'แบงก์ชาติ' ชี้ศก.69โตต่ำสุดรอบ10ปี สูญญากาศการเมืองทำงบ70ดีเลย์ยาว

‘แบงก์ชาติ’ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 ลุ้นโตแค่ 1.5-1.7% ต่ำสุดในรอบ 10 ปี หลังปัญหานอกประเทศ-ปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า มองสุญญากาศการเมือง ทำงบ 70 ดีเลย์ยาวไร้แรงส่ง ระบุต้องเดือดร้อนไปพร้อมประชาชน ลุกปรับบทบาทปักธงหัวแถวลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หวังฟื้นจีดีพีปี 70 กลับมาฟื้นที่ 2.2-2.3%

28 ม.ค. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจมีปัญหาจริง ๆ และไม่ดีนัก โดยคาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะขยายตัวที่ 1.5-1.7% เป็นช่วงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้านมากมาย ทั้งปัญหาจากภายนอกประเทศ อาทิ ภาษีสหรัฐฯ ที่ยังไม่จบ ระเบียบโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป สงครามการค้า ทั้งหมดส่งผลกระทบต่อประเทศและเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น

ขณะที่ปัญหาภายในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน, สินเชื่อหดตัว, Productivity-Competitiveness, ทุนเทา-เงินเทา, ความเหลื่อมล้ำ, Financial Inclusion, คุณภาพการศึกษา, ขาดนวัตกรรม, เศรษฐกิจนอกระบบ, Aging Society, เสถียรภาพการเมือง, คอร์รัปชัน และธรรมาภิบาล, ระบบกฎหมาย และภัยการเงิน ทั้งหมดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบทุกเรื่อง และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นในปัจจุบันที่ 2.7%

“ปีนี้เศรษฐกิจจะเหลือแค่ 1.5-1.7% เพราะส่งออกที่หายไปโดยคาดว่าจะโตต่ำกว่า 1%  และอีกปัจจัยที่เป็นโครงสร้างหลักในการประคองเศรษฐกิจ คือ การใช้จ่ายภาครัฐที่ขณะนี้ยุบไปเลย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น คนละครึ่งพลัส, การลดภาษี และมาตรการด้านการคลัง เครื่องยนต์ตรงนี้สูญหายไป เพราะเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้ง หายไปอย่างน้อยตั้งแต่ ธ.ค. 2568 จนถึงเลือกตั้ง และกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ คาดว่าจะใช้เวลา 5-6 เดือน พอมีรัฐบาลใหม่มาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณ ซึ่งปกติกระบวนการนี้ต้องเริ่มราว เม.ย. ก็จะล่าช้าออกไป ต่อให้เร่งดำเนินการอย่างไรก็มองว่างบประมาณปี 2570 ที่ควรจะต้องเริ่มเดือน ต.ค. นี้ ก็ต้องมาช้า ดังนั้นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่คอยประคองเศรษฐกิจในยามจำเป็น คือ การใช้จ่ายภาครัฐหายไปเกือบ 0% แรงส่งนี้มีผลในการช่วยประคองจีดีพีต่ำมากที่ 0.1-0.2%” นายวิทัย กล่าว

ทั้งนี้ หวังว่าในปี 2570 เศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ การเติบโตใหม่อยู่ที่ 2.2-2.3% จากการส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะกลับมา รวมทั้งมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะการทำให้เกิดการบริโภค หลีกหนีความจริงข้อนี้ไม่ได้ พร้อมทั้งต้องพยายามกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตให้ได้ตามศักยภาพ ซึ่งสิ่งสำคัญคือจะต้องเร่งลงทุนเพิ่ม

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในขณะนี้ จึงเป็นเหตุให้ ธปท. ต้องมีการปรับบทบาทของตัวเอง ต้องรู้สึกเดือดร้อนไปพร้อมภาคธุรกิจและประชาชน จึงต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในขณะนี้ ต้องขยายจากการดูแลเฉพาะเสถียรภาพด้านนโยบายการเงิน ผ่าน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระดับติดลบ จากราคาพลังงาน-อาหารสดที่ลดลงเร็วมาก และจะคลี่คลายในปีนี้ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อไทยจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2570 และ 2. ระบบการเงิน ขณะนี้สถานะของธนาคารพาณิชย์แข็งแกร่งมาก ธนาคารขนาดใหญ่กำไรเกือบ 5 หมื่นล้านบาท สวนทางกับเศรษฐกิจ ก็อาจจะต้องปรับมาคิดว่าจะลงมือช่วยเศรษฐกิจอย่างไร โดยเฉพาะการช่วยปล่อยสินเชื่อและช่วยลดดอกเบี้ย 3. ระบบการชำระเงิน โดยเฉพาะระบบพร้อมเพย์ที่เป็นเวิลด์คลาส

“ตอนนี้เราอยู่ท่ามกลางปัญหาจริง ๆ จึงอยากชวนทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนลงมือทำให้ประเทศไทยไปต่อได้ กลับมาผลิบานได้ อย่าเป็นแค่คนวิจารณ์ หรือวิเคราะห์แค่เพียงอย่างเดียว คนมีกำลังมีความสามารถต้องลงมือทำ ธปท. เอง หน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพการเงิน ผ่านการใช้นโยบายการเงิน คืออัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงเครื่องมือเดียว และเครื่องมือสุดท้ายที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจมหภาค แต่ตอนนี้เราขยายบทบาทในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศด้วย ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงคนเข้าระบบ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เหล่านี้มีแต่คนพูดมาเป็นสิบปี แต่สิ่งที่ไทยยังขาดคือคนทำจริง ๆ และปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ไม่สามารถแก้ได้เพียงมาตรการเดียว หรือวันเดียว มันเป็นเรื่องใหญ่ ต้องทยอยทำให้บรรเทาไปเรื่อย ๆ ออกมาตรการซ้ำ ๆ ค่อย ๆ แก้ปัญหาไป เพราะสุดท้ายหาก ธปท. บรรลุ 3 ภารกิจในการดูแลเสถียรภาพนโยบายการเงิน แต่เศรษฐกิจพัง ประชาชนไม่มีกิน ก็เท่ากับเราไม่บรรลุเป้าหมายนั้นเอง” นายวิทัย กล่าว

อย่างไรก็ดี ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนที่เข้ามารับตำแหน่ง ได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ผ่านโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ สำหรับหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท กว่า 1.1 ล้านบัญชี และโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SME Credit Boost ซึ่งจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้จะมีการทำอย่างต่อเนื่องเพื่อทยอยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ศุภชัย’ ซัด ‘เท้ง’ ขอโทษไม่พอ ปล่อยข้อมูลสมาชิกพรรครั่ว!

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย  โพสต์เฟสบุ๊คว่า กรณีข้อมูลสมาชิกของพรรคถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็น

แนะพรรคส้ม ไม่ควรส่ง ‘เท้ง’ ชิงนายกฯ

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊กว่า พรรคส้ม ไม่ควรส่ง เท้ง แข่งนายกฯ สำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังจากการเลือกตั้ง สส. แล้ว ได้มีกำหนดการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร

'นางแบก' ตอกพรรคส้มวิปริต ลั่นเพื่อไทย 'ขาน' ชื่ออนุทิน ไม่ใช่ 'คราง'

น.ส.ลักขณา ปันวิชัย หรือ “แขก คำผกา” พิธีกรชื่อดัง ซึ่งสนับสนุนพรรคเพื่อไทย  โพสต์เฟซบุ๊กว่า ทำไมพรรคส้มถูกล้อ เรื่อง ’คราง‘ ชื่ออนุทิน ?