
‘SME D Bank’ ท็อปฟอร์ม! โชว์ผลดำเนินงานปี 68 ปล่อยกู้เติมทุนเอสเอ็มอี 7.9 หมื่นล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ลุยบริหารหนี้เสียกดเหลือต่ำสุดเพียง 7.9% ปักธงปี 69 เดินหน้าอุ้มเอสเอ็มอีต่อเนื่อง ชูเทคโนโลยี-AI เพิ่มขีดความสามารถรายเล็ก
2 ก.พ. 2569 – นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในปี 2568 ว่า สามารถสร้างสถิติใหม่ (New High) พาเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนรวมกว่า 79,043 ล้านบาท ถือเป็นยอดสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมากว่า 23 ปี โดยมุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่และขนาดเล็ก วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาท สูงถึงกว่า 70% ของการเติมทุนทั้งหมด ช่วยสร้างประโยชน์ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 362,010 ล้านบาท รักษาการจ้างงาน 620,360 ราย สวนทางกับแนวโน้มสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีในระบบที่ติดลบต่อเนื่องมา 13 ไตรมาส ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) ขยายตัวอยู่ที่กว่า 99,564 ล้านบาท เติบโต 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567
นอกจากนี้ ยังให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นจากสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยแก่เอสเอ็มอีประสบมหาอุทกภัยภาคเหนือและภาคใต้ โครงการคุณสู้ เราช่วย เป็นต้น จำนวน 32,900 ราย ขณะเดียวกัน บริหารจัดการสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดลงเหลือเพียงประมาณ 7.9% ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับแต่ก่อตั้งเช่นกัน อีกทั้ง ให้ความสำคัญด้านบริหารความเสี่ยง ด้วยการตั้งสำรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานะ NCR (NPL Coverage Ratio) หรืออัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ สูงถึงประมาณ 154% สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพทางการเงินของธนาคาร โดยธนาคารมีกำไรหลังหักสำรองฯ ที่ 261 ล้านบาท
ขณะเดียวกันช่วยพัฒนาเพิ่มศักยภาพให้เอสเอ็มอี มากกว่า 20,000 ราย ผ่านกิจกรรมออนไซต์ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ควบคู่เสริมแกร่งผ่านออนไลน์ ด้วยแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มพัฒนาธุรกิจครบวงจรที่ธนาคารพัฒนาขึ้น โดยมียอดสมาชิกสะสม ตั้งแต่เริ่มเปิดบริการเมื่อปี 2567 ถึงปัจจุบัน ประมาณ 46,000 ราย
สำหรับแนวทางการดำเนินงานของ SME D Bank ในปี 2569 นายพิชิต ระบุว่า ธนาคารวางเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่น้อยกว่าปี 2568 และคาดการณ์ว่ายอดสินเชื่อคงค้างรวมจะสามารถเติบโตแตะระดับ 100,000 ล้านบาทได้ ขณะที่ NPLs นั้น จะยังใช้เครื่องมือในการช่วยปิดความเสี่ยง และเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของลูกค้าแต่ละราย ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการจัดการหนี้เสียได้อย่างมีศักยภาพ
โดยธนาคารยังมุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 3 อุตสาหกรรมหลักที่เป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ อาหาร สุขภาพ และเกษตรแปรรูป ให้สามารถยกระดับปรับเปลี่ยนพัฒนาสู่ธุรกิจใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม มาตรฐาน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มศักยภาพธุรกิจ พัฒนาสู่การเป็นเอสเอ็มอีที่มีคุณภาพ แข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ขณะเดียวกันอาจจะต้องมีการจับตาธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามาก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มที่เป็นฐานการผลิตของประเทศ โดยธนาคารจะเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมในการเข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ธนาคารได้จัดเตรียม 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำคัญเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีรายใหม่ขนาดเล็กให้เข้าถึงแหล่งทุน ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี วงเงินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท ตอบโจทย์นำไปลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ หรือหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง ช่วยยกระดับธุรกิจ ได้แก่ โครงการสินเชื่อ ปลุกพลัง SME สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน, โครงการสินเชื่อ Beyond ติดปีก SME วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท และสินเชื่อ SME Green Productivity สนับสนุนเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท

