'ภูมิใจไทย'โชว์พร้อมยุบสภา 'ทักษิณ'ถูกสกัด-'พท.แพแตก'

จึงต้องจับตาว่าแกนนำใหญ่ของเพื่อไทยอย่าง "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" และ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" จะอยู่กับพรรคต่อไปหรือไม่ ในขณะที่แคนดิเดตนายกฯ ก็ยังไม่เปิดตัวและหนีไม่พ้นคนในตระกูลชินวัตร ซึ่งไม่ได้เป็นที่ตอบรับจากสังคมเหมือนในอดีต

การเมืองเวลานี้ต้องจับตาว่าจะมีการเลือกตั้งตาม MOA ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ที่กำหนดวันเลือกตั้งไว้วันที่ 31 มกราคม 2569 เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งใหญ่หรือไม่

โดยเป้าหมายของพรรคส้มคือการผลักดันให้มีประชามติพร้อมวันเลือกตั้ง เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ เปิดประตูให้มีการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหลังการเลือกตั้งรอบหน้า

หากพรรคสีน้ำเงินปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกับพรรคส้ม ก็เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ครบวาระอีกประมาณ 4 เดือน เว้นแต่ว่าพรรคฝ่ายค้านซึ่งถูกมองว่าเป็นฝ่ายแค้นอย่างพรรคเพื่อไทย จะเลือกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แทนที่จะใช้มาตรา 152 ที่เป็นเพียงการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐบาลชี้แจงได้โดยไม่เสี่ยงต่อการล้มรัฐบาล

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัญญาณว่าพร้อมยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม วันเปิดสภาทันที หากฝ่ายค้านเลือกใช้มาตรา 151 เพราะต่อให้อภิปรายดีหรือตอบโต้ชี้แจงดีขนาดไหนก็แพ้ แต่อะไรที่ทำไม่เสร็จหลายอย่างก็ต้องไปตำหนิคนนั้น มาต่อว่าตนไม่ได้

นายกฯ ยังย้ำว่าจะยุบสภาในเดือนมกราคม 2569 หรือธันวาคม 2568 แทบไม่แตกต่างกัน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้หนีการตรวจสอบ เพราะยังมีมาตรา 152 ให้ฝ่ายค้านอภิปรายได้อยู่แล้ว

ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องยุบสภา พรรคภูมิใจไทยกลับแสดงความพร้อมมากที่สุด ล่าสุด นายกฯ อนุทิน เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ครบทั้ง 3 คนที่ทำเนียบรัฐบาล ด้วยเหตุผลว่าพรรคเติบโตขึ้นและป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองในอนาคต

ประกอบด้วย อนุทิน เป็นอันดับหนึ่ง อันดับสองคือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง และอันดับสามคือ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

สองรายชื่อหลังได้รับการยอมรับมาก่อนหน้าในฐานะ รัฐมนตรีคนนอก ที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะ เอกนิติ มีบทบาทในโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1 และเฟส 2 รวมถึง ศุภจี ที่ดึงจุดแข็งของประเทศและขยายตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้น

อีกทั้งยังช่วยปรับภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยจากพรรคบ้านใหญ่ที่ถูกมองว่า เซราะกราว มาเป็นพรรคการเมืองใหญ่ และมีเทคโนแครตที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาช่วยแก้ปัญหาประเทศ

ขณะเดียวกัน นักการเมืองสายบ้านใหญ่ทยอยมาโชว์ตัวกับพรรคภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ปรากฏภาพ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นั่งร่วมโต๊ะกับ สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่เพิ่งออกจากกลุ่มไลน์ สส.เพื่อไทย และเป็นลูกสาวของ ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือชูวิทย์ กุ่ย ซึ่งปัจจุบันไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ ชูศักดิ์ แม้นทิม สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย 

ยังมีรายงานว่า ในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคภูมิใจไทย วันที่ 23 พฤศจิกายน ต้องจับตาว่า วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา บ้านใหญ่สุพรรณบุรี พร้อมคณะ สนธยา คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม บ้านใหญ่ชลบุรี รวมถึงบ้านใหญ่ระยองที่นำโดย ปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง จะมาร่วมเปิดตัวสมัครเป็นสมาชิกพรรคสีน้ำเงินหรือไม่

