
‘บสย.’ เข็นโครงการ SMEs Smart Win วงเงินค้ำประกัน 1 หมื่นล้าน เร่งเครื่องช่วยเหลือเอสเอ็มอีกลุ่มเปราะบางฝ่าวิกฤติต้นทุนพุ่ง ชูค้ำประกันต่อราย 1 หมื่น – 1 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปี
9 เม.ย. 2569 – นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลต่อต้นทุนดำเนินงานทั้งวัตถุดิบ การผลิต ค่าขนส่ง ฯลฯ ที่พุ่งขึ้น บสย. พร้อมตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย ไมโครเอสเอ็มอี พ่อค้า แม่ค้า กลุ่มอาชีพอิสระ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบาง ที่มีความเสี่ยงทางธุรกิจสูงในภาวการณ์ปัจจุบัน ทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ การขาดสภาพคล่อง การบริหารจัดการต้นทุน และเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ผ่าน โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Smart Win วงเงินค้ำประกัน 10,000 ล้านบาท
โดยค้ำประกันต่อราย 1 หมื่นบาท – 1 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีต่อไปคิดตามระดับความเสี่ยง 3 ระดับ ตั้งแต่ 1% 1.5% และ 2.5% เฉพาะโครงการนี้ บสย. ได้นำ Credit Scoring Model และ Risk-based Pricing มาใช้ประเมินความเสี่ยงลูกค้า เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มอัตราการอนุมัติสินเชื่อของเอสเอ็มอีที่มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมุ่งกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ ด้วยการจ่ายเคลม (จ่ายค่าประกันชดเชย) หรือ Max Claim ในอัตราสูง เพื่อดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต (Credit Enhancement) ให้กับ SMEs เพื่อลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) และทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นในการพิจารณาสินเชื่อเพิ่มให้กับ SMEs มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ บสย. เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (ม.ค. – มี.ค.) บสย. ให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายย่อย (วงเงินสินเชื่อที่ต้องการไม่เกิน 2 แสนบาท) ผ่านการค้ำประกันสินเชื่อกว่า 1,380 ล้านบาท ช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 15,000 ราย ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงมาก เมื่อเทียบกับปี 2568
สำหรับประเภทธุรกิจเอสเอ็มอีรายย่อย ที่ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ 3 อันดับแรก ได้แก่ ร้านค้าปลีกรายย่อย (โชห่วย) 40% ตามด้วยกลุ่มพ่อค้า แม่ค้าหาบเร่ แผงลอย ตลาดสด 29.4% และกลุ่มร้านทำผม เสริมความงาม 4.2% สะท้อนกลุ่มอาชีพหลักของ เอสเอ็มอีรายย่อย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

