กทพ.ยัน 'ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย' คุ้มค่า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้

กทพ. เปิดเวทีฟังเสียงเอกชนร่วมลงทุน ‘ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ มูลค่า 7.4 หมื่นล้าน มั่นใจช่วยให้เศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวบนเกาะสมุยโต สร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 4 แสนล้าน เล็งชงบอร์ดฯ ไฟเขียว ก่อนเสนอ ‘คมนาคม-ครม.ใหม่’ ปักธงตอกเสาเข็มปี 71 เปิดให้บริการปี 76 ค่าผ่านทาง 1,000-3,000 บาท/คัน ด้าน ’ที่ปรึกษา‘ชี้เสียงผู้ใช้ทางแจ้งพร้อมจ่าย

19 ก.พ.2569-นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน (Opinion Hearing) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย) ว่า การสัมมนาในวันนี้ มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อแนะนำและให้ข้อมูลส่วนที่เป็นสาระสำคัญของโครงการแก่นักลงทุน รวมถึงประเมินความสนใจและสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะจากนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง สำหรับนำไปประกอบการจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562

สำหรับความคืบหน้าของโครงการฯ ขณะนี้ กทพ. อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมโครงการและจะขออนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากได้ข้อสรุปจากผลการศึกษาแล้ว จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ. พิจารณา ก่อนนำเสนอกระทรวงคมนาคม และส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป คาดว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2571 และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2576

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า เกาะสมุย ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ปัจจุบัน พบว่า โรงแรมที่พัก มีราคาเพิ่มสูงขึ้น อาทิ จากราคา 3,000 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 บาทต่อคืน หรือจากราคา 5,000 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 บาทต่อคืน สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

ทั้งนี้ จากข้อมูล พบว่า เกาะสมุย นำส่งรายได้ให้ประเทศเป็นอันดับที่ 2 มีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี รองจากเกาะภูเก็ต ที่นำส่งรายได้ให้ประเทศ มูลค่า 500,000 ล้านบาทต่อปี เชื่อว่า ตลอดระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี จะสร้างรายได้ให้ประเทศ มูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาท ในส่วนของการลงทุนนั้น เบื้องต้น มี 2 รูปแบบ คือ การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) หรือรูปแบบกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) หรือ TFFIF

นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการเดินทางเข้า–ออกเกาะสมุยมีเพียง 2 รูปแบบ คือ ทางน้ำและทางอากาศ ซึ่งมีข้อจำกัดและเปราะบางต่อสภาพอากาศ ส่งผลต่อประชาชน การท่องเที่ยว และการรับมือเหตุฉุกเฉิน อีกทั้งโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงสะพานเพื่อการคมนาคมเท่านั้น แต่เป็นโครงการที่ออกแบบให้รองรับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบสายสื่อสาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางระหว่างเกาะสมุยกับแผ่นดินใหญ่ เสริมสร้างความมั่นคงของระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคบนเกาะสมุย รวมถึงช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง

สำหรับโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย มูลค่าลงทุนของโครงการรวม 74,044 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน มูลค่า 1,628 ล้านบาท โดยในการดำเนินงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวน 277 แปลง เนื้อที่ดินที่ได้รับผลกระทบ ประมาณ 226,591 ตารางวา และสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับผลกระทบจำนวน 45 หลัง, ค่าก่อสร้าง มูลค่า 63,275 ล้านบาท, ค่าควบคุมงานก่อสร้าง มูลค่า 1,582 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการ มูลค่า 7,559 ล้านบาท โดยโครงการมีผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ (EIRR) 15.58% (และผลตอบแทนด้านการเงิน (FIRR)  -0.31%

ทั้งนี้ โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ระยะทางรวมประมาณ 37.41 กิโลเมตร (กม.) เป็นทางพิเศษยกระดับข้ามทะเลเชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินใหญ่และเกาะสมุย ขนาด 4 ช่องจราจร (ทิศทางละ 2 ช่องจราจร) มีจุดเริ่มต้นโครงการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ ต.ดอนสัก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี มุ่งหน้าทางทิศตะวันออกตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นแนวเส้นทางมุ่งหน้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านพื้นที่สวนปาล์มและผ่านอ่าวประทับแล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เข้าเชื่อมเกาะสมุยบริเวณเนินเขาแหลมสอ และมีจุดสิ้นสุดโครงการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 4170 ในพื้นที่ ต.ตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เข้าร่วมสัมมนางานในวันนี้ ได้เสนอว่า รูปแบบของสะพานยังไม่มีเสน่ห์ หรือเป็นแลนด์มาร์ก สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยว และดึงดูดให้ผู้ใช้ทางมาใช้บริการดังเช่นในต่างประเทศ ส่วนการเลือกแนวเส้นทางนั้น ตามนโยบายของผู้ว่า กทพ. ที่ระบุว่า จะต้องยังคงรักษ์ธรรมชาติ รบกวนสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติให้น้อยที่สุด เนื่องจากบริเวณดังกล่าว มีโลมา พะยูน ปะการัง จึงมีการออกแบบให้มีการก่อสร้างโครงการฯ ในพื้นที่บนทะเลให้น้อยที่สุดและสอดคล้องกับการจัดทำ EIA ด้วย

นอกจากนี้ แนวเส้นทางที่คัดเลือกดังกล่าว ต้องก่อสร้างไดัจริง สอดคล้องกับข้อจำกัดทางกายภาพของโครงการฯ พร้อมทั้งตอบโจทย์กับความคุัมค่าในการลงทุน สามารถเชื่อมต่อกับถนนสายหลัก รวมถึงจะต้องช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางได้ด้วย ขณะที่ประเด็นการกู้ภัยฉุกเฉิน หากเกิดอุบัติเหตุบนสะพาน หรือทรัพย์สินตกลงไปในทะเลนั้น มีการกำหนดแผนความเสี่ยงในการเข้าพื้นที่ของกู้ภัยและการช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ทุกด้านไว้แล้ว อีกทั้งวิเคราะห์การรองรับภัยพิบัติต่างๆ อาทิ แผ่นดินไหว และปัญหาฝุ่น PM 2.5

รายงานข่าวจาก กทพ. ระบุว่า คาดการณ์ปริมาณจราจรและรายได้ค่าผ่านทางของโครงการตลอด 30 ปี โดยโครงการจัดเก็บค่าผ่านทางแยกตามประเภทของรถในอัตราเดียวกันตลอดทั้งโครงการ (Flat Rate) และกำหนดให้ปรับอัตราค่าผ่านทางทุก ๆ 5 ปี ตามอัตราเพิ่มของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อัตราค่าผ่านทาง ณ ปีที่เปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) กล่าวคือ รถ 4 ล้อ ราคา 1,000 บาทต่อคัน, รถ 6–10 ล้อ ราคา 2,000 บาทต่อคัน และรถมากกว่า 10 ล้อ ราคา 3,000 บาทต่อคัน ลงทุน 74,044 ล้านรายได้30ปี 80,108 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลจากผู้ที่เดินทางจริงของที่ปรึกษา พบว่า ผู้ใช้ทางสามารถจ่ายในราคาที่ประมาณ 1,000-1,200 บาทต่อคัน เปรียบเทียบการเดินทางเรือเฟอร์รี่ ค่าใช้จ่ายรถยนต์ 1 คัน ประกอบด้วย คนขับ และผู้โดยสาร 1 คน ราคา 720 บาท โดยผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น มีราคา 170 บาทต่อคน อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะมีปริมาณจราจรที่ใช้โครงการ ณ ปีเปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) จำนวน 3,049 คันต่อวัน คิดเป็นรายได้ค่าผ่านทาง 3.25 ล้านบาทต่อวัน และปริมาณจราจรในปีที่ 30 (ปีงบประมาณ 2606) เท่ากับ 10,339 คันต่อวัน คิดเป็นรายได้ ค่าผ่านทาง 14.11 ล้านบาทต่อวัน โดยมีรายได้ค่าผ่านทางรวมภาษีมูลค่าเพิ่มตลอด 30 ปี ประมาณ 80,108 ล้านบาท

ในส่วนของที่พักริมทาง (Rest Area) ทั้งทิศทางขาไป-ขากลับเกาะสมุย มูลค่า 175 ล้านบาทนั้น ประกอบด้วย พื้นที่ส่วนกลาง กิจกรรมเชิงพาณิชย์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ห้องน้ำสาธารณะ จุดจำหน่ายสินค้าและอาหาร และพื้นที่เช่าในรูปแบบ Drive-thru เป็นต้น เพื่อยกระดับการให้บริการและเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้อื่นๆ นอกเหนือจากรายได้ค่าผ่านทาง ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษาที่พักริมทาง ตลอด 30 ปี มูลค่า 441 ล้านบาท ด้านรายได้เชิงพาณิชย์ของที่พักริมทาง ตลอด 30 ปี มูลค่า 878 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากพื้นที่เช่า 748 ล้านบาท และรายได้จากพื้นที่โฆษณา 130 ล้านบาท

สำหรับที่พักริมทาง ได้จัดสรรพื้นที่แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1.พื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Area) รวมทั้ง 2 ทิศทาง ประกอบด้วย ศูนย์อาหารและร้านค้า พื้นที่รวมประมาณ 1,600 ตารางเมตร (ตร.ม.), Kiosk : จำนวน 8 บูธ พื้นที่รวมประมาณ 80 ตร.ม. และพื้นที่ Drive-thru : พื้นที่รวมประมาณ 800 ตร.ม. 2.พื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวก (รวมทั้ง 2 ทิศทาง) ประกอบด้วย ห้องสุขาสาธารณะ พื้นที่จอดรถยนต์ส่วนบุคคล 120 คัน พื้นที่จอดรถยนต์สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ 4 คัน พื้นที่จอดรถโดยสารและรถขนาดใหญ่ (มากกว่า 6 ล้อ) 10 คัน พื้นที่จอดรถส่งของสำหรับผู้ประกอบกิจการ

เพิ่มเพื่อน