
ท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์โลกในเดือน มี.ค.2569 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการปะทะในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวสูงขึ้นถึง 9.7% มาอยู่ที่ 95.70 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ทะลุระดับ 100.46 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงหลักที่โรงกลั่นในไทยใช้กำหนดราคานั้น
ปัจจุบันมีความผันผวนอย่างรุนแรงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 98.98-101.75 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นสัปดาห์ที่ราคาเฉลี่ยยังอยู่แถว 88.98 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 10 เหรียญฯ ภายในไม่กี่วัน (ข้อมูล ณ 13 มี.ค.2569) ส่งผลให้วิกฤตการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ได้ส่งแรงกระแทกโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานของประเทศไทย
รัฐบาลไทยพยายามประคับประคองภาระค่าครองชีพผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร แต่การอุดหนุนในช่วงวิกฤตนี้มีราคาสูงลิ่ว โดยล่าสุดกองทุนต้องควักเงินชดเชยดีเซลสูงถึง 15.45-16.97 บาทต่อลิตร คิดเป็นเม็ดเงินที่ไหลออกจากกองทุนเฉลี่ยสูงถึง 1,000-1,300 ล้านบาทต่อวัน สถานการณ์นี้ทำให้สถานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันฯ ที่เพิ่งกลับมาเป็นบวกได้ไม่นาน กลับเข้าสู่สภาวะ “ติดลบ” อีกครั้ง
โดยประมาณการ ณ วันที่ 8 มี.ค.2569 ภาพรวมกองทุนติดลบสุทธิ 786 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันที่ยังเป็นบวก 36,949 ล้านบาท แต่ถูกฉุดด้วยบัญชีก๊าซ LPG ที่ติดลบหนักถึง 37,735 ล้านบาท ท่ามกลางภาระหนี้เงินกู้เดิมที่ยังมีอยู่กว่า 26,665 ล้านบาท หากอุดหนุนราคาดีเซลต่อเนื่องจะติดลบถึง 10,000 ล้านบาท ภายในวันที่ 18 มี.ค.2569 นี้ และอาจจะต้องขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูป
กลไกกองทุนตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน
เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลไทยพยายามที่จะเข้ามาดูแลค่าครองชีพประชาชนด้วยการใช้กลไกกองทุนตรึงราคาน้ำมัน โดย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมเมื่อวันที่ 3 มี.ค.2569 กบน.มีมติให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ราคา 29.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่อง 15 วัน แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้น มีผลนับตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.2569 เป็นต้นไป หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยเพิ่มการชดเชยน้ำมันดีเซล 2.77 บาทต่อลิตร อีกทั้งลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันในกลุ่มเบนซิน 0.38-0.70 บาทต่อลิตร โดยจะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซินทุกชนิดที่หน้าสถานีบริการมีราคาคงเดิม
นอกจากนี้ ยังได้ตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์สงครามและการสู้รบในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-สหรัฐกับอิหร่าน โดยให้เฝ้าระวังและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกส่งสัญญาณผันผวนต่อเนื่อง และเพื่อไม่ให้ประชาชนในประเทศได้รับผลกระทบมากเกินไป และขอให้มั่นใจได้ว่า ประเทศไทยจะยังมีสำรองน้ำมันเพียงพอไม่ขาดแคลน และราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่กระทบต่อประชาชนมากนัก
แต่ด้วยสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นอย่างมาก และต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้ปัจจุบันสถานะกองทุนกลับมาติดลบอีกครั้งจากการที่มีเงินไหลออกประมาณวันละกว่า 1,000 ล้านบาท และการอุดหนุนราคาน้ำมันทุกประเภทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในวันที่ 11 มี.ค. พบว่า กองทุนน้ำมันฯ ต้องอุดหนุนราคาน้ำมันทุกประเภท 1,758 ล้านบาท โดยเฉพาะดีเซลต้องอุดหนุนสูงถึงลิตรละ 16.97 บาท เพื่อตรึงราคาดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 29.94 บาท
ถือเป็นสถิติสูงสุดในการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล มากกว่าช่วงเกิดวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 14.01 บาท เท่ากับว่าทุกการใช้น้ำมันดีเซล 1 ลิตร กองทุนต้องใช้เงินอุดหนุนลิตรละ 16.97 บาท ส่งผลให้ ณ เวลานี้ กองทุนเองใช้เงินอุดหนุนเฉพาะน้ำมันดีเซลวันละ 1,445 ล้านบาท
ขณะที่กลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ กองทุนเข้าไปอุดหนุนราคารวมกันวันละ 313 ล้านบาท โดย เบนซิน 98 อุดหนุนราคาลิตรละ 0.01 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 อุดหนุนราคาลิตรละ 7.41 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 อุดหนุนราคาลิตรละ 7.41 บาท แก๊สโซฮอล์ อี 20 อุดหนุนราคาลิตรละ 9.01 บาท แก๊สโซฮอล์ อี 85 อุดหนุนราคาลิตรละ 2.28 บาท
นายอรรถพล กล่าวว่า ในอดีตกองทุนเคยรองรับภาระหนี้ได้สูงถึงประมาณ 120,000 ล้านบาทมาแล้วในช่วงต้นสงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงมั่นใจว่ายังสามารถบริหารจัดการได้ควบคู่กับมาตรการอื่นๆ
มาตรการเติมสำรองน้ำมัน-B100
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ นายอรรถพล ร่วมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านพลังงานที่เกิดขึ้น โดย นายพิพัฒน์ ได้เผยหลังการประชุมว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพปริมาณน้ำมันสำรองอย่างเข้มข้น ยืนยันว่าปัจจุบันปริมาณน้ำมันสำรองของไทยยังอยู่ที่ 95 วัน ทั้งนี้รัฐบาลเตรียมแผนเพื่อลดผลกระทบด้านราคาน้ำมันหลังหมดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล โดยจะติดตามสถานการณ์ราคาในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมดูแลราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน หากจำเป็นจะมีการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปให้สอดคล้องกับราคาในตลาดโลก แต่จะไม่ให้มีการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
ด้านมาตรการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนน้ำมันนั้น หากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใดประสบปัญหาในการจัดซื้อน้ำมันจากผู้ค้าเดิม สามารถนำหลักฐานใบสั่งซื้อน้ำมันย้อนหลัง 2 เดือน ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัดเพื่อให้สามารถซื้อน้ำมันได้ตามปกติเฉกเช่นที่ผ่านมา
ด้าน นายอรรถพล กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งการให้ผู้ค้าน้ำมันปรับสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% ภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ซึ่งจะช่วยยืดปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศได้เพิ่มอีก 7 วัน และเตรียมออกมาตรการเพิ่มเติม คือ การปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซล (B100) จาก 5% เป็น 7% คาดว่าจะมีผลภายในวันที่ 14 มี.ค.2569 สอดรับกับปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ออกมาพอดีในช่วงนี้ ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้ด้วย รวมทั้งจะส่งเสริมการใช้ E20 โดยจะเตรียมปรับราคาให้มีส่วนต่างกับ E10 เพิ่มขึ้นเพื่อเป็นการจูงใจให้ประชาชนใช้ E20 มากขึ้น
นอกจากนั้น ในส่วนของการผลิตไฟฟ้า ได้จัดหาก๊าซธรรมชาติทดแทนในส่วนที่ไม่สามารถส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยังเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย นำเข้าไฟฟ้าจาก สปป.ลาวเพิ่มขึ้น ทั้งหมดเทียบเท่ากับปริมาณ LNG ประมาณ 2 ลำเรือ จึงขอยืนยันว่าพลังงานไฟฟ้าจะไม่ขาดแคลนแน่นอน นอกจากนั้นยังตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไปอีก 2 เดือน (เม.ย.-พ.ค.)
กระทรวงพลังงานอยากขอความร่วมมือภาครัฐและประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน เช่น การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเป็น 26 องศา การตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดการกินน้ำมัน รวมทั้งการให้พนักงาน WFH แต่ขอให้คำนึงถึงผลกระทบร้านค้าในบริเวณออฟฟิศประกอบด้วย ทั้งหมดนี้คือมาตรการที่กระทรวงพลังงานได้เตรียมดำเนินการเพื่อสร้างมั่นคงทางพลังงานและลดผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด
หากฉุกเฉินอาจจะต้องกู้เพิ่ม!
