รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ เขย่าอุตสาหกรรม OEM ไทย ทรานส์ฟอร์มสู่ Strategic Partner ปักธงปั้นแบรนด์ CHILLY รุกตลาดโลกเต็มกำลัง

รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ เดินเกมรุกครั้งสำคัญ ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การเป็น ‘Strategic OEM Partner’ อย่างเต็มรูปแบบ ประกาศรายได้ปี 2568 แตะ 470 ล้านบาท พร้อมปักธงปั้นแบรนด์ CHILLY ของบริษัทให้แตะ 100 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี

16 มี.ค. 2569 – นายปิติพงศ์ รอยเรืองพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจเทรดดิ้งเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยเน้นการจัดหาวัตถุดิบและแบ่งบรรจุส่งต่อให้ร้านค้าและโรงงานขนาดเล็ก ก่อนจะมองเห็นช่องว่างเชิงโครงสร้างของตลาด OEM ไทยในอดีต ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดปริมาณการสั่งผลิตขั้นต่ำค่อนข้างสูงในระดับร้อยตันหรือหลายพันชิ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเจ้าของแบรนด์เกิดใหม่ไม่สามารถเข้าถึงกำลังการผลิตที่ได้มาตรฐานในต้นทุนที่เหมาะสม

“เราจึงตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจ OEM เมื่อกว่า 15 ปีก่อน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่วางรากฐานการเติบโตของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน โดยตั้งเป้าชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะไม่เป็นเพียง ‘ผู้รับจ้างผลิต’ แต่ต้องเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์” เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่โรงงาน แต่เป็นพาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์ที่ช่วยลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การคิดสูตร วางตำแหน่งสินค้า คำนวณโครงสร้างต้นทุน ไปจนถึงการขยายตลาด หากลูกค้าเติบโตได้อย่างมั่นคง เราก็จะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน”

ปัจจุบัน รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ พัฒนาศักยภาพสู่การเป็นผู้ผลิต OEM แบบครบวงจร (One-Stop Service) ดูแลลูกค้ากว่า 100 แบรนด์ ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนาสูตร (R&D) การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การวิเคราะห์ต้นทุนและกำหนดโครงสร้างราคา การควบคุมคุณภาพ การขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ช่องทางจำหน่าย ทั้ง Modern Trade, E-commerce และการส่งออก

นายปิติพงศ์ กล่าวต่อว่า ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 470 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจ OEM ประมาณ 450 ล้านบาท และรายได้จากแบรนด์ของบริษัทเองประมาณ 20 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลักมาจากกลุ่มเครื่องสำอางและสกินแคร์ 70% ซึ่งเติบโตต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน 15% และธุรกิจเทรดดิ้งวัตถุดิบเคมีภัณฑ์อีก 15% สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลายและสมดุล

อีกปัจจัยความสำเร็จที่สร้างความแตกต่างคือ “ความยืดหยุ่นเชิงระบบ” (Operational Flexibility) โดยเฉพาะการรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแสออนไลน์ หรือที่เรียกว่า “ออเดอร์กระชาก” ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของแบรนด์ยุคดิจิทัลที่ยอดขายสามารถพุ่งขึ้นภายในข้ามคืนจากกระแสโซเชียล “โรงงานต้องปรับตัวได้เร็วกว่าเดิม เราลงทุนในระบบการวางแผนการผลิต ทีมงาน และซัพพลายเชน เพื่อให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันทีโดยไม่กระทบคุณภาพ เพราะความตรงต่อเวลาคือความน่าเชื่อถือของแบรนด์”

ในด้านนวัตกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดล่วงหน้า โดยทีม Business Development ทำงานร่วมกับทีม R&D อย่างใกล้ชิด แบ่งแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นรอบครึ่งปี เพื่อเตรียมสูตรมาตรฐานรองรับเทรนด์สำคัญ อาทิ ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Organic และ Clean Beauty ผลิตภัณฑ์สูตรเฉพาะ (Niche & Formula-Driven) รวมถึงอิทธิพลเทรนด์ความงามจากจีนที่กำลังเติบโตในภูมิภาคเอเชีย“ธุรกิจ OEM ยุคใหม่ต้องคิดล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งก้าว เราพัฒนาสูตรต้นแบบเตรียมไว้ก่อนตลาดจะมาถึง เพื่อให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งและเปิดตัวสินค้าได้ทันจังหวะโอกาสทางธุรกิจ”

นายปิติพงศ์ กล่าวปิดท้ายว่า นอกจากรับจ้างผลิตสินค้าแล้ว บริษัทยังได้พัฒนาแบรนด์ของตนเองภายใต้ชื่อ “CHILLY” โดยกำหนดกลยุทธ์ชัดเจนไม่ให้ทับซ้อนกับลูกค้า OEM ในกลุ่มความงาม จึงเลือกโฟกัสกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน (Home Care) เป็นหลัก หนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญคือ “เจลบอล” (Gel Ball / Laundry Pods) ซึ่งบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายแรก ๆ ในประเทศไทยที่มีไลน์การผลิตภายในโรงงานของตนเอง นอกจากนี้ยังพัฒนานวัตกรรมน้ำยาทำความสะอาดกึ่งสำเร็จรูปภายใต้แนวคิด “เติมน้ำแล้วใช้ได้เลย” เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์

บริษัทตั้งเป้ายอดขายแบรนด์ CHILLY แตะ 100 ล้านบาทภายใน 3 ปี โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา อินเดีย บังกลาเทศ ตะวันออกกลาง และจีน โดยอาศัยจุดแข็งด้านภาพลักษณ์ “Made in Thailand” ซึ่งยังคงได้รับความเชื่อมั่นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามและดูแลผิว

“เราเชื่อว่าผู้ผลิตไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ หากมีทั้งมาตรฐานสากล ความรวดเร็วในการปรับตัว และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน พร้อมเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคง และสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงในระยะยาวไปด้วยกัน”

จากธุรกิจเทรดดิ้งขนาดเล็ก สู่ผู้ผลิต OEM รายได้เกือบ 500 ล้านบาท และการวางยุทธศาสตร์รุกตลาดโลกอย่างเป็นระบบ รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ กำลังสะท้อนภาพผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ที่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วยกลยุทธ์ ความเข้าใจตลาด และความสามารถในการเติบโตเคียงข้างพันธมิตรทางธุรกิจอย่างแท้จริง พร้อมก้าวสู่บทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมความงามและสินค้าอุปโภคบริโภคของภูมิภาคในอนาคตอันใกล้

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถพบกับบริษัทได้ที่งาน Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้งาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 งาน B2B ในประเทศไทยเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจความงามในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลและลงทะเบียนเข้าร่วมงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ cosmoprof.com และ Facebook: Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok

เพิ่มเพื่อน