
การเลือกตั้งล่าสุด มีนักการเมืองเข้าสภาครั้งแรกที่เป็นคนรุ่นใหม่จํานวนมาก ซึ่งน่ายินดี นักการเมืองกลุ่มนี้คือความหวังที่จะนําประเทศออกจากระบบการเมืองที่เละเทะในปัจจุบัน ไปสู่การเมืองที่มีคุณภาพเพื่อนำประเทศสู่ความเจริญก้าวหน้าและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนักการเมืองรุ่นใหม่ต้องเข้าใจทั้งหน้าที่และภารกิจที่ควรทํา และยังต้องรู้จักรักษาตัวเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ภายใต้อิทธิพลของระบบการเมืองเก่าที่ครอบงำประเทศอยู่ วันนี้จึงอยากให้ความเห็นเรื่องนี้ เป็นกําลังใจให้นักการเมืองรุ่นใหม่ ให้ตระหนักถึงหน้าที่และสิ่งที่ควรทําเพื่อชาติบ้านเมือง และอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี นี่คือประเด็นที่จะเขียนให้คิดวันนี้
ตัวเลขไม่เป็นทางการของผลการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ชี้ว่า ร้อยละ 76 ของส.ส แบ่งเขตที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส ที่เข้าสภาคราวนี้เป็นครั้งแรก ในจํานวนนี้มี ส.ส 55คน คิดเป็นร้อยละ 11 ของ ส.ส ทั้งหมดที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีอายุตํ่ากว่า 40ปี และมี ส.ส 7คน ที่เข้าสภาครั้งแรกเป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นตัวแทนบ้านใหญ่ ทั้งหมดแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทยที่เป็นผลจากสังคมสูงวัย
ส.ส. รุ่นใหม่ที่เข้าสภารอบนี้ต้องถือว่ามีฝีมือพอควรเพราะต้องต่อสู้กับระบบการเมืองที่ไม่ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง รวมถึงการเมืองที่ระบบอุปถัมภ์มีอิทธิพลสูงโดยเฉพาะในต่างจังหวัด การเมืองที่ต้องใช้เงินคือ Money Politics และแนวคิดพรรคการเมืองที่ส่วนใหญ่มองผลประโยชน์ของพรรคหรือผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศ ปฏิเสธไม่ได้ว่าส.สรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่เข้าสภารอบนี้ก็เป็นผลผลิตของระบบนี้โดยตรง คำถามคือ ส.ส รุ่นใหม่เมื่อเข้าสภาแล้วมีเป้าหมายอย่างไร จะรักษาระบบการเมืองเก่าเอาไว้เพื่อสืบทอดอํานาจ หรือเพื่อเป็นพื้นที่ของวงศ์ตระกูล หรือจะพยายามปรับแก้เพื่อให้การเมืองดีขึ้น ให้ประเทศดีขึ้น เรื่องนี้สำคัญและคิดว่าหลายคนคงยังไม่ได้คิดและไม่แปลกใจ
ผมคิดว่า ส.ส รุ่นใหม่แม้อายุไม่มาก แต่มาจากรุ่นคนไทยที่ได้รับการศึกษาดีสุดเท่าที่ประเทศเคยมี ดีกว่ารุ่นพ่อแม่ บางคนมีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ คล่องแคล้วเรื่องเทคโนโลยีและข่าวสาร มองรุ่นตัวเองว่าเป็นพลเมืองโลก คนรุ่นนี้เห็นโลกมากกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ ได้สัมผัสความแตกต่างว่าต่างประเทศเป็นอย่างไรและทำไมประเทศไทยเป็นอย่างที่เป็น ตั้งคําถามตอบคำถามได้ และรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ที่สําคัญคนรุ่นนี้เป็นเจนที่เปิดกว้าง เอาใจใส่สังคม และต้องการทํางานเพื่อความหมาย ต่างกับรุ่นพ่อแม่ที่ต้องการสร้างตัวสร้างฐานะ จึงมองตัวเองเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้นักการเมืองรุ่นใหม่จึงเป็นความหวัง ต่างกับนักการเมืองรุ่นเก่า คือเอาใจใส่ประเทศ เศรษฐกิจ และส่วนรวมมากกว่า