นายอรรถพล กล่าวว่า หน้าที่ของกองทุนน้ำมันฯ ที่จะเข้ามาช่วยดูแลในสภาพราคาน้ำมันที่ผันผวน ก่อนหน้านี้เคยติดลบสูงสุด 120,000 ล้านบาท ซึ่งโชคดีว่าก่อนเกิดเหตุการณ์เป็นบวกเล็กน้อย เพราะฉะนั้นสถานภาพปัจจุบันอาจจะติดลบอยู่บ้าง แต่ยืนยันว่าตัวกองทุนมีหน้าตักของตัวเองในการที่จะติดลบได้ประมาณหนึ่ง และขนานกัน ขณะเดียวกันได้มีการหารือกันทั้งเลขาฯ กฤษฎีกา ได้มีการเตรียมการเอาไว้แล้ว สำหรับการดำเนินการที่ต้องออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังค้ำเงินกู้ได้ดำเนินการมาแล้ว 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการที่จะพิจารณาเรื่องพวกนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูเส้นทางการกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อค้ำจุนราคาน้ำมันในอดีต จะพบว่าวงจรหนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์โลกครั้งใหญ่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงปี 2565-2567 ที่กลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์พลังงานไทย โดยจุดเริ่มต้นของหนี้ก้อนใหญ่ในช่วงปี 2565 ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน รัฐบาลไทยตัดสินใจใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นกลไกหลักในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30-35 บาทต่อลิตร และตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG)
ในขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเปิดทางให้กู้เงินได้วงเงินรวมไม่เกิน 150,000 ล้านบาท โดยสถานะกองทุนในตอนนั้น ช่วงปลายปี 2565 เคยติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะ 130,000 ล้านบาท และได้ระดมกู้เงินจากสถาบันการเงิน (2565-2567) เพื่อให้มีกระแสเงินสดมาจ่ายชดเชยให้แก่ผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่น กองทุนได้ทยอยกู้เงินเป็นงวดๆ ข้อมูล ณ ช่วงปี 2567 กองทุนมีภาระหนี้เงินกู้รวมดอกเบี้ยที่ต้องทยอยชำระคืนสถาบันการเงินสูงถึงประมาณ 110,000 ล้านบาท โดยมีกำหนดการชำระคืนยาวไปจนถึงปี 2571-2572
ประเทศไทยยังไม่ต้องใช้มาตรการเด็ดขาด
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานยังได้เตรียมความพร้อมร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการประเมินฉากทัศน์ต่างๆ เพื่อบริหารราคาพลังงาน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับราคาน้ำมันก็จะใช้วิธีปรับขึ้นแบบขั้นบันไดในอัตราไม่เกินครั้งละ 50 สตางค์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดเกิดภาวะตื่นตระหนก
“ยืนยันว่าปัจจุบันประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตพลังงานอยู่ในระดับที่ 1 ถึง 2 เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังมีส่วนเผื่อเหลือเผื่อขาดอยู่อีกมาก หากสถานการณ์เลวร้ายลงจนเข้าสู่ระดับที่ 3 หรือมีน้ำมันสำรองเหลือเพียง 25 วัน รัฐบาลจึงจะพิจารณาใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เช่น การกำหนดเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมัน และการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยให้ความสำคัญกับหน่วยงานด้านความมั่นคง รถพยาบาล รถดับเพลิง และระบบขนส่งมวลชนเป็นลำดับแรก”
ทั้งนี้ ในระยะดังกล่าว รัฐบาลจึงขอความร่วมมือจากประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ในการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง เช่น การทำงานจากที่บ้าน การประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการปรับลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นพบว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยประหยัดพลังงานระดับประเทศได้อย่างน้อย 10%
ในส่วนของปัญหาการขาดแคลนน้ำมันตามสถานีบริการบางแห่งในช่วงที่ผ่านมานั้น เกิดจากความตื่นตระหนกของประชาชนที่แห่เติมน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ทำให้ระบบโลจิสติกส์และการจัดหารถบรรทุกน้ำมันของสถานีบริการไม่สามารถรองรับได้ทัน โดยเฉพาะในกลุ่มปั๊มอิสระที่ไม่มีแบรนด์ซึ่งมีอยู่เกือบสองหมื่นแห่งทั่วประเทศ จากการที่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางแบบขาจรที่ไม่มีสัญญาระยะยาวรองรับ อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นกับปั๊มน้ำมันไม่ถึง 100 แห่ง หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของปั๊มทั้งหมด และปัจจุบันสถานการณ์ได้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
ผู้ค้าน้ำมันยืนยันไม่มีกักตุน
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เปิดเผยถึงกรณีสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งประสบปัญหาน้ำมันหมดชั่วคราวในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า สาเหตุหลักมาจากความตื่นตระหนกของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ ประกอบกับเก็งว่ารัฐอาจปล่อยให้ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลหลังครบกำหนดมาตรการตรึงราคา 15 วัน ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณความต้องการน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติ
ยกตัวอย่างเช่น สถานีบริการน้ำมันของ PTG จากเดิมที่มีความต้องการเฉลี่ยวันละ 10 ล้านลิตร พุ่งขึ้นไปถึง 25 ล้านลิตร ทำให้รถขนส่งไม่สามารถกระจายน้ำมันได้ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันเดียว อย่างไรก็ตามสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและดีขึ้นตามลำดับ จากการทยอยเติมน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง
“ยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ โดยภาครัฐระบุว่าหากไม่มีการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเลย ก็ยังมีน้ำมันใช้ได้นานถึง 60 วัน อีกทั้งประเทศไทยนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันจะไม่หมดไปจากระบบแน่นอน และยืนยันอีกว่าไม่มีการกักตุนน้ำมันจากฝั่งผู้ประกอบการเพื่อเก็งกำไรตามที่มีความกังวล เนื่องจากผิดกฎหมายและส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า โดยภาครัฐได้มีการตรวจสอบปริมาณน้ำมันในถังใต้ดินอย่างเข้มงวดอยู่เสมอ สำหรับทิศทางราคาน้ำมันภายหลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา ประเมินว่าราคาอาจปรับขึ้นรวมประมาณ 2 บาท”
