
เอกชนเผยกรณีสหรัฐบุกคุมเวเนฯ ต้องจับตาในระยะยาว แต่อาจส่งผลดีต่อราคาพลังงานโลก จากนโยบายทรัมป์ 2.0 ชี้ไทยก็ได้รับอานิสงส์ที่ดี พร้อมรอจับตาสถานการณ์ต่อไป
8 ม.ค. 2569 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงประเด็นที่สหรัฐอเมริกาปฏิบัติการบุกกรุงการากัสของเวเนซุเอลาจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ว่าการดำเนินงานดังกล่าวเพื่อจะให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐ เข้าไปฟื้นฟูการผลิตน้ำมันที่หยุดชะงักและสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศ ซึ่งผลลกระทบกับประเทศไทยคงมีไม่มากเท่าใดนัก เนื่องจากไทยไม่ได้มีการค้าขายกับเวเนซุเอลามากนัก และในช่วงระยะสั้นมองว่าผลกระทบน่าจะมาจากอาการตกใจเล็กน้อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้น ส่วนที่ต้องติดตามในระยะยาวก็คือ การที่สหรัฐฯจะส่งบริษัทน้ำมันเข้าไปควบคุม หรือบริหารจัดการระบบน้ำมันสำรองที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก
ขณะที่ในระยะยาวไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นผลดีต่อราคาพลังงานโลก เพราะเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก แต่ถูกคว่ำบาตร(Sanction) ไม่ให้ขายน้ำมันมาโดยตลอด ทั้งนี้ลูกค้าหลักของเวเนซุเอลาก็คือประเทศจีน รัสเซีย และประเทศพันธมิตรของทั้ง 2 ประเทศดังกล่าวซึ่งไม่เกรงกลัวการคว่ำบาตร โดยจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่นั้นอาจจะได้รับผลกระทบบ้าง เพราะแหล่งน้ำมันถูกสหรัฐฯควบคุม
“ในระยะยาวราคาพลังงานอาจจะมีแนวโน้มที่ดี ไม่แพงขึ้น เพราะนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตั้งแต่เห็นมาโดยเฉพาะช่วงทรัมป์ 2.0 ก็คือการพยายามควบคุมระดับราคาน้ำมันไม่ให้เกิน 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลมาตลอด ซึ่งแตกต่างจากสมัยของโจ ไบเดนที่เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่ง หรือสงครามเฉพาะจุดใดที่มีความเปราะบางราคาน้ำมันจะพุ่งทะลุเกิน 100 เหรียญฯต่อบาเรล”นายเกรียงไกร กล่าว
อย่างไรก็ตาม กับสถานการณ์ในปัจจุบันไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์สู้รบกันที่ใด หรือแม้กระทั่งสถานการณ์สู้รบชายแดนไทยกับกัมพูชาก็ไม่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมัน โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 60 เหรียญฯต่อบาเรล นอกจากนี้ ด้วยนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์จากการดำเนินการเรื่องการเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ก็มีความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาเงินเฟ้อ หรือทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ดังนั้นการทำให้ราคาน้ำมันไม่เพิ่มสูงขึ้น หรือเฉลี่ยไม่เกิน 60 เหรียญฯต่อบาเรลก็คือการแก้ปัญหาเงินเฟ้อทางอ้อม
“การที่สหรัฐฯเข้าไปบริหารจัดการน้ำมันในเวเนซุเอลาในเชิงผลกระทบต่อราคาพลังงานคาดว่าไม่น่าจะมี และในระยะยาวอาจจะเป็นผลดีที่ราคาพลังงานถูกกดไว้ที่ราคาประมาณ 60 เหรียญฯต่อบาเรลไปอีกนาน ซึ่งประเทศที่ใช้พลังงานมากอย่างไทยก็จะได้รับอานิสงส์ที่ดีตามไปด้วย”นายเกรียงไกร กล่าว
นอกจากประโยชน์ทางตรงกับสหรัฐฯในการควบคุมเงินเฟ้อแล้วนั้น ในทางอ้อมก็คือเรืองการเมืองระหว่างประเทศ (Geopolitics) ประกอบด้วยการสกัดไม่ให้จีนมีซัพพลายน้ำมันจากเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นการทำให้คู่แข่งอย่างจีนมีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และการตัดกำลังของรัสเซียเพราะรัสเซียพึ่งพารายได้จากการขายน้ำมัน แต่ปัจจุบันถูกยูเครนกับกลุ่มสนับสนุนชี้เป้าให้ไปทำลายโรงกลั่นน้ำมันทำให้ต้องหยุดการผลิต ซ่อมแซมโรงกลั่น รายได้หายไป อีกทั้งราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำ โดยการที่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนยืดเยื้อไปเป็นระยะเวลานาน ก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียมีปัญหาในระยะยาว ทำให้อ่อนแอลงอย่างมาก เพราะหากมีการสู้รบกันจะมีผลทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น เป็นการส่งสัญญาณเตือนประเทศต่างๆที่เป็นปรปักษ์กับสหรัฐฯ เสมือนเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู
“โดยสรุปก็คือผลกระทบโดยตรงกับไทยมีไม่มาก เพราะค้าขายกันน้อย แต่ผลกระทบกับโลกเวลานี้ อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์แบบชัดเจน ซึ่งหลังจากนี้ต้องดูว่าเมื่อสหรัฐฯนำประธานาธิบดีเวเนซุเอลาขึ้นศาล จะถูกลงโทษอย่างไร และรักษาการณ์ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาจะยอมทำตามสหรัฐฯ หรือเรียกร้องอะไรหรือไม่ แต่ในเบื้องต้นเข้าใจว่ามีการประกาศว่าไม่ยอมสหรัฐฯ ยังถือว่าเป็นการล่วงอธิปไตยของเวเนซุเอลา”นายเกรียงไกร กล่าว
หลังจากนี้ก็ต้องดูว่าสหรัฐฯจะส่งบริษัทพลังงานเข้าไปควบคุมน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลาแบบที่ตั้งใจไว้ได้จริงหรือไม่ รวมถึงความเคลื่อนไหวของประเทศไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของสหรัฐฯดังกล่าว ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายผลไปสู่ปัญหาอื่น หรือบานปลายออกไปมากน้อยแค่ไหน โดยที่ไม่มีผู้ใดสามารถตอบได้ในเวลานี้ และคำขู่ที่จะจัดการกับประเทศอื่นในลำดับต่อไปจะทำได้จริงหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ทรัมป์’ประหารUN ประกาศถอนตัวจาก66องค์กรอ้างขัดต่อผลประโยชน์สหรัฐ
"ทรัมป์" เขย่าโลกอีกครั้ง ประกาศนำสหรัฐถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ
ศก.ปีนี้โตแผ่ว คาดจีดีพี1.5% ต่าสุดรอบ30ปี
"เอกนิติ" มั่นใจมาตรการ "คนละครึ่งพลัส-เที่ยวดีมีคืน-เติมเงินบัตรคนจน-เร่งรัดเบิกจ่าย" ช่วยบูมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 โตทะลุ 1% ดันภาพรวมทั้งปีบวกเพิ่มอีก 0.2%

