
รถยนต์ไฟฟ้าเทรนด์ที่มาแรงและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างมาก ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในช่วง 1-2 ปีนี้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะใน ปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรืออีวี (EV) ทำสถิติยอดจดทะเบียนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งแรงขับเคลื่อนที่สำคัญคือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแบตเตอรี่ การขยายโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ แรงจูงใจและนโยบายของรัฐบาล การเพิ่มขึ้นของรุ่นรถยนต์ไฟฟ้า การลดต้นทุนและความสามารถในการซื้อของผู้บริโภค ซึ่งแรงกระตุ้นที่สำคัญที่สุดคือ ต้นทุนที่ลดลงของ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าต้นทุนที่ลดลงจะผลักดันการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไปข้างหน้า
5 ก.พ. 2569 – ข้อมูลจาก ธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยวิจัยกรุงศรี ได้ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ปี 2569-2571 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่ง BEV คาดจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 125,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3.8% ซึ่งมีปัจจัยหนุน มาจาก 1) การเปิดตัวโมเดลใหม่ที่มีแนวโน้มวิ่งได้ไกลขึ้น 2) การบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2569 จะส่งผลให้ต้นทุนและราคารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในสูงขึ้น และ 3) สงครามราคา EV ในไทยที่มีแนวโน้มชะลอลง เพื่อรักษาส่วนต่างกำไรที่มีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่องท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในช่วงก่อนหน้า และต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของการผลิตชดเชยในประเทศที่จะยังสูงเนื่องจากขนาดของการผลิตยังมีไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม อุปสงค์อาจเติบโตชะลอลงหลังสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนภายใต้ EV 3.5 ขณะที่อุปทานจะเร่งออกสู่ตลาดมากขึ้นจากผลของการผลิตชดเชยภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ 3.5 อาจกดดันให้การแข่งขันของตลาดในประเทศยังคงรุนแรง ขณะที่ปริมาณการส่งออกรถยนต์นั่ง BEV คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2 หมื่นคันต่อปี จากปัจจัยหนุน ได้แก่ ข้อกำหนด ผลิตรถยนต์นั่ง BEV สำหรับส่งออก 1 คัน นับเป็นการผลิตชดเชย 1.5 คัน ตลอดจนอุปสงค์ต่อ BEV ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากแนวโน้มมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การส่งออกอาจเผชิญปัจจัยท้าทายด้านการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะกับจีนซึ่งจะเร่งระบายอุปทานส่วนเกินสู่ตลาดโลก ขณะที่การส่งออกรถยนต์ BEV จากฐานการผลิตในไทยอาจยังมีต้นทุนต่อหน่วยสูงจากขนาดการผลิตที่ยังเล็ก ทำให้เสียเปรียบการแข่งขันด้านราคาในเวทีโลก
ด้าน นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ทิศทางตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในปี 2569 มีแนวโน้มใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาในลักษณะทรงตัว โดยในช่วงเดือน ม.ค.-ธ.ค.2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 147,522 คัน เพิ่มขึ้น 52.74% และในปี 69 คาดการณ์ยอดจดทะเบียนและการผลิตจะใกล้เคียงกับปี 68 เนื่องจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อจากโครงการ EV 3.0 เข้าสู่ EV 3.5 ซึ่งมีการปรับลดสิทธิประโยชน์บางส่วนลง แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือ การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กราคาประหยัดในช่วง 2-3 แสนบาท ที่อาจจะเข้ามาช่วยกระตุ้นตลาดได้อีกทางหนึ่ง
สำหรับปัจจัยภายนอกประเทศที่น่ากังวลที่สุด คือนโยบายภาษีนำเข้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดยปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมกำลังรอผลคำวินิจฉัยจากศาลสูงสหรัฐ ในช่วงไตรมาส 1 หรือ 2 ของปีนี้ ว่ามาตรการภาษีดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากศาลตัดสินให้มีผลบังคับใช้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนของไทยไปยังสหรัฐ เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