ข้อคิดแรกที่ผมอยากฝากถึงนักการเมืองรุ่นใหม่คือ ในทุกสังคม หน้าที่ยิ่งใหญ่สุดของผู้ที่เข้ามาทําหน้าที่สาธารณะ เช่น นักการเมืองคือ การส่งต่อประเทศที่ดีกว่าที่ได้รับมาให้กับลูกหลาน ไม่ว่าจะอยู่ฐานะไหน ตำแหน่งอะไร เป็นสิ่งที่ต้องทําในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ เราจึงเห็นผู้นําในหลายประเทศดิ้นรนและต่อสู้เพื่อเรื่องนี้ เช่น สิงค์โปร์ จีน เกาหลีใต้ เพราะถ้าประเทศเสื่อมถอย คนในประเทศยากจน หรือประเทศตกเป็นเมืองขึ้นประเทศอื่นทางเศรษฐกิจ อนาคตของลูกหลานก็จะไม่มี เป็นเพราะการไม่ทําหน้าที่และไม่รับผิดชอบของนักการเมืองรุ่นพ่อแม่ ที่ไม่ได้ส่งต่อประเทศที่ดีและระบบที่ดีไว้ให้
การส่งต่อประเทศที่ดีกว่าที่ได้รับมาให้กับลูกหลานเป็นภารกิจของคนทั้งสังคม ไม่ว่าจะอยู่ในภาคการเมือง ราชการ ธุรกิจ หรือภาคประชาสังคม แต่ที่ภาคการเมืองสําคัญ เพราะนักการเมืองเป็นผู้กําหนดนโยบาย ควบคุมการใช้ทรัพยากรของประเทศ อะไรจะเกิดไม่เกิดก็อยู่ที่นโยบายที่มาจากนักการเมือง ถ้านักการเมืองทําหน้าที่ได้ดี เป็นตัวอย่างที่ดี ประเทศและเศรษฐกิจดีขึ้น คนในสังคมก็จะทําตาม การสร้างประเทศที่ดีกว่าที่ได้รับมาก็จะเกิดขึ้นโดยคนทั้งประเทศ ตรงข้าม ถ้านักการเมืองเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ไม่รับผิดชอบ พลังในการสร้างประเทศก็ไม่เกิด เป็นเคราะห์เป็นกรรมให้กับลูกหลาน นักการเมืองในฐานะผู้นําจึงต้องเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ด้วยนโยบาย แต่ด้วยการทําหน้าที่อย่างถูกต้อง
ข้อคิดที่สองที่อยากฝากไว้คือ หลักในการทําหน้าที่อย่างถูกต้องของบุคคลสาธารณะ เช่นนักการเมือง ซึ่งอาจทราบกันดีแล้ว มี 7 ข้อ นี่คือ Nolan Principles ได้แก่ หนึ่ง Selflessness คือ ทําเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างเดียว สอง Integrity หมายถึง ผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัวหรือของพรรคหรือของคนอื่น ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน สาม Objectivity ตัดสินใจอย่างตรงไปตรงมา เป็นกลาง มีเหตุผล อธิบายได้ เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย สี่ Accountability รับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเองหรือหน่วยงานของตน พร้อมให้ตรวจสอบ ห้า Openness ทำงานอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่ปกปิดข้อมูล หก Honesty ซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่โกง ไม่ทุจริต ไม่โกหก หรือพูดความเท็จ เจ็ด มีภาวะผู้นํา คือทําทั้งหกเรื่องข้างบนให้เป็นตัวอย่าง
