
‘กรมราง’ นำคณะหารือกระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นที่โตเกียว เดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีแดง แก้ปัญหาความหนาแน่นผู้โดยสารในกรุงเทพฯ พร้อมเตรียมกฎหมายลูกรองรับ พ.ร.บ.ขนส่งทางราง 2568 และพัฒนา e-License R สู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ
2 มี.ค. 2569 – นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เป็นประธานการประชุมหารือทวิภาคีกับผู้แทนกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (MLIT) นำโดย Mr. HIKASA Yasaburo Director-General for International Affairs และ Mr. KOBAYASHI Nobuyuki Director, International Policy and Project Division ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพระบบรางไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะการซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นได้นำเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพตามมาตรฐานของ JR West เพื่อปรับปรุงกระบวนการตรวจเช็กและลดความซับซ้อนของประเภทงานซ่อมบำรุงลงอย่างเป็นระบบ แนวทางดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดภาระงานได้ถึง 22% ผ่านการปรับรอบซ่อมบำรุงตามระยะทางทุก 5 ปี และตามระยะเวลาทุก 10 ปี
สำหรับเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด สามารถดำเนินการซ่อมบำรุงใหญ่ (Overhaul Maintenance) ได้ด้วยศักยภาพภายในประเทศภายในปี 2030 ลดการพึ่งพาต่างประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ งานซ่อมบำรุงชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย อาทิ การตรวจสอบรอยร้าวโครงโบกี้ เพลาล้อ และชุดขับเคลื่อน ยังคงต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญสูง เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูงสุดตามหลักสากล
ทั้งนี้ ในส่วนของการพัฒนาระบบรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามแผนแม่บทระยะที่ 2 ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในขบวนรถในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยฝ่ายญี่ปุ่นเสนอการนำเทคโนโลยีตรวจวัดความหนาแน่นแบบผสมผสาน ทั้งการสังเกตการณ์ด้วยสายตาของเจ้าหน้าที่และการใช้ข้อมูลน้ำหนักบรรทุกรายขบวน เพื่อประเมินจำนวนผู้โดยสารอย่างแม่นยำ พร้อมกำหนดเป้าหมายการให้บริการไม่ให้เกิดความแออัดเกินระดับที่กำหนด และลดระยะเวลารอขบวนรถไม่ให้เกิน 1 รอบในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพบริการและความพึงพอใจของประชาชนผู้ใช้ระบบราง
อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นสำคัญคือการเตรียมความพร้อมรองรับพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 โดยกรมการขนส่งทางรางได้รายงานความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายลำดับรอง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ครอบคลุมมาตรฐานขบวนรถ การกำหนดเพดานอัตราค่าโดยสารสูงสุด และหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบกิจการด้านต่างๆ เพื่อสร้างกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม
ควบคู่กันนี้ ขร. ยังเร่งพัฒนาระบบ e-License R เพื่อรองรับการออกใบอนุญาตในรูปแบบดิจิทัล ให้พนักงานขับรถและเจ้าหน้าที่ควบคุมรถสามารถแสดงใบอนุญาตผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ เพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบ ลดขั้นตอนเอกสาร และยกระดับการกำกับดูแลสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
นายพิเชฐ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญก่อนที่ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 จะมีผลบังคับใช้ โดยข้อเสนอแนะจากฝ่ายญี่ปุ่นจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนแผนแม่บทระบบรางไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านเทคโนโลยี มาตรฐานความปลอดภัย และการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งสู่ระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัย ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างแท้จริงในระยะยาว

