตัวเองขึ้นมาได้?”
ทีนี้เรื่อง “รั้วเม็กซิโก”
การที่รั้วเม็กซิโก ไม่สามารถกั้นคนเม็กซิโกที่อพยพเข้ามาในสหรัฐได้ ก็เพราะสร้างเพียง 700 กว่ากิโลเมตร เท่านั้น
ชายแดน “สหรัฐ-เม็กซิโก” ยาวตลอดแนวมีถึง 3,200 กิโลเมตร เต็มไปด้วยป่าเขาสลับไปมามากมาย
รั้วเริ่มต้นสร้างในสมัย “ปธน.ทรัมป์” เมื่อคราวดำรงตำแหน่ง ปธน.สมัยแรก
พอถึงสมัย “ปธน.โจ ไบเดน” สร้างต่อได้เพียง 32 กม.นั้น
เพราะสหรัฐไม่มีเงินงบประมาณแล้ว ..เรียกได้ว่าสหรัฐกรอบ
กรอบ ...นับเป็นเหตุผลให้ทรัมป์ในสมัยที่ 2 ต้องขึ้นภาษีอย่างบ้าเลือดทั่วโลก
อีกทั้งไม่มีการกวดขันอย่างจริงจัง -สหรัฐปากก็ว่าไป แต่ตาก็ขยิบไป
เพราะเม็กซิโกคือ “แรงงานระดับล่าง” ราคาถูกสุดๆ เหมาะสำหรับโรงงานต่างๆ ของสหรัฐ การ “ปิดตาข้างหนึ่ง” จึงเกิดขึ้น
จ้างคนเม็กซิกันดีกว่าจ้างคนสหรัฐที่ค่าแรงแพง
ก็เหมือนโรงงานในไทย จ้างผู้หลบหนีชาวพม่า ลาว เขมร ดีกว่าจ้างคนไทย
ทีนี้มาดูกำแพงเมืองจีน ..
อาจารย์บอกว่ากั้นคนเถื่อนไม่ได้ .. ไม่จริงครับ
คนเถื่อนในความหมายของอาจารย์ก็คือ ชนเผ่าที่อยู่ทางเหนือนอกกำแพงเมืองจีน (คนจีนเรียกกำแพงฉางเฉิง-ปัจจุบันชอบเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้)
สร้างในยุค “จิ๋นซีฮ่องเต้” สร้างต่อเนื่องเรื่อยมาหลายราชวงศ์ ยาวถึง 21,000 กม.
ในสมัยเริ่มต้นที่สร้างกำแพงนี้ คนที่อยู่เหนือนอกกำแพงใหญ่จะถูกเรียกว่า “คนเถื่อน”
จุดประสงค์แรกคือ ป้องกันพวกซงหนู ที่เป็นเผ่าเร่ร่อน ชอบเข้ามารุกราน
กำแพงเมืองจีน ป้องกันได้จริง ...ตัวกำแพงสร้างตามความสูงต่ำของพื้นที่ต่างๆ มีประตูด่านเป็นจุดๆ มีทั้งที่เก็บคลังอาวุธ คลังเสบียง
๐ การสร้างกำแพงนี้ เป็นยุทธวิธี > บีบบังคับให้พวกซงหนู หรือเผ่าอื่นๆ หันมาโจมตีในบริเวณช่องประตู ด้านโรงเก็บเสบียง
๐ เท่ากับป้องกันศัตรูไปโจมตีวุ่นวายในส่วนอื่นๆ ของชายแดน ทำให้ยากต่อการเคลื่อนย้ายกำลังพล
หลายพันปี กำแพงเมืองจีนทำงานป้องกันได้อย่างดี และมีบ้างที่ผิดพลาด ซึ่งน้อยครั้งมาก
ความผิดพลาดล้วนเกิดจาก "คน"
ในยุคปลาย “ราชวงศ์ซ่ง” ภายในอ่อนแอ “มองโกล” นอกด่านเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรบบนหลังม้า ที่นำโดย "เจงกิส ข่าน"
มองโกลของท่านข่าน ชนะแผ่นดินอื่นๆ ได้หมด แล้วจึงหันมาล้อมแผ่นดินจีนเอาไว้ รอโอกาส
พอยุค “กุบไล ข่าน” ราชวงศ์ซ่งอ่อนแอสุดๆ เผ่ามองโกลใช้กองทัพม้า บุกมาด้านหน้ากำแพงเมืองจีน ตียังไงก็ทะลุเข้ามาไม่ได้ (ซึ่งไม่ได้ตั้งใจตีจริง)
มันเป็นกลยุทธ์ "ส่งเสียงบูรพา ตีฝ่าประจิม"
คือทำแกล้งตีที่หน้าด่านกำแพงเมืองจีน-ที่แท้จริงกองกำลังทหารมองโกลส่วนหนึ่ง แอบเคลื่อนไปสุดปลายกำแพงซึ่งติดทะเล (หรือที่เรียกว่า “ด่านซ่านไห่กวน”)
แล้วลุยว่ายน้ำข้ามมา อ้อมเข้าข้างหลัง ฆ่าฟันทหารของราชวงศ์ซ่ง เปิดประตูด่านกำแพงเมืองจีน
กุบไล ข่าน พาทหารเข้ามายึดแผ่นดินจีน ก่อตั้ง “ราชวงศ์หยวน”
ต่อมาในสมัย “ราชวงศ์หมิง” ด่านซ่านไห่กวน จึงต้องมีแม่ทัพผู้เก่งกาจเฝ้าเอาไว้ตลอดเวลา
ในปลายราชวงศ์หมิง "อู๋ ซานกุ้ย" คือแม่ทัพใหญ่ของหมิง เฝ้าด่านนี้ด้วยตัวเอง
แต่แล้ว “อู๋ ซานกุ้ย” ก็ทรยศแผ่นดินตน ยอมเปิดด่านให้พวก “ชนเผ่าแมนจู” ผ่านเข้ามา-จากความเคียดแค้นส่วนตัวต่อ “หลี่ จื้อเฉิง” ที่ชิงบัลลังก์
กำแพงนั้น ดีอยู่แล้ว แต่จุดหักเห ล้วนอยู่ที่ "คน"
ถ้าไม่มีกำแพงเมืองจีนตั้งแต่หลายพันปีก่อน ป่านนี้จีนคงเป็นเหมือนพม่า ที่ฝ่ายต่างๆ “ตั้งรัฐอิสระ” ของชนเผ่าตนขึ้นมาฆ่าฟันกัน
ทีนี้มาดู “กำแพงเบอร์ลิน”
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกแยกออกเป็น 2 ค่าย คือค่ายประชาธิปไตย กับคอมมิวนิสต์
เยอรมันแยกออกเป็น “เยอรมันตะวันตก-เยอรมันตะวันออก” สร้างกำแพงกั้นยาวถึง 155 กม. ในปี พ.ศ.2504
ยี่สิบกว่าปีผ่านไป “เยอรมันตะวันออก” ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ ประสบปัญหาเศรษฐกิจ สังคม มีแต่ความทุกข์ยาก
พี่น้องที่อยู่อีกฝั่งก็ข้ามมาหาไม่ได้ และทางนี้ถ้าข้ามไป ก็จะถูกจับ
มีคนทางฝั่งตะวันออกไม่กลัวถูกจับ ลักลอบข้ามไปเป็นประจำ เพื่อหาชีวิตที่ดีกว่า หาปากท้องที่ดีกว่า จนคนทางฝั่งตะวันตกตระหนักและเห็นใจพวกเขา
และเกิดการ “ทุบกำแพงเบอร์ลิน” ในปี 2532
ผมจะเขียนถึงเพื่อนของน้องสาวที่เป็นวิศวกรชาวเยอรมันให้ฟัง เขาพูดยังไงถึงการทุบกำแพงเบอร์ลิน?
Dr.Uwe (ดร.อูเว้) มาเที่ยว “พระที่นั่งวิมานเมฆ” เมื่อปี 2541 ระหว่างเดินชม.....
เขาถามโน่นนี่ และเล่าเรื่องรัสเซียกับรัชกาลที่ 5 จากนั้นเขาพูดถึงชาติเยอรมัน ว่า
“กำแพงเบอร์ลินกั้นพวกเราชาวเยอรมันออกจากกัน ด้วยความแตกต่างทางลัทธิการปกครอง-28 ปีต่อมา ได้เกิดกระแสรวมชาติเข้าด้วยกัน”
ก่อนถึงวันทุบกำแพงนี้ทิ้ง
๐ คนเยอรมันตะวันตก รู้สึกลังเลและกังวลในการตัดสินใจ เพราะเศรษฐกิจความเป็นอยู่ชาวเยอรมันตะวันตก “ดีวันดีคืน” ประเทศก้าวหน้าไปมาก
กลัวว่า ...ถ้าทุบกำแพงแล้ว ชาวเยอรมันตะวันออก จะกลายมาเป็นภาระของประเทศ
และในที่สุด ชาวเยอรมันตะวันตกและรัฐบาล ยอมรับที่จะอุ้มภาระนี้ ไม่ว่าจะยากเย็น หนักหนาหรือล้มเหลว เหนื่อยล้าเพียงใด ก็จะแบกรับเอาไว้
เพราะสิ่งที่อยู่ในหัวใจคนเยอรมันก็คือ
#เราเป็นชาติเดียวกัน
#ต้องพร้อมฝ่าฟันไปด้วยกัน
แต่เขมร ไม่ใช่....ด้วยไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ขาดสิ่งที่เรียกว่า “สุภาพบุรุษและการเคารพต่อกัน”
กำแพงจึงเป็นหลักที่มั่นคงกว่าการปลูกไมตรีที่เลื่อนลอย
ครับ......
อ่านแล้ว “ณัฐพงษ์” ต้องประกาศให้ชัดนะครับว่า ถ้าได้เป็นนายกฯ จะยกเลิกการ “สร้างกำแพง-สร้างรั้ว” ชายแดนไทย-เขมร
และจะรื้อตู้ “คอนเทนเนอร์” กั้นแดนที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้วออกหรือไม่
เพื่อปลูก “ต้นไมตรี” แทน ตามคำแนะนำเฒ่าชาญวิทย์
ชาวบ้านจะได้ตัดสินใจถูกว่า ๘ กุมภา.นี้....
จะเลือก-หรือไม่เลือก “พรรคส้ม”!.
-เปลว สีเงิน
๙ มกราคม ๒๕๖๙
คนปลายซอย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฮุนเซน ‘กระสันรอบ ๓’
ช่วงนี้....ก็มีเรื่องคุยกันซ้ำๆ ซากๆ เบื่อมั่ง-ไม่เบื่อมั่งอยู่ ๒-๓ เรื่อง เรื่องแรก เรื่องศึก “ไทย-เขมร” ยกที่ ๓ เรื่องที่สอง เรื่องเลือกตั้ง ๘ กุมภา. และ
'อย่าแหย่เสือหลับ'
รู้อยู่แล้ว.... ว่ามันต้องกวนตีนด้วยมุกนี้! ๗ โมงเช้าเมื่อวาน (๖ ม.ค.๖๙) กระสุนปืน ค.จากฝั่งเขมรหล่นตูมเข้ามาที่ช่องบก บริเวณเนิน ๔๖๙ อำเภอน้ำยืน อุบลราชธานี
จาก “ทรัมป์” ถึง “อนุทิน”
“ทรัมป์” ย่ามใจ! หลังปล้น “ยึดประเทศ” เวเนซุเอลา จับตัวประธานาธิบดีมาดูโรและภรรยาไปสำเร็จโทษที่สหรัฐแล้ว “อิหร่าน” เป็นรายต่อไป!
‘ทรัมป์-พ่อปู’ สันติภาพ
ยุค “ล่าอาณานิคม” เวียนกลับมาอีกครั้ง ในรอบ ๖ ศตวรรษ! รอบใหม่ “สู่ศตวรรษที่ ๒๑” นี้ เปิดศักราชโดย “สหรัฐอเมริกา” มหาอำนาจโลก เจ้าของสัมปทาน “ประชาธิปไตย ซอนทีน”!
'วิปริต-วิปลาส' ชาติเขมร
เห็นพี่น้องทหารได้พักผ่อน ตั้งวงปาร์ตี้ “หมูกระทะ” ฉลองปีใหม่กันที่แนวหน้าบ้าง กลับไปเยี่ยมลูก-เยี่ยมเมียบ้าง ผมก็ดีใจ
‘หลวงพ่อสายทอง’
ปีใหม่ไปไหนกันจ๊ะ? -กลับไปเยี่ยมบ้านตามภูมิลำเนา -ไปท่องเที่ยว-พักผ่อน สุดแต่ตีนพาใจไปเท่ๆ