ในบริบทการเมืองประเทศเรา ต้องยอมรับว่าหลักทั้งเจ็ดข้อท้าทายหรือยากที่จะทํา เพราะนักการเมืองจะเอาความต้องการทางการเมืองมาก่อนความถูกต้องเสมอ เช่น ข้อ1-3 ก็จะไม่ไปกับระบบอุปถัมภ์และระบบเครือข่ายที่ขับเคลื่อนการเมืองประเทศเราและการจัดสรรผลประโยชน์ขณะนี้ หรือ ข้อ 4 กับ ข้อ 6 ก็ยากสำหรับบ้านเราเพราะการบังคับใช้กฏหมายอ่อนแอ องค์กรอิสระไม่ทําหน้าที่ตรวจสอบ เอื้อให้การทำผิดการทุจริตคอรัปชั่นเบ่งบาน คําถามคือ ถ้าพฤติกรรมในสังคมเป็นแบบนี้ นักการเมืองรุ่นใหม่ที่ต้องการทำดี ทําถูกต้อง ควรทําอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในข้อคิดที่สามที่อยากฝากไว้
ข้อคิดที่สาม พฤติกรรมในสังคมที่ไม่ดีต่างๆ เช่น ระบบอุปถัมภ์ การทุจริตคอรัปชั่น เป็นพฤติกรรมของคนในสังคม ซึ่งพฤติกรรมคนนั้นเปลี่ยนได้ นอกจากนี้ คนในสังคมก็เปลี่ยนได้ มีเจ็บมีตาย มีคนใหม่เข้ามา ดังนั้น พฤติกรรมในสังคมเปลี่ยนได้ขึ้นอยู่ว่าคนใหม่ที่เข้ามาจะเลือกพฤติกรรมอะไร แบบไหน โกงหรือไม่โกง โปร่งใสหรือไม่โปร่งใส เลือกอุปถัมภ์หรือความสามารถ หรือเลือกทําไม่ดีต่อแบบรุ่นพ่อแม่ ที่ต้องตระหนักคือ อภิสิทธิ์สำคัญที่มากับภาวะผู้นําคือผู้นําเลือกอะไร สังคมก็มักจะเลือกตาม ดังนั้น นักการเมืองรุ่นใหม่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของแสงสว่างหรือ Bright spot ให้กับการเปลี่ยนแปลงในสังคมที่จะเกิดขึ้นตามมาได้ ถ้าเลือกทําในสิ่งที่ถูกต้อง ให้คนอื่นเห็นและทำตาม เริ่มจากสิ่งเล็กๆน้อยๆทำให้เป็นตัวอย่าง เพื่อผลักดันสิ่งดีๆที่ควรเกิดขึ้นและเพื่อปกป้องชีวิตการเมืองของตน เช่น
หนึ่ง ในการตัดสินใจ เมื่อมีโอกาส เน้นกระบวนการที่พึ่งหลักความถูกต้อง หรือ Merit-based
สอง มีมาตรฐานของตัวเองที่พร้อมปฏิเสธ คือ say no แบบมืออาชีพ
สาม เป็นตัวอย่างของคนที่พร้อมให้ตรวจสอบ พร้อมเปิดเผย ทำให้ไม่มีใครกล้าตอแย
สี่ ตอบแทนบุณคุณด้วยการเป็นนักการเมืองที่ดี ประสพความสำเร็จ เป็นหน้าเป็นตาให้พรรค
ห้า ส่งเสริมดิจิตอลในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงคอรัปชั่น
นี่คือทั้งหมดที่อยากฝากไว้ ถ้าทำได้ นักการเมืองรุ่นใหม่จะช่วยประเทศและสังคมได้มาก เหมือนที่ประชาชนหวัง แต่ความยากมีแน่ เพราะสังคมการเมืองประเทศเรายังเป็นของคนรุ่นเก่าที่ไม่ใช้เหตุผล ยึดตัวบุคคล และมองตัวเองเป็นหลัก และถ้าไม่ไหวจริงๆก็ต้องรักษาตัวด้วยการพร้อมออกจากตำแหน่ง ไปทําอย่างอื่น อย่าให้ชีวิตเป็นเชลยกับระบบที่เน่าเหมือนนักการเมืองรุ่นเก่าที่ต้องอยู่เพียงเพื่อความอยู่รอด เพื่อปกป้องตนเอง เพราะทําความผิดไว้มาก
เขียนให้คิด
ดร. บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปิดสูตร 'ทุจริตเชิงนโยบาย' ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล นักวิชาการอิสระ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "ผมเขียนเมื่อสามปีก่อน ดูเหมือนยังใช้ได้ ทุกยุคทุกสมัย"

