BAFS เผยผลประกอบการ 2568 หลังปรับแผนการตลาดเชิงรุก โครงสร้างธุรกิจแข็งแกร่ง หนุนกำไรสุทธิโต 212 ล้านบาท เคาะจ่ายปันผลทั้งปี 0.33 บาทต่อหุ้น
27 ก.พ. 2569 - ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมาการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย ยังคงมีความเปราะบางและต่ำกว่าความคาดหวังของตลาด ปัจจัยกดดันหลักมาจากการฟื้นตัวที่ช้ากว่าคาดของตลาดนักท่องเที่ยวหลัก โดยเฉพาะ ตลาดจีน ซึ่งยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไป ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ต้นทุนการเดินทางที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางระหว่างประเทศ ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 32.9 ล้านคน ลดลงราว 7% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยมีนักท่องเที่ยวจาก อินเดีย ตะวันออกกลาง และรัสเซีย รวมถึง กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะยาว (Long-stay) เข้ามาทดแทนตลาดเดิมในบางส่วน กล่าวได้ว่าปี 2568 จึงเป็นปีแห่งการปรับสมดุลและการวางรากฐานของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย มากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณ ดังนั้น ในระยะต่อไป ความสามารถในการยกระดับคุณภาพบริการ การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย และการปรับตัวให้สอดรับกับโครงสร้างอุปสงค์ที่เปลี่ยนไป จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
นอกจากธุรกิจการให้บริการน้ำมันอากาศยาน การเติบโตของ BAFS GROUP ยังมีปัจจัยมาจากการดำเนินกลยุทธ์ขยายธุรกิจเชิงรุกอย่างต่อเนื่องของทุกกลุ่มธุรกิจ ดังนี้
กลุ่มธุรกิจ Aviation ในปี 2568 มีปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานอยู่ที่ 5,372 ล้านลิตร รายได้รวม 3,008.2 ล้านบาท โดยปีนี้ปริมาณน้ำมันอากาศยานฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88% ของช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจ Aviation ยังมีรายได้จากการขายรถเติมน้ำมันอากาศยานให้กับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 65.8 ล้านบาท ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในปีนี้
กลุ่มธุรกิจ Utilities ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2568 มีปริมาณขนส่งน้ำมันอยู่ที่ 1,353 ล้านลิตร เติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน รายได้รวม จำนวน 450.4 ล้านบาท
กลุ่มธุรกิจ Power รายได้รวม จำนวน 276.1 ล้านบาท จากรายได้การขายใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate - REC) และรายได้จากการขายแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพิ่มขึ้นจากปีก่อน สุทธิกับรายได้จากการขายพลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ PPA แห่งใหม่ ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์และรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2568 เป็นต้นมา
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 BAFS GROUP มีรายได้รวม 949 ล้านบาท มี EBITDA 387.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยหลักเพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ Aviation จากกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณเติมน้ำมันอากาศยาน และด้วยความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสุทธิปรับลดลง 10% ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ กลุ่มบริษัทได้มีการรับรู้ผลขาดทุนจากการปรับลดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในโรงไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น รวมถึงผลขาดทุนจากการด้อยค่าของค่าความนิยมของโรงไฟฟ้าในประเทศไทยและเงินลงทุน ซึ่งรายการดังกล่าวถือเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีเท่านั้น ไม่ได้กระทบต่อกระแสเงินสดแต่อย่างใด ส่งผลให้ในไตรมาส 4 มีขาดทุนสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 31.0 ล้านบาท ลดลง 38% โดยคิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 0.08 บาท และมีอัตราขาดทุนสุทธิ (Net Loss Margin) อยู่ที่ 5%
อนึ่ง จากผลประกอบการประจำปี 2568 คณะกรรมการบริษัทมีมติให้นำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้น พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.33 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ร้อยละ 45 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะของบริษัท (หลังหักเงินสำรองตามกฎหมาย)
ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตรา 0.11 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายเพิ่มเติมอีก 0.22 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นเงินปันผลจากกำไรของบริษัททั้งจำนวน และสามารถใช้สิทธิเครดิตภาษีในอัตราร้อยละ 20 โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 BAFS GROUP ยังคงขับเคลื่อนธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของโครงสร้างรายได้ โดยในปี 2569 ตั้งเป้าหมายปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานไว้ที่ 5,560 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นประมาณ 4% จากปี 2568 โดยเป้าหมายดังกล่าวสะท้อนการประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมการบินที่สอดคล้องกับภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งแม้ยังคงขยายตัวแต่มีอัตราการเติบโตที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงการฟื้นตัวในระยะก่อนหน้า ส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินและความถี่การบินเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ คาดว่าปริมาณการส่งน้ำมันจะเติบโตขึ้น 11% จากปีก่อน มาอยู่ที่ระดับ 1,500 ล้านลิตร ขณะที่โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 3 (อ่างทอง-สระบุรี) คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในต้นปี 2570 และสำหรับธุรกิจผลิตและประกอบรถเติมน้ำมันอากาศยาน ในปัจจุบันมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 BAFS INTECH มีกำหนดส่งมอบรถเติมน้ำมันและรถบริการในท่าอากาศยานให้กับลูกค้าอีกจำนวน 11 คัน รวมมูลค่ากว่า 137.3 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา BAFS INTECH ได้ลงนามสัญญาผลิตรถให้บริการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันและทำความสะอาดหลุมเติมน้ำมันอากาศยาน ของท่าอากาศยาน Noi Bai International Airport ซึ่งนับเป็นประเทศล่าสุดที่ได้ทำการขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากประสบความสำเร็จในการรุกตลาดในประเทศลาว พม่า และกัมพูชา.

