‘อัลฟ่าเซค’ แนะองค์กรไทยเตรียมพร้อมรับมือ AI และภัยคุกคามใหม่

 บริษัท อัลฟ่าเซค จำกัด พาร์ทเนอร์ของ Gartner ในประเทศไทย เปิดเผยรายงาน “Top Trends in Cybersecurity for 2026” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2026 ชี้แนวโน้มสำคัญ 8 ประการที่องค์กรไทยต้องเตรียมพร้อม โดยเฉพาะการรับมือกับ AI Agents, การเข้ารหัสยุคหลังควอนตัม และกฎระเบียบระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

18 ม.ค. 2569 – นายนิพนธ์ นาชิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลฟ่าเซค จำกัด กล่าวว่า “รายงานของ Gartner ในปีนี้สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการความปลอดภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะผลกระทบจากการแพร่หลายของ AI ที่ส่งผลต่อทั้งภัยคุกคามและวิธีการป้องกัน องค์กรไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน เพราะการรอคอยอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่ไม่สามารถย้อนกลับได้”

สามแนวโน้มหลักที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ

รายงานของ Gartner จำแนกแนวโน้มสำคัญออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 8 แนวโน้มย่อย ดังนี้

1. การรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ใหม่ (Secure New Frontiers)

ระบบ IAM ปรับตัวรองรับ AI Agents

การเพิ่มขึ้นของ AI Agents หรือตัวแทน AI ที่ทำงานอัตโนมัติ กำลังสร้างความท้าทายใหม่ให้กับระบบจัดการตัวตนและการเข้าถึง (Identity and Access Management: IAM) จากข้อมูล Gartner พบว่า 61% ของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ตรวจพบการใช้งาน AI agents ผ่านซอฟต์แวร์ที่ได้รับอนุญาต และ 59% พบหลักฐานหรือสงสัยว่ามีการใช้งาน AI agents โดยไม่ได้รับอนุญาต

นายนิพนธ์ กล่าวเสริมว่า “องค์กรต้องกำหนดนโยบายชัดเจนในการจัดการ AI agents โดยแต่ละ agent ต้องมีตัวตนเฉพาะและมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ห้ามใช้ข้อมูลประจำตัวของมนุษย์ร่วมกับ AI และต้องมีระบบควบคุมการเข้าถึงที่เข้มงวด”

การเตรียมพร้อมรับมือยุค Postquantum Cryptography

คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีความสามารถในการถอดรหัสคาดว่าจะทำให้การเข้ารหัสแบบดั้งเดิมไม่ปลอดภัยภายในปี 2030 ขณะนี้ 57% ขององค์กรกำลังทดสอบอัลกอริทึม Postquantum Cryptography (PQC) แต่ 61% ยังไม่มีข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับระบบเข้ารหัสที่ใช้อยู่

“ผู้โจมตีกำลังดำเนินการ ‘harvest now, decrypt later’ คือการเก็บข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ในปัจจุบัน เพื่อรอถอดรหัสในอนาคตเมื่อมีเทคโนโลยีควอนตัม องค์กรต้องเริ่มสำรวจระบบเข้ารหัสทั้งหมด ติดต่อผู้ให้บริการเกี่ยวกับแผน PQC และจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเข้ารหัส (Cryptographic Center of Excellence)” ดร.นิพนธ์ กล่าว

2. การปรับเปลี่ยนการกำกับดูแล (Transform Governance)

บทบาทใหม่ของ CISO ในยุค AI

ตำแหน่ง Chief Information Security Officer (CISO) กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยความรับผิดชอบขยายออกไปสู่การกำกับดูแล AI, ความเป็นส่วนตัว, ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และระบบควบคุมอุตสาหกรรม จากการสำรวจของ Gartner พบว่า 93% ของกรรมการบริษัทมองว่าความเสี่ยงด้านไซเบอร์เป็นภัยคุกคามต่อมูลค่าผู้ถือหุ้น และ 98% เชื่อว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า

“CISO ต้องขยายอิทธิพล ไม่ใช่เพิ่มภาระงาน การทำงานร่วมกับ CIO, CRO และ CDAO เป็นสิ่งสำคัญ พร้อมทั้งมุ่งเน้นที่ Cyber Resilience หรือการลดผลกระทบเมื่อเกิดเหตุการณ์ มากกว่าการป้องกันอย่างเดียว” ดร.นิพนธ์ ชี้แจง

การจัดการ Shadow AI และการกำกับดูแลข้อมูลแบบมีส่วนร่วม

Shadow AI หรือการใช้เครื่องมือ AI โดยไม่ได้รับอนุญาตกำลังเป็นปัญหาใหญ่ ข้อมูลจาก Gartner ระบุว่า 86% ขององค์กรกำลังทดลองหรือนำ GenAI มาใช้ ขณะที่ 69% ของผู้นำด้านไซเบอร์พบหลักฐานหรือสงสัยว่าพนักงานใช้เครื่องมือ GenAI ที่ไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ 57% ของพนักงานใช้บัญชี GenAI ส่วนตัวในการทำงาน และ 33% ยอมรับว่าเคยนำข้อมูลสำคัญของบริษัทไปใส่ในเครื่องมือที่ไม่ได้รับอนุญาต

“การป้องกันนวัตกรรมด้วยการควบคุมที่เข้มงวดเกินไปไม่ใช่คำตอบ องค์กรต้องยอมรับว่า Shadow AI เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจัดการอย่างเหมาะสม โดยสร้างนโยบายที่ชัดเจน จัดหาเครื่องมือที่ปลอดภัย และติดตามพฤติกรรมการใช้งานที่ผิดปกติ” ดร.นิพนธ์ กล่าว

ความผันผวนของกฎระเบียบระดับโลก

องค์กรกำลังเผชิญกับกฎระเบียบใหม่มากมาย ทั้ง SEC disclosures, NIS2, DORA, EU AI Act และกฎหมายในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว กฎหมายหลายฉบับกำหนดให้รายงานเหตุการณ์ภายใน 24 ชั่วโมง และเริ่มมีการบังคับใช้ความรับผิดส่วนบุคคลกับกรรมการและผู้บริหาร

“การปฏิบัติตามกฎระเบียบไม่ใช่เรื่องของฝ่าย IT เพียงอย่างเดียว องค์กรต้องจัดตั้งทีมข้ามสายงานที่ประกอบด้วยฝ่ายกฎหมาย, ธุรกิจ และจัดซื้อ พร้อมทั้งพัฒนาระบบที่สามารถรายงานเหตุการณ์ได้อัตโนมัติและรวดเร็ว” ดร.นิพนธ์ แนะนำ

3. การทำให้การนำ AI มาใช้เป็นเรื่องปกติ (Normalize AI Adoption)

GenAI ทำลายกลยุทธ์สร้างความตระหนักรู้แบบเดิม

การแพร่หลายของ GenAI ทำให้กลยุทธ์สร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์แบบดั้งเดิมไม่สามารถใช้ได้ผลอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อ 60% ของการรั่วไหลข้อมูลเกี่ยวข้องกับปัจจัยมนุษย์ ขณะที่อีเมลที่ใช้ AI ช่วยสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าใน 2 ปี และ 35% ขององค์กรประสบปัญหาจาก Deepfake

“องค์กรต้องเปลี่ยนจากการอบรมทั่วไปมาสู่โปรแกรมพฤติกรรมและวัฒนธรรมความปลอดภัย (Security Behavior and Culture Programs: SBCPs) ที่เจาะจงเรื่อง AI ต้องฝึกพนักงานให้รู้จักภัยคุกคามใหม่ เช่น Deepfake และการฟิชชิ่งที่ใช้ AI พร้อมเน้นการตรวจสอบคำขอที่ผิดปกติอย่างระมัดระวัง” ดร.นิพนธ์ อธิบาย

โซลูชัน SOC ที่ขับเคลื่อนด้วย AI สร้างความไม่แน่นอน

ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัย (Security Operations Center: SOC) กำลังเผชิญความท้าทายจากการนำ AI มาใช้ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการลดทอนทักษะของบุคลากร เมื่อ AI เข้ามาทำงานพื้นฐานแทน จากข้อมูล เพียง 17% ของผู้บริหารเชื่อว่าองค์กรมีบุคลากรเพียงพอสำหรับการริเริ่มด้าน AI

“การใช้ AI ใน SOC ต้องมุ่งเน้นการเสริมความสามารถของบุคลากร ไม่ใช่แทนที่ ต้องมีกลไก Human-in-the-Loop ที่มนุษย์ตรวจสอบก่อนดำเนินการสำคัญ และนำประโยชน์จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นไปลงทุนในการพัฒนาทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง” ดร.นิพนธ์ กล่าว

ข้อเสนอแนะสำหรับองค์กรไทย

ดร.นิพนธ์ มีข้อเสนอแนะสำหรับองค์กรไทย 5 ประการ ได้แก่

  1. สร้างความเข้าใจในระดับผู้บริหาร – ให้ผู้บริหารระดับสูงเข้าใจความเสี่ยงและผลกระทบต่อธุรกิจโดยไม่ใช้ศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อน
  2. วางนโยบาย AI ที่ชัดเจน – กำหนดกฎเกณฑ์การใช้ AI ประเภทข้อมูลที่ห้ามนำไปใช้ และจัดหาเครื่องมือที่ปลอดภัย
  3. เตรียมพร้อมสำหรับกฎระเบียบใหม่ – ติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย พัฒนาระบบรายงานที่รวดเร็ว และสื่อสารความรับผิดชอบกับผู้บริหาร
  4. ลงทุนในการพัฒนาบุคลากร – อบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทักษะทีมงาน และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย
  5. เริ่มสำรวจระบบเข้ารหัส – ทำรายการระบบที่ใช้อยู่ วางแผนอัปเกรด และจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลที่ต้องปกป้อง

“การรอคอยไม่ใช่ตัวเลือก องค์กรที่ชักช้าอาจเผชิญกับความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การรั่วไหลของข้อมูล หรือความเสียหายต่อชื่อเสียง การเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้องค์กรปลอดภัยและแข่งขันได้ในระยะยาว” ดร.นิพนธ์ กล่าวทิ้งท้าย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

AIS อัปเลเวลความปลอดภัยไซเบอร์ เปิดตัวบริการ ‘1185 แชะแล้วแชร์ แจ้งเบาะแส SMS หลอกลวง’

AIS เดินหน้าส่งเสริมความปลอดภัยไซเบอร์ให้ลูกค้าเอไอเอส เปิดตัวบริการใหม่ “1185 แชะแล้วแชร์ แจ้งเบาะแส SMS หลอกลวง” บริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถแจ้งเบาะแสมิจฉาชีพได้ง่าย แม่นยำ และรวดเร็วยิ่งขึ้น

กสทช. ผุดแคมเปญ “รู้ก่อน รอดก่อน ปลอดภัยไปกับ กสทช.” ปักธงต้านภัยไซเบอร์ที่กาญจนบุรี

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ยกระดับการป้องกันการหลอกลวงประชาชนจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการส่ง SMS ปลอม