ด้วยแรงหนุนจากบ้านใหญ่ ผสานกับกระแสคนชั้นกลาง และการที่พรรคภูมิใจไทยเป็นหัวขบวนฝ่ายอนุรักษนิยม รวมถึงกลไกข้าราชการต่างๆ ในกระทรวงมหาดไทยทั้งส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น และ อสม. พร้อมกระสุน ทำให้มีการประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยอาจได้ สส.ประมาณ 120-150 คน เปลี่ยนจากพรรคร่วมรัฐบาลไปเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งพรรค

ถัดมาที่พรรคประชาชนเองก็ถือว่ามีความพร้อมไม่ต่างกัน โดยกำลังสร้างผลงานด้านการตรวจสอบทุนสีเทาและปราบสแกมเมอร์ จนได้กระแสตอบรับสูง แต่ต้องเผชิญโจทย์สำคัญคือ การเป็นฝ่ายค้ำให้พรรคสีน้ำเงิน หากผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จอาจถูกมองว่าเสียเปรียบ จนเสียฐานสนับสนุนและไม่มีอะไรติดไม้ติดมือหากนายกฯ ยุบสภาไปก่อน

แม้ยังไม่เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ อย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานว่าได้โยนหินถามทางไว้ครบ 3 รายชื่อแล้ว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำปี 2566 ที่เสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพียงคนเดียวจนหมดลุ้น

รายชื่อที่ถูกพูดถึง ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ต้องดูว่าพรรคส้มจะได้การสนับสนุนจนขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอีกหรือไม่ เพราะการเมืองไทย ผู้ที่จะได้เป็นนายกฯ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

ส่วนพรรคเพื่อไทย เมื่อเทียบกับสองพรรคข้างต้นถือว่าสถานการณ์ย่ำแย่ โงนเงน ง่อนแง่นที่สุด ตั้งแต่เดินเกมผิดพลาดจนกลายเป็นฝ่ายค้าน อดีตนายกฯ ทั้งสองคนถูกตัดสิทธิทางการเมือง

ขณะที่ผู้นำทางจิตวิญญาณอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ถูกจำคุก 1 ปีจากคดีชั้น 14 ล่าสุดยังถูกอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์คดี 112 ซึ่งอาจกระทบต่อการขอพักโทษในช่วงใกล้หาเสียงเลือกตั้ง โดยทักษิณเริ่มจำคุกตั้งแต่ 9 กันยายน 2568 และจะครบ 6 เดือนในวันที่ 8 มีนาคม 2569 ขณะที่วันเลือกตั้งคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 29 มีนาคม

ยังไม่รวมการถูกศาลฎีกาสั่งเรียกเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ปย้อนหลัง 1.76 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้คนในครอบครัวชินวัตรสะท้อนว่าเจ็บปวด และนายใหญ่ต้องพึ่ง “ธรรมนาวา วัง” หรือใช้ธรรมะดับทุกข์ด้วยปัญญา 

ขณะที่มุมการเมืองมองว่าคนตระกูลชินกำลังเรียกคะแนนสงสาร และถูกกระทำ เพื่อกู้สถานการณ์ที่ต้องเกิดกับพรรคเพื่อไทย เพราะขาดแกนนำตัวจริงออกมาสร้างกระแสช่วยหาเสียง เคาะผู้สมัคร หากเกิดความขัดแย้งในพรรค รวมถึงขาดมือดีลกับชนชั้นนำ นักธุรกิจ นักการเมืองเขี้ยวลากดิน และข้าราชการระดับสูงในช่วงจัดตั้งรัฐบาลหน้า

ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลต่อขวัญกำลังใจของ สส.บ้านใหญ่ ทำให้ตัดสินใจย้ายพรรคง่ายขึ้น เพราะสัญญาณทรัพยากรเลือกตั้งไม่ได้อยู่ฝั่งตัวเอง 

จึงต้องจับตาว่าแกนนำใหญ่ของเพื่อไทยอย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ สมศักดิ์ เทพสุทิน จะอยู่กับพรรคต่อไปหรือไม่ ในขณะที่แคนดิเดตนายกฯ ก็ยังไม่เปิดตัวและหนีไม่พ้นคนในตระกูลชินวัตร ซึ่งไม่ได้เป็นที่ตอบรับจากสังคมเหมือนในอดีต เช่นเดียวการถูกเรียกเก็บภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท ยังถูกตัดกระสุนจากบ้านจันทร์ส่องหล้าโดยตรง

ศักดา นพสิทธิ์ นักวิเคราะห์การเมืองและอดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ประเมินว่า เมื่อทักษิณเจอวิบากกรรมซ้อนกันสองเรื่อง จะทำให้เพื่อไทยมีขนาดเล็กลง และทำให้พรรคภูมิใจไทยแข็งแกร่งที่สุดในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะวันนี้การเมืองไทยแบ่งเป็น “สามก๊ก” คือ ภูมิใจไทย เพื่อไทย และพรรคประชาชน

