‘คลัง’หั่นจีดีพี68เหลือโตที่2.2% ปี69หวังส่งออก-ท่องเที่ยวประคอง

‘คลัง’ หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.2% ส่วนไตรมาส 4/68 ลุ้นโต 1.8% อานิสงส์มาตรการรัฐ ‘คนละครึ่ง พลัส-เที่ยวดีมีคืน-เร่งรัดเบิกจ่าย” หนุน ส่วนปี 69 ยืนที่ 2% ชี้ส่งออก-ท่องเที่ยวช่วยประคอง ประเมินงบปี 70 ดีเลย์ 3 เดือน กระทบลงทุนรัฐชะลอแน่

27 ม.ค. 2569 - นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ลดลงเหลือ 2.2% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.4% ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 3/2568 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประกาศที่ 1.2% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ค่อนข้างมาก รวมถึงตัวเลขในภาคการผลิตในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 2568 ที่ชะลอตัว ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยพิเศษจาการปิดซ่อมลงกลั่น ตรงนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าเฉลี่ยตัวเลขเศรษฐกิจทั้งปีปรับตัวลดลง

ขณะที่มูลค่าการส่งออก คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 12.7% จากคาดการณ์เดิมที่ 10% จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดีย และจีน เป็นต้น ส่วนมูลค่าการนำเข้า คาดว่าจะขยายตัวที่ 13.8% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 10.1%

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 มีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 1.8% หลัก ๆ เป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งการผลิต การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วภูมิภาค และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านโครงการเที่ยวดีมีคืน ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 3% อีกทั้งยังมีผลดีจากมาตรการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ขยายตัวดีขึ้น

“เศรษฐกิจในไตรมาส 4 เราคาดว่าจะดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้คาดว่าจีดีพีในไตรมาสดังกล่าวจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ที่ระดับ 2.2% โดยต้องยอมรับว่าในช่วงปลายปียังมีปัจจัยท้าทายจากสสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้และปัจจัยชั่วคราวในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน แต่นโยบายการคลังได้ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจเติบโตได้สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า โดยสภาพัฒน์จะมีการแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ก.พ. นี้” นายวินิจ กล่าว

ในส่วนของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นั้น นายวินิจ ระบุว่า กระทรวงการคลังยังคงคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีไว้ที่ 2% ตามคาดการณ์เดิม ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคการส่งออกที่สามารถประคองตัวได้ โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 1% ดีขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ -1.5% โดยมองว่าแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศและภาคบริการอย่างชัดเจน โดยภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลัก โดยคาดว่าในปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ที่ 35.5 ล้านคน ขยายตัว 7.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยสามารถสร้างรายได้อยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท

ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.5% และการลงทุนภาคเอกชนที่ 3.2% จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับการสนับสนุนการลงทุน ส่วนการบริโภคภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ 1.3% และการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ -1.7% เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่า่นทาวการเมือง ซึ่งอาจทำให้การเริ่มบังคับใช้พระราชยัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน

"งบประมาณปี 2570 ที่คาดว่าจะล่าช้าราว 3 เดือนนั้น อาจมีผลกระทบกับเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามข้อเท็จจริงและเป็นไปตามกลไกว่าเมื่องบประมาณล่าช้าออกไปก็จะมีผลทำให้การลงทุนลดต่ำลงด้วย ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดและอาจออกมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป” ผู้อำนวยการ สศค. กล่าว

ในส่วนของเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ระดับ 0.3% ต่อปี ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของไทยยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอยู่มาก ซึ่งหลังจากนี้ทุก ๆ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการหารือเพื่อประเมินผล และพิจารณาหาแนวทางร่วมกันเพื่อบริหารจัดการเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ตามที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนแนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น ยังเป็นผลมาจากปัจจัยเรื่องเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง รวมถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ตลอดจนการซื้อขายทองคำด้วย แต่เชื่อว่าค่าเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากคาดการณ์เดิมที่ 31.8 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยน้อยลงกว่าที่คราดการณ์ ทำให้แรงกดดันของเงินบาทที่จะแข็งค่าขึ้นน้อยลงกว่าคาดการณ์ในรอบก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามเพราะจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย อาทิ ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออก และความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (เอสเอ็มอี) ที่ยังสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุน รวมถึงเสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘อรรถวิท รักจำรูญ’เดินหน้าลุยปัดฝุ่นใต้พรมยกเครื่องบขส. ใจดีสู้เสือเพื่อให้องค์กรอยู่รอดพร้อมให้บริการเทียบเท่าสนามบิน

ถ้าเอ่ยชื่อ “สถานีขนส่งหมอชิต” เมื่อหลายปีก่อน ภาพจำของผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยคงไม่ใช่ความสะดวกสบายหรือความปลอดภัยและความสวยงาม แต่เป็นความอึดอัด วุ่นวาย

DITP ชู ‘เกษตรนวัตกรรม’ขับเคลื่อนส่งออกสินค้าเกษตรไทยปี 2569

DITP ชู “เกษตรนวัตกรรม–เพิ่มมูลค่า–ขยายตลาดศักยภาพ” ขับเคลื่อนส่งออกสินค้าเกษตรไทยปี 2569สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในเวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน

ปี2568ทุบสถิติ ส่งออก-นำ เข้า พาเหรด‘นิวไฮ’

ส่งออกเดือนสุดท้ายปี 68 มูลค่า 28,928.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 16.8% ขยายตัว 18 เดือนติด รวมทั้งปีเพิ่ม 12.9% สูงสุดรอบ 4 ปี และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนนำเข้า 344,943 ล้านดอลลาร์

ปักหมุดจุดเช็กอิน5จังหวัดภาคใต้ นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติและสโลว์ไลฟ์ต้องห้ามพลาด

ภาคใต้ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศอันหลากหลายของเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ ตั้งแต่ ชุมพร ระนอง พังงา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ไปจนถึงสงขลา เมือง