
ก็น่าคิดนะครับ...
นี่...ถ้าพรรคส้มชนะเลือกตั้งถล่มทลายเกิน ๒๐๐ เสียง บรรดานักวิชาเกิน นักการเมือง มวลชนส้ม จะเอาเป็นเอาตายเรื่องบาร์โค้ด
ให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่
ลองกลับไปคิดดู
และที่ต้องคิดให้หนัก พรรคส้มแพ้เลือกตั้งเพราะบัตรลงคะแนนมีบาร์โค้ดอย่างนั้นหรือ
หรือแพ้เพราะอย่างอื่น
อย่าไปโทษเรื่องโกงเลือกตั้ง เรื่องบ้านใหญ่เลยครับ
หัดยอมรับความจริงกันเสียบ้างว่า พรรคส้มแพ้เพราะกระแส และพรรคน้ำเงินชนะเพราะกระแสเช่นกัน
ส้มแพ้กระแสความมั่นคง และกระแสซูเปอร์จี-เอกนิติ
และแพ้กระแส “ฯพณฯ สี”
ไม่ใช่ “สี จิ้นผิง” นะครับ
แต่เป็น “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว”
ส้มตกต่ำ เพราะด่าทหารมีไว้ทำไม รบไปก็แพ้
ส้มไม่มีเทคโนแครตที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นว่าจะเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจได้
เปิดตัวอดีตทูตมาชนกับ “ฯพณฯ สี” แต่ไม่ทันได้ชนก็หายวับไปกับตา
วันนี้ส้มยังไม่หายจากภาวะช็อก! เพราะเชื่อมั่นว่าผลการเลือกตั้งจะต้องมีผลทวีคูณจากการเลือกตั้งครั้งก่อนไปเรื่อยๆ
เลือกตั้งปี ๒๕๖๒ พรรคอนาคตใหม่ได้ ๘๑ เสียง
เลือกตั้งปี ๒๕๖๖ พรรคก้าวไกลได้ ๑๕๑ เสียง
ฉะนั้นเลือกตั้งปี ๒๕๖๙ พรรคประชาชนต้องได้ ๒๐๐ เสียงขึ้น
สร้างชุดความเชื่อกันมาแบบนั้น!
แต่...พรรคประชาชน ถดถอยได้เก้าอี้ สส.เหลือเพียง ๑๑๘ ที่นั่ง
เมื่อแพ้เลือกตั้งกลายเป็นพรรคอันดับ ๒ แถมยังถูกพรรคอันดับ ๑ ทิ้งเป็นทุ่ง “บาร์โค้ด” จึงกลายเป็นเหยื่อให้ระบายอารมณ์
แต่ลืมไปว่าความจริงการเมืองฝ่ายซ้ายทั่วโลกอยู่ในภาวะดิ่งเหว
แนวคิดซ้ายใช้ไม่ได้กับโลกยุคปัจจุบันแล้ว
นโยบายที่พรรคส้มนำมาขาย มีแกนหลักจากแนวคิดสังคมนิยม รัฐสวัสดิการ นักการเมืองในพรรคส้มต่างก็โชว์ว่าตัวเองอ่านหนังสือการเมืองแนวมาร์กซิสม์จากยุโรปและออสเตรเลีย
คล้าย หม่อมเจ้าสกลวรรณากร, สุภา ศิริมานนท์, กุหลาบ สายประดิษฐ์ ในอดีต แต่ลืมไปว่าโลกได้เปลี่ยนไปจากอดีตเยอะแล้ว
ในอดีตปัญญาชนเสรีนิยมก้าวหน้าและปัญญาชนฝ่ายซ้ายถูกกวาดล้างขนานใหญ่ หลังจากจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารครั้งที่ ๒ เมื่อปี ๒๕๐๑ มีส่วนหนึ่งที่เข้าไปทำงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
เมื่อถูกปราบปรามอย่างหนักในเมือง ก็ไปตั้งต้นขยายงานในชนบทอย่างลับๆ
บทบาทฝ่ายซ้ายตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๐๑ จนถึง ๒๕๑๖ ได้ลดบทบาทลงไป
กระทั่งเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ฝ่ายซ้ายกลับมามีบทบาทอีกครั้ง กระทั่งหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
นักศึกษาปัญญาชนที่แค้นเคือง และมองไม่เห็นทางต่อสู้ด้วยวิธีอื่น พากันเข้าป่าไปร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยประกาศต่อสู้กับรัฐบาลด้วยอาวุธเป็นจำนวนหลายพันคน
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นหลายคนยังไม่ได้รู้จักหรือไม่ได้ ศรัทธาพรรคคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด
แต่ด้วยข้อจำกัดของประวัติศาสตร์ของทางการที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยเติบโต ผูกพันและต้องพึ่งพาพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาตลอด ทำให้คนระดับผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ซึ่งเป็นปัญญาชนรุ่นเก่า มีลักษณะยึดติดกับความเป็นปัญญาชนชั้นสูงในระบบข้าราชการ ทั้งยังมีลักษณะติดลัทธิคัมภีร์ตายตัว ไม่ยืดหยุ่น ทำให้เกิดความขัดแย้งกับนักศึกษาปัญญาชน ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ ความรับรู้แตกต่างจากปัญญาชนรุ่นเก่าที่เป็นผู้นำอย่างรุนแรง
ปี ๒๕๑๗ ถึง ๒๕๒๓ เป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ในแถบอินโดจีนประสบผลสำเร็จในการปฏิวัติ ยึดอำนาจในประเทศต่างๆ
สถานการณ์ในขณะนั้นฝ่ายเจ้าหน้าที่ซึ่งมีทั้ง พลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชนอาสาสมัครตลอดจนมวลชนจัดตั้งทุกรูปแบบของรัฐไทยได้รวมตัวกันต่อสู้กับ พคท. ซึ่งก่อให้เกิดสงครามที่รุนแรงมีผู้เสียชีวิตของทั้งสองฝ่ายเป็นจำนวนมาก
ทว่าเมื่อสถานการณ์ระหว่างประเทศเปลี่ยน เกิดความขัดแย้งขั้นแตกหัก ระหว่างจีน เวียดนาม กัมพูชา ซึ่งเคยร่วมมือกันสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของประเทศคอมมิวนิสต์เพื่อนบ้าน
จีนเปลี่ยนท่าทีอยากคบกับรัฐบาลประเทศทุนนิยมรวมทั้งรัฐบาลไทย และรัฐบาลไทย ตั้งแต่สมัยนายกฯ เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็เปลี่ยนท่าทีใช้นโยบายยืดหยุ่น ชักชวนนักศึกษาปัญญาชนออกจากป่าในเขตของคอมมิวนิสต์ โดยไม่ถือเป็นความผิด
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ในที่สุดก็นำไปสู่ความแตกแยก
การกลับออกจากป่า หรือป่าแตก ผ่านการประกาศคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ที่ประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ เพื่อเป็นแนวทางในการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ สาระสำคัญของคำสั่งนี้ คือ การใช้หลัก “การเมืองนำการทหาร” ในการต่อสู้กับการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
สิ้นสุดการขยายอิทธิพลของฝ่ายซ้ายอีกครั้ง
โลกปัจุบันหลายประเทศยังคงมีฝ่ายซ้าย และยังมีแนวคิดเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจที่พรรคส้มและมวลชน ยังคงเชื่อว่า ความไม่เท่าเทียมทางการเมือง คือ สภาพการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและประชาชนไม่ได้ใช้อำนาจอธิปไตย
เราได้ยินคำพูดที่ว่า อำนาจอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและสนใจแต่ประโยชน์ส่วนตัว รวมทั้งข้าราชการซึ่งใช้อำนาจหน้าที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนที่ไม่มีทางต่อสู้ จากปากนักการเมืองส้มบ่อยๆ
ส่วนหนึ่งใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และมิได้เป็นเหตุหลักฉุดความเจริญของประเทศ
ปัญหาคือนักการเมืองไม่เคยคิดสร้างประเทศ ไม่เคยเริ่มต้นแสดงเป็นแบบอย่างที่จับต้องได้
มีแค่คำพูดสวยหรู ที่ไม่สามารถปฏิบัติได้
ไม่ว่านักการเมืองฝ่ายไหน จะอนุรักษนิยมหรือฝ่ายซ้าย แทบไม่ต่างกันนัก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ล้วนตกไปอยู่ในวังวน “ประชานิยม”
ทุกพรรคล้วนพึ่งพานโยบายประชานิยมเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง
ตัวพรรคส้มเองก็กลายเป็นซ้ายประชานิยม
และเมื่อแข่งบนพื้นฐานนโยบายที่ใกล้เคียงกัน จึงไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบในแง่นโยบายมากนัก แต่จะมีความแตกต่างเรื่อง “ท่าที”
บวกกับกระแสอนุรักษนิยมฟื้นคืนทั่วโลก และฝ่ายซ้ายทั่วโลกเข้าสู่ยุคตกต่ำ
ปัจจุบันกระแสความมั่นคงและเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลกได้รับการยอมรับจากประชาชนมากกว่า กระแสสร้างความเท่าเทียมซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นสังคมประเทศประชาธิปไตยยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา หรือหลายๆ ประเทศในยุโรป
มีการต่อต้านผู้อพยพอย่างกว้างขวาง
เมื่อพรรคส้มติดอยู่กับอุดมคติที่ฝั่งตะวันตกเองยังล้มเหลว กระแสความนิยมจึงจางหายไม่เหมือนตอนขายไอเดียใหม่ๆ ที่ฟังแล้วน่าค้นหา
บาร์โค้ดจึงกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ก็เท่านั้นเอง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เลิกเสือกทุกเรื่อง!
ข่าวดี..... วานนี้ (๒๖ กุมภาพันธ์) "หลานอิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร" ไปเยี่ยมพ่อที่เรือนจำกลางคลองเปรม
หนาวแน่! ถ้าเลือกใหม่
ครับ.. กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งล็อตแรก เป็นล็อตใหญ่ ๓๙๖ คน
ตรวจดีเอ็นเอกันเลยดีมั้ย
ไปไกลกว่าที่คิดครับ... วันก่อน “รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” ไปออกรายการทีวี คำพูดถูกแชร์ว่อนโซเชียลถึงสูตรตั้งรัฐบาล
ความลับ!
หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวครับ เมื่อมีคนจำพวกแพ้แล้วพาลอยู่เยอะ ก็จำต้องอธิบายเรื่องราว เพื่อไม่ให้อาชญากรทางการเมือง เอาเรื่องผิดๆ ไปใส่หัวมวลชน ขยายความเข้าใจผิดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
หุบปากเสียบ้างก็ดี
ช่วงนี้คงยังเบื่อเรื่อง บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ไม่ได้ครับ เพราะมีนักการเมือง นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว รวมทั้งนักลวงโลกหลายกลุ่ม อยากให้เลือกตั้งใหม่
เจ้าแห่ง 'บาร์โค้ด'
ยังไปไม่ถึงไหนครับ... เพราะ "การเลือกตั้งโดยลับ" ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ เทียบเท่าวาระแห่งชาติของประเทศไทยในขณะนี้