หากมองฉากทัศน์เลือกตั้งครั้งหน้า กรณีแรกคือภูมิใจไทยจับมือเพื่อไทย แต่ต้องมีคะแนนมากกว่าเพื่อสร้างความชอบธรรม กรณีที่สองคือภูมิใจไทยจับมือพรรคประชาชน ก็ต้องมีคะแนนมากกว่าเช่นกัน ไม่เช่นนั้นตำแหน่งนายกฯ จะไม่เกิดขึ้นกับภูมิใจไทย

แรงกดดันนี้ทำให้ต้องตีเพื่อไทยให้เล็กลงเรื่อยๆ และมีแนวโน้มว่าสมาชิกพรรคบางส่วนอาจย้ายข้าง หากดูฝั่งพรรคประชาชน เกมถัดไปคือกรณี 44 สส.ที่เคยเสนอแก้มาตรา 112 อยู่ในมือ ป.ป.ช. ซึ่งสถานการณ์นี้จะทำให้ภูมิใจไทยมีโอกาสรวมกับพรรคต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้

เมื่อเข้าสู่กลางเดือนธันวาคมไปจนถึงเลือกตั้งปี 2569 การเมืองจึงเต็มไปด้วยจุดพลิกผัน และต้องจับตาว่าสุดท้ายพรรคสีน้ำเงินหรือพรรคส้ม ใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีตัวแปรสำคัญคือพรรคเพื่อไทย ว่าจะ “แพแตก” หรือจะดึงคะแนนสงสารกลับมาได้หรือไม่ ในวันที่ "ทักษิณ" ถูกสกัดด้วยบ่วงทางการเมืองรอบด้าน จนต้องพึ่ง “ธรรมนาวา วัง”.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตำรวจงัดแผน'พิทักษ์เลือกตั้ง66' วางมาตรการคุมเข้มทุกพื้นที่ไร้เหตุ

เข้าสู่ทางตรงช่วงสุดท้าย นับเวลาถอยหลัง “เลือกตั้ง 69” แต่ละพรรคการเมืองงัดกลเม็ดอัดแคมเปญหาเสียงเรียกคะแนนก่อนเข้าคูหาวันที่ 8 ก.พ.นี้ โพลชี้พรรคการเมืองที่จะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลหนีไม่พ้น 3 พรรคการเมืองนี้คือ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย สู้กันสูสี หายใจรดต้นคอ

'ซาบีดา-มนัญญา' ลุยเขต 3 ทับสะแก-บางสะพาน หนุน 'พงษ์พันธ์' โค้งสุดท้าย

“ซาบีดา-มนัญญา" ลงพื้นที่ เขต 3 ทับสะแก-บางสะพาน จ.ประจวบฯ ช่วยผู้สมัคร สส."พงษ์พันธ์" เบอร์ 7 หาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย ย้ำชัดเป็นคนพูดแล้วทำ

จาก 'โรฮิงญา' ถึง 'แรงงานต่างด้าว' วิธีคิดพรรคส้มในวันที่คนไทยต้องเลือก

การเมืองไม่ได้ตัดสินกันแค่จากเอกสารนโยบาย แต่ตัดสินกันจากวิธีที่พรรคพูดกับสังคมจริง ว่าเลือกพูดเรื่องใด เลี่ยงเรื่องใด และให้น้ำหนักกับประเด็นไหนเป็นพิเศษ

'พี่ศรี' กัดไม่ปล่อย ยื่นแพทยสภา สอบเพิ่ม 13 หมอ เอี่ยวทักษิณนอนชั้น 14 รพ.ตำรวจ

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นเอกสารข้อมูล(เพิ่ม) หลังจากที่แพทยสภามีหนังสือขอข้อมูลประกอบการพิจารณาการสอบสวนจริยธรรมกลุ่มแพทย์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร

'ภราดร' ปัดเยียวยาน้ำท่วมล่าช้า อนุมัติทั้งหมดก่อนยุบสภาแล้ว มีปชช.แจ้งเพิ่มเติม ขอกกต.แล้วแต่ถูกปัดตก

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงงบเยียวยาผู้ประ

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง รัฐมนตรีลาประชุมครม. 19 คน นายกฯถึงกับร้องโอ้โห!

​เมื่อเวลา 10.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะ