
‘การบินไทย’ สยายปีกปี68ทำรายได้กว่า 1.9 แสนล้าน กำไรทะลุ 3 หมื่นล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ตั้งเปิดสายการบินมา จ่ายปันผลในรอบ14 ปี ที่ 0.21บาทต่อหุ้น ส่วนแผนลงทุน ‘MRO’ อู่ตะเภายันจุดยืนสร้างตำแหน่งเดิม
26 ก.พ.2569-นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 ว่า การบินไทยมีผลการดำเนินงาน ในปี2568 รวมกว่า 190,277 ล้านบาท ทำกำไรสุทธิกว่า 30,940 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เปิดสายการบินมา ทำให้ในปีนี้บริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นจำนวน 0.21 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือเป็นการจ่ายเงินปันผลในรอบ 14 ปี นอกจากนั้นตั้งเป้าหมายว่าในปี2569 จะมีรายได้กว่า 200,000 แสนล้านบาท เติบโตรวม5% และจะสามารถขนส่งปริมาณผู้โดยสารได้ กว่า 20 ล้านคนต่อปี
ส่วนแผนการจัดหาเครื่องบินเพื่อเพิ่มศักยภาพฝูงบินนั้น ในปี 2569 การบินไทยจะรับมอบเครื่องบินรวม 28 ลำ แบ่งเป็น เครื่องบินลำตัวกว้าง B 787-9 4 ลำ , B 787-8 จำนวน 10 ลำ ส่วนเครื่องบินลำตัวแคบ A321 Neo จำนวน 14 ลำ เพื่อมาเสริมการบินให้ครอบคลุมและเพิ่มความถี่ในเส้นทางบินที่บินอยู่ให้มากขึ้น ซึ่งการรับมอบเครื่องบินเข้าฝูงจะทำให้มีเครื่องบินรวมจาก 80 ลำ เป็น 102 ลำ แต่จะสามารถมาทำการบินได้จริงเพียง99 ลำภายในปี 2569
“สำหรับกลยุทธ์การตลาดจะเน้นสร้างเครือข่ายการบิน และเพิ่มความถี่ในเมืองที่เคยบิน และคนนิยมเดินทาง เช่น ในไตรมาส 2 เพิ่มความถี่ ฉงชิ่ง เซี่ยเหมิน ปักกิ่ง ส่วนไตรมาส 3 ทำการบินเมือง อัมสเตอร์ดัม กวางเจา กัวลาลัมเปอร์ เป็นต้น ขณะเดียวกันจะเน้นเพิ่มความถี่ในเส้นทางที่ไป จีน จาก 47 เที่ยวบินเป็น 80 เที่ยวบิน และ อินเดีย จาก 70 เที่ยวบิน เป็น 90 เที่ยวบิน”นายชาย กล่าว
ทั้งนี้ ยอมรับว่าการแข่งขันในตลาดโลกที่มีการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องจะเป็นความท้าทายสำคัญ โดยบริษัทจะเน้นการควบคุมต้นทุนอย่างเคร่งครัดในทุกภาคส่วน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนที่นั่งชั้นพรีเมียม ซึ่งได้รับการตอบรับดีจากตลาด โดยเฉพาะในเครื่องบินรุ่นใหม่
ขณะที่การใช้ตำแหน่งที่ตั้งของกรุงเทพฯ เป็นจุดเชื่อมต่อยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค จะเป็นกลไกสำคัญในการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากสายการบินคู่แข่ง ทั้งในภูมิภาคเอเชียและกลุ่มสายการบินตะวันออกกลาง เพื่อผลักดันให้การบินไทยก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและวินัยทางการเงินที่เคร่งครัดมากขึ้นกว่าในอดีต
นายชาย กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ท่าอากาศยานอู่ตะเภา มูลค่าลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาทว่า ขณะนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทยได้พิจารณาเห็นชอบในหลักการแล้ว แต่บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ได้ยื่นข้อเสนอขอปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมที่ได้ทำการศึกษาไว้ ตั้งอยู่เขตนอกการบิน (Landside) บริเวณติดกับท่าอากาศยานอู่ตะเภา ขนาดพื้นที่ 210 ไร่ เสนอย้ายไปพื้นที่อื่น ซึ่งเป็นเขตการบิน (Airside) บริเวณกึ่งกลางทางวิ่ง (Runway) ขนาดพื้นที่ประมาณ 240 ไร่ โดย UTA ให้เหตุผลว่า จะนำพื้นที่เดิมไปทำเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Area)
ทั้งนี้ ฝ่ายบริหารการบินไทย ยืนยันชัดเจนว่า MRO ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ เนื่องจากพื้นที่ใหม่อยู่ในเขตการบิน จะทำให้มีปัญหาด้านเทคนิค (Technical Operation) อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 ก.พ. 2569 การบินไทยจะหารือร่วมกับ UTA อีกครั้ง ตามที่บอร์ดการบินไทยได้มีข้อสั่งการให้ไปดำเนินการหาข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว พร้อมแจ้ง UTA ยืนยันการไม่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ MRO ได้ ก่อนจะเสนอให้ที่ประชุมบอร์ดการบินไทยรับทราบผลการหารือ จากนั้นจะลงนามเช่าที่ดินกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) คาดว่า จะลงนามภายใน มี.ค. 2569 ก่อนเริ่มกระบวนการจัดทำขอบเขตของงาน (TOR) ระยะเวลาประมาณ 7-8 เดือน เริ่มก่อสร้างภายในปี 2570 และเปิดให้บริการภายในปี 2573

