ซีอีโอ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ คอนเฟิร์มสถานะการเงินแข็งแกร่ง! ย้ำไม่มีนโยบายปรับราคา ทุ่ม 1.2 พันล้าน เปิด 60 สาขา โกยยอดทะลุ 1.3 หมื่นล้าน

‘สุกี้ตี๋น้อย’ ยืนยันสถานะการเงินแข็งแกร่ง ย้ำไม่ปรับราคา! หลังวางแผนบริหารต้นทุนวัตถุดิบล่วงหน้า ล็อกราคาได้ดี กางแผนธุรกิจปี 2569 ทุ่มงบ 1,200 ล้านบาท รุกคืบเปิด 60 สาขา ตั้งเป้าโกยยอดขายทะลุ 1.3 หมื่นล้านบาท

20 มี.ค. 2569 – นางสาวนัทธมน พิศาลกิจวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร “สุกี้ตี๋น้อย” (Suki Teenoi) เปิดเผยว่า การบริหารต้นทุนของบริษัทในปี 2569 สามารถทำได้ดีกว่าปี 2568 อย่างมาก โดยเฉพาะต้นทุนทางด้านวัตถุดิบอาหารที่คิดเป็น 50% ของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งปีที่ผ่านมายอมรับว่าประสบปัญหาอย่างมาก สินค้ามีราคาแพง แต่นับตั้งแต่ต้นปีพบว่าราคาสินค้าปรับตัวลดลง รวมถึงมีการทำคอนแท็กเป็นระยะเวลา 6 เดือน, 9 เดือน หรือ 1 ปี ทำให้สามารถล็อกราคาที่ดีไว้ได้ ขณะที่หมูก็เป็นวัตถุดิบหลักที่อาจจะไม่สามารถล็อกราคาได้ เป็นราคาตลาด แต่ราคาไม่ได้แพงเหมือนกับช่วงโควิด

“จะเห็นได้ว่าจากปัญหาต้นทุนของปี 2568 ทำให้บริษัทมีการวางแผนล่วงหน้าสำหรับปีนี้ ทำให้ได้ราคาวัตถุดิบที่ดี ขอยืนยันว่าไม่มีแผนในการปรับราคาสินค้าแต่อย่างใด ไม่ว่าจะในระยะนี้หรือในช่วง 3-5 ปีจากนี้ มองว่าแม้กำไรเราจะลดน้อยลง แต่การขึ้นราคาจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เว้นแต่จะมีสถานการณ์ที่เลวร้ายและไม่ไหวจริงๆ ” นางสาวนัทธมน กล่าว

สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทเตรียมเงินลงทุนไว้ประมาณ 1,200-1,500 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายสาขาให้กับแบรนด์ในเครือทั้งหมด ตั้งเป้ารายได้เติบโต 42% หรือแตะระดับ 13,000 ล้านบาท เบื้องต้นวางแผนเปิดสาขาใหม่ไว้ที่ 60 สาขา หรือเฉลี่ย 15 สาขาต่อไตรมาส นับเป็นการเปิดสาขาใหม่ที่ค่อนข้างเยอะ จากปกติเปิดประมาณกว่า 20 สาขา โดยจะมีแบรนด์ใหม่ที่จะทำเพิ่ม รวมถึงคอนเซปต์ใหม่อย่าง ‘สุกี้ตี๋น้อย พลัส’ มีราคาเริ่มต้น 299 บาท จากเดิมที่สุกี้ตี๋น้อยจะราคาเริ่มต้น 219 บาท เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ากับเมนูพิเศษต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาในคอนเซปต์ดังกล่าว โดยสาขาแรกอยู่ที่จังหวัดชัยนาท เปิดให้บริการในวันที่ 25 มีนาคม พื้นที่ 1,000 ตารางเมตร จากปกติอยู่ที่ 600 ตารางเมตร เนื่องจากต้องเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า

“ที่ผ่านมาเราไม่ได้มีการกู้เงินใดๆ แผนของปีนี้ก็ประเมินแล้วว่ากระแสเงินสดเพียงพอต่อการขยายสาขา แหล่งที่มาของเงินที่ใช้การลงทุนก็คือเงินภายในบริษัททั้งหมด อาจจะมีคนบอกว่าสุกี้ตี๋น้อยจะตกแล้ว จะดับแล้ว หรือกำไรน้อยลง แต่ภายในของเราจะรู้ว่าบริษัทไม่ได้มีปัญหาอะไร แล้วเพิ่งจะจ่ายโบนัสไป 77 ล้านคนด้วยเงินสด จะเห็นได้ว่าเราไม่ได้มีปัญหาทางการเงิน”

ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนในการเพิ่มคลังจัดเก็บสินค้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะทำให้ระบบโลจิสติกส์ของบริษัทดีมากขึ้น ควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุนด้านการขนส่ง และอาจะจได้ซัพพลายเออร์ที่เป็นท้องถิ่นมากขึ้น ราคาสินค้าถูกลง จากเดิมที่บริษัทมีคลังสินค้าเพียงแห่งเดียวที่ธัญบุรี ลงทุนไปประมาณ 1,000 ล้านบาท

ส่วนภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 9,147 ล้านบาท เติบโต 31% จากปีก่อน มีกำไรสุทธิ 864 ล้านบาท ขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการรวมทั้งปีอยู่ที่ 36.04 ล้านคน เพิ่มขึ้น 34% และในไตรมาส 1 ปี 2569 มีจำนวนลูกค้า 10.28 ล้านคน เติบโต 36% สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์และความต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมามีกำไรลดลงเป็นอย่างมาก จากเดิมอยู่ที่กว่า 200 ล้านบาท เหลือ 57 ล้านบาท เนื่องบริษัทได้มีการทุ่มงบประมาณด้านการตลาดและโปรโมชั่นอย่างหนัก เพื่อทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เติบโตจากงวดเดียวกันปีก่อน 34% และมีการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) อยู่ที่ 3.5% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตทั้งจากสาขาใหม่และสาขาเดิมไปพร้อมกัน อีกทั้ง ความสำเร็จของ “ระบบสมาชิก” ผ่านการพัฒนาระบบ “TN FAMILY”  ของสุกี้ตี๋น้อยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด  มีสมาชิกในปัจจุบันประมาณ 3,100,000 ราย และมียอดที่เข้าใช้บริการเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 40,000 รายต่อวัน 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง