ทอท.จ่อปรับค่า PSC หนุนรายได้ปีละ 1.3 หมื่นล. ลุยลงทุน South Terminal 

ทอท. ยันปรับขึ้น PSC ไม่กระทบผู้โดยสาร คาดบังคับใช้กลางปี 69 หนุนรายได้ปีละ 1.3 หมื่นล้าน หวังนำเงินมาพัฒนาสนามบิน พร้อมเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ South Terminal  รองรับผู้โดยสาร 120 ล้านคนต่อปี

2 ก.พ. 2569 – นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้ ทอท. ปรับอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (Passenger Service Charge : PSC) จากอัตราเดิม 730 บาทต่อคน เป็น 1,120 บาทต่อคน เพิ่มขึ้น 390 บาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในฐานะประธาน กบร. ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศมีผลบังคับใช้ได้ภายในช่วงเดือน มิ.ย. หรือกลางปี 2569

นางสาวปวีณา กล่าวว่าต่อว่า จากผลการศึกษาพบว่า การปรับขึ้นค่า PSC จะไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้โดยสาร เนื่องจากเป็นสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับราคาบัตรโดยสารเครื่องบินและค่าใช้จ่ายอื่นในการเดินทาง โดยหากมีการปรับอัตราดังกล่าว คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับ ทอท. ในปีงบประมาณ 2570 ประมาณ 13,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะนำไปใช้เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนโครงการสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้(South Terminal)มูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท ยืนยันว่า การปรับค่า PSC ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแสวงหากำไรสูงสุด แต่เป็นการสร้างความเหมาะสมของโครงสร้างต้นทุน ช่วยลดการพึ่งพาเงินกู้ และลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินขององค์กร

ทั้งนี้ จากการเปรียบเทียบในระดับสากลพบว่า สนามบินมากกว่า 90% ทั่วโลก มีการจัดเก็บค่า PSC ทั้งจากผู้โดยสารขาออกและผู้โดยสารเปลี่ยนลำ (Transit/Transfer) ขณะที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มเพียงประมาณ 5% ของโลก ที่จัดเก็บเฉพาะผู้โดยสารขาออกเท่านั้น ส่งผลให้สูญเสียโอกาสด้านรายได้ โดยในฐานะที่ประเทศไทยมีเป้าหมายในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ทอท. มีแผนเสนอแก้ไขกฎกระทรวง เพื่อรองรับการจัดเก็บค่า PSC จากผู้โดยสารเปลี่ยนลำในอนาคต เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนดังกล่าวจะดำเนินการหลังจากการปรับขึ้นค่า PSC สำหรับผู้โดยสารขาออกมีผลบังคับใช้แล้ว

“ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่จัดเก็บค่า PSC เฉพาะผู้โดยสารขาออก ขณะที่สนามบินชั้นนำของโลก เช่น ชางงี ญี่ปุ่น และฮีทโธรว์ มีการจัดเก็บจากผู้โดยสารหลายประเภท ทั้งขาออกและผู้โดยสารเปลี่ยนลำ ดังนั้น การเปรียบเทียบเฉพาะอัตรา PSC ขาออกจึงไม่สะท้อนรายได้ที่แท้จริง โดยผลการศึกษาระดับสากลยืนยันตรงกันว่า ค่า PSC ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว” นางสาวปวีณา กล่าว

สำหรับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิฉบับใหม่ ทอท. ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบันรับทราบแผนแม่บทฯ แล้ว และจะนำเสนอให้ ครม. ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติอีกครั้ง โดยโครงการดังกล่าวมีวงเงินลงทุนรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งได้ปรับแนวทางการลงทุนให้มีความคุ้มค่าและยืดหยุ่นมากขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในคราวเดียวและก่อให้เกิดภาระดอกเบี้ยทันที มาเป็นการทยอยลงทุนให้สอดคล้องกับการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารจริง

“แผนการลงทุน South Terminal แบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ปี มุ่งเน้นการก่อสร้างระบบถนนภายนอก ระบบไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภค และการปรับปรุงคุณภาพดิน เนื่องจากถนนเดิมตั้งอยู่ในแนวทางวิ่ง หรือรันเวย์ที่ 4 ควบคู่กับการออกแบบอาคารผู้โดยสาร ระยะที่ 2 จะเป็นการก่อสร้างอาคาร South Terminal ส่วนแรก ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 30 ล้านคนต่อปี เมื่อรวมกับศักยภาพเดิมของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ราว 100 ล้านคนต่อปี”นางสาวปวีณา กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนระยะที่ 2 ทอท. จะสามารถปิดปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลักที่เปิดใช้งานมากว่า 25 ปีได้ โดยไม่กระทบต่อการให้บริการ ขณะที่ระยะที่ 3 จะเป็นการก่อสร้างอาคาร South Terminal ส่วนที่เหลือ และรันเวย์ที่ 4 ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จครบทุกระยะภายในระยะเวลา 10–12 ปี จะทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีรันเวย์รวม 4 เส้น และสามารถรองรับผู้โดยสารได้เต็มศักยภาพ 120 ล้านคนต่อปี

ส่วนโครงการส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ยังคงอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจาก ครม. หลังจากที่ผ่านมาเกิดความล่าช้า เนื่องจากต้องรอความเห็นจากกระทรวงการคลัง ซึ่งล่าสุดได้มีการตอบกลับมาแล้ว และคาดว่าจะสามารถเสนอเรื่องเพื่อพิจารณาได้ในเร็วๆ นี้ โดยเป็นการขอปรับรายละเอียดงบประมาณและขนาดอาคารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ภายใต้กรอบงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติหลักการตั้งแต่ปี 2559

ทั้งนี้ ในส่วนของจำนวนผู้โดยสาร ทอท. ยังคงติดตามความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างใกล้ชิด และเลือกใช้กลยุทธ์เชิงรุก โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. รวมกว่า 126 ล้านคน และตั้งเป้าปีนี้ไว้ที่ 130–135 ล้านคน หรือเติบโตประมาณ 3–6% ขณะที่ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 มีจำนวนผู้โดยสารเติบโตแล้วกว่า 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นางสาวปวีณา กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานในช่วงนี้ถือเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ (Transformation) ของ ทอท. ทั้งในด้านโครงสร้างการลงทุน การบริหารรายได้ และรูปแบบการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และประสบการณ์ผู้โดยสารให้ทัดเทียมสนามบินชั้นนำของโลก

เพิ่มเพื่อน