
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์การลงทุนโลกที่กำลังเผชิญความกดดันอย่างหนักจากภาวะสงครามและนโยบายการเงินที่เข้มงวด โดยสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 19 และมีการมุ่งเป้าโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ล่าสุดอิสราเอลได้เข้าโจมตีคลังเก็บก๊าซและน้ำมันของอิหร่านในแหล่งเซาท์พาร์สและอาซาลูเยห์ ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการขู่ถล่มแหล่งพลังงานในกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และ UAE ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนอยู่ในระดับสูงถึง 107.38 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
19 มี.ค. 2569 – FED ส่งสัญญาณแข็งกร้าว เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงได้สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ล่าสุดจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เมื่อวานนี้ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ตามคาด แต่ได้เน้นย้ำว่าจะยังไม่ลดดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง นอกจากนี้ FED ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ (PCE) ปี 2026 ขึ้นเป็น 2.7% (จากเดิม 2.4%) และจากรายงาน Dot Plot ชี้ให้เห็นว่า FED อาจปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ได้อีกเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
มุมมองที่แข็งกร้าวของ FED ทำให้นักลงทุนกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) สหรัฐฯ ที่ขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะระยะสั้นที่ปรับขึ้นเร็วกว่าระยะยาวจนเกิดรูปแบบ “Bear Flattening” ซึ่งคล้ายคลึงกับช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ที่ท้ายที่สุดนำไปสู่ภาวะ Inverted Yield Curve ปัจจัยเหล่านี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง) และเร่งความผันผวนให้กับตลาดหุ้น
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (19 มี.ค.) ถือเป็นวันสำคัญที่รัฐสภาจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยภาพการจัดตั้งรัฐบาลชัดเจนขึ้น นำโดยพรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมอื่นๆ รวม 292 เสียง ซึ่งคาดว่าจะสนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี หากทุกอย่างราบรื่น ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมราว 1-1.5 เดือน อย่างไรก็ตาม บล.เอเซีย พลัส เตือนให้นักลงทุนระมัดระวังความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจสะดุดลง จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 รับคำร้องพิจารณาว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดขัดต่อหลักการลงคะแนนลับหรือไม่ โดยฝ่ายวิจัยประเมินฉากทัศน์ไว้ 3 ทาง คือ
1.รอด (60%): ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งสมบูรณ์ รัฐบาลเดินหน้าต่อ (ดีที่สุดต่อตลาดหุ้น)
2.สั่งแก้ไขแต่ไม่ล้ม (20%): สั่งให้ กกต. แก้ไขระเบียบ แต่ไม่กระทบผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา
3.เลวร้ายที่สุด (20%): ศาลชี้ว่ากระทบสิทธิ การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ” ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างการเมืองและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้าออกไปทั้งหมด
กลยุทธ์การลงทุน: ชูหุ้น “เกราะป้องกันเงินเฟ้อ” สู้ความผันผวน ในภาวะที่ตลาดแกว่งตัวจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและ Bond Yield ที่เร่งตัวขึ้น บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นที่มี “เกราะป้องกันเงินเฟ้อขยายตัว” โดยมีหุ้น Top Picks ได้แก่ PTTEP, BANPU, IVL, STA, KTB, BBL, CPAXT, BDMS, KCE และ TU
โดยสามารถแบ่งกลุ่มที่ได้ประโยชน์ดังนี้
กลุ่มโภคภัณฑ์ (รับประโยชน์ราคาน้ำมัน): PTTEP, PTT, TOP, PTTGC, IVL, BANPU, STA, NER
กลุ่มธนาคารพาณิชย์และประกัน (รับประโยชน์ Bond Yield ขาขึ้น): KTB, KBANK, SCB, BBL, BLA
กลุ่มปัจจัย 4: CPAXT, BH, BDMS
กลุ่มส่งออก (รับอานิสงส์บาทอ่อน): DELTA, KCE, HANA, TU
ขณะเดียวกัน แนะนำให้ “หลีกเลี่ยง” หุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยและเงินเฟ้อสูง เช่น กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย/ค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง (COM7, SPVI, HMPRO, DOHOME, GLOBAL) และกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ (MTC, TIDLOR, SAWAD)
(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศ: แนะนำจับตาหุ้น MICRON ของสหรัฐฯ ที่รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 พุ่งขึ้นถึง +682% YoY ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก พร้อมให้ Guidance ไตรมาส 3 เติบโตแข็งแกร่ง หนุนจากยอดขายชิป AI หากราคาหุ้นย่อตัวลงถือเป็นจังหวะเก็งกำไรผ่าน DR: MICRON80