อย่างไรก็ตาม คาดว่าภาครัฐจะใช้วิธีทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันไดเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชนมากกว่าการปรับขึ้นรวดเดียว ในส่วนของการบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันของ PTG บริษัทยังคงจำหน่ายน้ำมันให้ลูกค้าตามความต้องการปกติ แต่บริษัทต้องยอมรับว่ามีความกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับความเสี่ยงจาก Stock Loss หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงในอนาคต ขณะที่มีปริมาณสำรองอยู่ในระดับสูง ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีการหารือร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด
นายรังสรรค์ พวงปราง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการเงินและความยั่งยืน PTG กล่าวเพิ่มเติมว่า การเพิ่มสัดส่วนสำรองน้ำมันตามนโยบายรัฐจาก 1% เป็น 1.5% ภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ และเพิ่มเป็น 3% ภายในเดือน เม.ย. บริษัทจะใช้วิธีฝากน้ำมันสำรองไว้ที่คลังของโรงกลั่นเพื่อความคล่องตัว ลดภาระต้นทุนทางการเงินจากการถือสต๊อกปริมาณมาก รวมทั้งลดภาระด้านภาษีสรรพสามิตที่ต้องจ่ายล่วงหน้า โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนเพิ่มในส่วนนี้ประมาณ 200-300 ล้านบาท สำหรับปริมาณสำรองที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10-20 ล้านลิตร จากปัจจุบันที่บริษัทสำรองน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านลิตร
กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยันสำรองระดับประเทศมีเพียงพอ
รายงานข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม (กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ) ในฐานะผู้ประกอบกิจการกลั่นและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหลักของประเทศ ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวและความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ “การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง” ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและตระหนักถึงความห่วงใยของภาคส่วนต่างๆ จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความสับสนให้กับประชาชน ดังนี้
1.ปริมาณน้ำมันสำรองระดับประเทศมีเพียงพอรองรับการใช้งาน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่อยู่ในประเทศและระหว่างการขนส่ง ครอบคลุมการใช้งานภายในประเทศ สอดคล้องกับรอบการจัดหาและรอบการผลิตใหม่ ทำให้ระบบการผลิตและจัดส่งน้ำมันสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถสร้างความมั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.การดำเนินการเชิงรุกด้านการขนส่งทางเรือ แม้ว่าสถานการณ์โลกอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” (ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 20% ของโลก) แต่กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ดำเนินการเชิงรุกตามแผนสำรองในการปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาไว้แล้ว โดยสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่ไม่ได้ผ่านเส้นทางดังกล่าว เช่น ทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา เป็นต้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบเข้าสู่ระบบการกลั่น
3.การจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวน แม้ตลาดพลังงานโลกจะมีความผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนด้านต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย แต่กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังคงเดินหน้าจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าและเดินเครื่องการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงรองรับความต้องการใช้ในประเทศเพียงพออย่างต่อเนื่อง
และ 4.ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาครัฐ เพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยกลุ่มฯ โรงกลั่นฯ พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน ให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมมีน้ำมันเชื้อเพลิงใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันในระบบที่สามารถรองรับการใช้งานได้ประมาณ 65 วัน และกลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังมีการจัดซื้อน้ำมันดิบเพื่อนำมาผลิตต่อเนื่องอีกกว่า 30 วัน ส่งผลให้เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 95 วัน ทั้งนี้ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังคงดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ ถก 'เอกนิติ' สถานการณ์ราคาน้ำมัน มาตรการช่วยเหลือประชาชน
ภายหลังรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เชิญนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
'อรรถวิชช์' ลั่นเข้าสภาฯรอบนี้ เตรียมดำเนินคดีกองทุนน้ำมัน ใช้เงินคนไทยอุ้มกำไรโรงกลั่นเกินควร
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง โดยระบุว่า รัฐบาลบริหาร ”ผิดที่ผิดเวลา“ ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยกำไรให้โรงกลั่น ทั้งที่เป็นราคาต้นทุนน้ำมันดิบล็อตเก่าเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว หากจะต้องชดเชยควรเป็นล็อตต่อไปที่นำเข้าจากแหล่งอื่น
ทร. แจ้งเตือนภัย! แนะเรือไทยระมัดระวัง 'ทุ่นระเบิด' อ่าวเปอร์เซีย-อ่าวโอมาน
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรื
PEA รณรงค์ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ
จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