ทั้งนี้ แม้อุปสรรคด้านการส่งออกจะยังมีความไม่แน่นอน แต่ ส.อ.ท.ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศขึ้นอีก 50,000 คัน ซึ่งเชื่อมั่นว่าความชัดเจนทางการเมืองและเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่กำลังจะเข้ามาทำงาน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างดี รวมถึงอยากฝากให้รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ให้ทันตามกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดการชะงักตัวของกำลังซื้อในประเทศ
“เมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI มากว่า 1 ล้านล้านบาท จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจ้างงาน แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบให้เติบโตอย่างมั่นคง” นายสุรพงษ์กล่าว
แต่อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ได้คาดการณ์การผลิตเพื่อส่งออกปี 2569 อยู่ที่ 950,000 คัน ลดลง 0.65% คิดเป็น 6,230 คัน จากปีก่อนอยู่ที่ 956,230 คัน เนื่องจากมาตรการการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า มาตรการ Euro 6 และ การใช้ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันในประเทศคู่ค้ามากขึ้น ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ความแปรปรวนสภาพอากาศ สงครามการค้า การขาดแคลนชิ้นส่วนจากความเข้มงวดส่งออกแร่หายาก
ขณะที่ นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์จีลี่ (GEELY) ระบุว่า ตลาดรถอีวียังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่จะไม่แรงเหมือนกับปี 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจากมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าอีวี 3.5 ของรัฐบาลให้เงินอุดหนุนรถไฟฟ้าสูงสุดคันละ 1 แสนบาท สิ้นสุดลงเมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2568 แต่ยังคงมีมาตรการต่อเนื่องคือ มาตรการอีวี 3.0 ให้เงินอุดหนุนสูงสุดคันละ 5 หมื่นบาทต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2570 ดังนั้นตลาดรถยนต์วีอีในประเทศปีนี้น่าจะยังคงมีการแข่งขันกันรุนแรง
“รถ EV ปี 2569 คาดจะเติบโตต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนยอดขายแตะระดับ 20-25% ของรถยนต์ทั้งหมด แต่ราคาจะสูงขึ้น แต่ก็เป็นการราคาที่สมเหตุสมผลตามกลไกตลาด อีกทั้งการแข่งขันรุนแรงขึ้น เนื่องจากค่ายรถจากจีนจะบุกตลาดด้วยราคาและเทคโนโลยี ประกอบกับค่ายรถญี่ปุ่นที่เริ่มรุกตลาด EV ดังนั้น ปี 2569 จึงเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตจริงในประเทศ (EV 3.0/3.5) และการส่งออก” นายณรงค์ กล่าว
สำหรับบริษัทนั้น ตลอดปีแรกในประเทศไทย GEELY ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก ด้วยความสำเร็จของ GEELY EX5 ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างมาก และในงานมหกรรมยานยนต์ในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้เปิดตัว GEELY EX2 รถรุ่นที่ขายดีที่สุดในจีน ด้วยยอดขายกว่า 400,000 คันทั่วโลกในเวลาเพียง 12 เดือน สำหรับในประเทศไทยหลังจากเปิดตัวมียอดจองถึง 5,000 คัน คาดภายในเดือน ก.พ.2569 นี้ จะเริ่มทยอยส่งมอบให้กับลูกค้า
นายณรงค์ กล่าวว่า บริษัทจะเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นลูกค้าในระยะยาว ด้วยความพร้อมด้านบริการหลังการขายอย่างครบวงจร จากประสบการณ์ยาวนานถึง 85 ปีของกลุ่มธนบุรี พร้อมตั้งเป้าขยายเครือข่ายศูนย์บริการและโชว์รูมครบ 65 แห่ง ภายในปี 2569 นี้ จากเดิมที่มีอยู่ 40 แห่ง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า และกระแสตอบรับรถยนต์ไฟฟ้า GEELY ที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าชาวไทยในปีที่ผ่านมา รวมถึงวางแผนเปิดโชว์รูมเรือธงแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าในอนาคตอย่างเต็มประสิทธิภาพ
“ในปีนี้มองว่าการแข่งขันด้านราคาอาจจะน้อยลงสำหรับ GEELY แล้ว เราจะมุ่งในการสร้างการเติบโตด้วยภาพลักษณ์ และสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน ด้วยระบบบริการแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทางถึงขั้นตอนสุดท้าย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอย่างยั่งยืน และตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการวางรากฐานระยะยาวให้กับแบรนด์ GEELY ในประเทศไทย ทั้งด้านนวัตกรรม บริการหลังการขาย และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าชาวไทยในระยะยาว” นายณรงค์ กล่าว.

