
‘เอกนิติ’ กางโจทย์ใหญ่ 3 ความท้าทายภาคอุตสาหกรรมไทย กระตุ้นเร่งปรับตัวคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤติ หนุนใช้เอทานอลลดพึ่งพานำเข้าน้ำมัน ดันลงทุนพลังงานสะอาด-เทคโนโลยีสมัยใหม่
9 มี.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ ‘เดินหน้าเศรษฐกิจไทย ดันอุตสาหกรรมเติบโต’ ในงานสัมมนา ‘อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน…SMART INDUSTRY’ ว่า ภาคอุตสาหกรรมของไทยในขณะนี้กำลังเผชิญความท้าทายที่สำคัญ 3 เรื่องชัดเจน ได้แก่ 1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ในประเทศยักษ์ใหญ่ อาทิ สหรัฐฯ จีน และตะวันออกกลาง ซึ่งส่งสัญญาณชัดเจนว่าโลกกำลังถูกแบ่งขั้ว แตกเป็นเสี่ยง ๆ โดยได้มีการควบรวมกับปัญหาภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) เข้าไปด้วย ผ่านการขึ้นภาษีการค้า วิกฤติพลังงานและซัพพลายต่าง ๆ
“เราเห็นภาพความขัดแย้งจากสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์มาก่อนแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะมาเร็วและแรงขนาดนี้ ดังนั้นตรงนี้เราต้องมาเร่งพิจารณาว่าเราจะเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้อย่างไร โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอี เพราะสถานการณ์ที่เจอวันนี้ โดยเฉพาะวิกฤติพลังงาน เป็นการสะท้อนภาพชัดเจนว่าโลกกำลังเปลี่ยนไป ทุกคนต้องปรับตัว ไม่ใช่แค่ภาคอุตสาหกรรม แต่ยังรวมถึงภาคเกษตร ภาคบริการ และทุกภาคของประเทศไทยที่ต้องปรับตัวไปพร้อมกันทั้งหมด” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ
2. ความท้าทายจากเทคโนโลยี และเอไอที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งคนที่ไม่สามารถเรียนรู้และปรับตัวใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ โดยเฉพาะเอไอ ก็อาจจะตกขอบ หรือตกงาน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ต้องเร่งปรับตัวเข้ากับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลได้เร่งผลักดันมาตรการพี่ช่วยน้อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่การปรับตัวของธุรกิจ และ 3. ความท้าทายของเศรษฐกิจสีเขียว (Green economy) ที่เป็นต้นตอของปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ โดยในปี 2569 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเรื่องภัยแล้งที่อาจจะรุนแรงขึ้น ตรงนี้ต้องเร่งปรับตัวให้เร็วขึ้น
นายเอกนิติ มองว่า การจะให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดนั้น จำเป็นจะต้องเร่งดำเนินการใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน ผ่านการผลักดันการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ (Direct PPA) การสนับสนุนเรื่องโซล่าร์ ฟาร์ม, ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำในแหล่งน้ำ (Floating Solar) เป็นต้น ผ่านการเดินหน้าโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP)
2. ภาครัฐจะต้องช่วยสนับสนุนให้เอกชนปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะเอไอ ซึ่งหลังจากนี้จะมีมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนที่เป็นนโยบายชัดเจนออกมาอย่างต่อเนื่อง และ 3. เอกชนจะต้องปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจสีเขียว โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งรัฐบาลจะส่งเสริมให้มีการใช้เอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง ที่ขณะนี้มีปริมาณล้นตลาด มาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำมันมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากฟอสซิล และยังเป็นการยกระดับ-สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยด้วย
“วิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นตอนนี้ มาจากส่วนหนึ่งของความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก และอีกหน่อยก็อาจมีความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้นเราจะทำอย่างไรเพื่อคว้าโอกาสในวิกฤติครั้งนี้ หากเราปรับตัวเร็วอุตสาหกรรมไทยก็สามารถก้าวกระโดดและโตไปด้วยกัน โดยวันนี้สิ่งที่รัฐบาลเตรียมพร้อมคือการสำรองพลังงานไว้ 90 กว่าวันเพื่อความปลอดภัย แต่จริง ๆ เรายังมีพลังงานที่มาจากสินค้าเกษตรของไทยจากอ้อยและมันสำปะหลัง นั่นคือ เอทานอล เราจึงปรับให้มีการใช้เอทานอลมากขึ้น และเอทานอลก็สามารถนำมาทำสารสกัดน้ำมันที่เรียกว่าไบโอเอทาลีน ที่ภาคอุตสาหกรรมสามารถนำไปใช้ได้ต่อไป ตรงนี้ก็เป็นส่งที่ได้แนะนำภาคอุตสาหกรรมของไทยให้ปรับตัวในสถานการณ์ปัจจุบันด้วย” นายเอกนิติ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
PEA รณรงค์ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ
จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

