
‘เอกนิติ’ รับเศรษฐกิจไทยเสี่ยง Stagflation หลังวิกฤติพลังงานยังสาหัส กางตัวเลขน้ำมันดิบพุ่ง 30-40 ดอลลาร์ต่อบาเรล ทุบจีดีพีไทยปี 69 ดิ่ง 0.6% เร่งชง ครม. อัดมาตรการหยุดเลือดไหล ลุยอุ้มบัตรคนจน-ขนส่ง-ประมง-ดูแลราคาสินค้า เบรกชง พ.ร.ก. กู้เงิน 1.5 แสนล้าน อุ้มกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หลังราคาเริ่มชะลอ บี้ส่วนราชการเร่งผูกพันงบค้างท่อ 1 แสนล้าน ขีดเส้น เม.ย. ต้องชัดเจน
10 เม.ย. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤติพลังงานโลก และยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยด้วย โดยยอมรับว่าขณะนี้ยังคงคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้ง และวิกฤติพลังงานโลกยังไม่จบ โดยเบื้องต้นมีการประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับขึ้นทุก 10 เหรียญดอลลาร์ต่อบาเรล จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีไทยประมาณ 0.2% ซึ่งขณะนี้ พบว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับขึ้นมาแล้วราว 30-40 เหรียญดอลลาร์ต่อบาเรล ดังนั้นจึงประเมินคร่าว ๆ ว่า ปัจจัยเสี่ยงในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเลขจีดีพีในปี 2569 แล้ว ราว 0.6% จากก่อนหน้านี้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 2%
นอกจากนี้ ยอมรับว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดแค่กับประเทศไทยเท่านั้น แต่มีความเสี่ยงทั้งโลก ซึ่งรัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุม และบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและค่อย ๆ ลุกลาม จากวิกฤติสงคราม ไปสู่วิกฤติพลังงาน ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาส่วนนี้อาจจะตามมาด้วยวิกฤติราคาสินค้า วิกฤติ Supply Chain และวิกฤติดีมานต์ชะลอตัว
“วันนี้รัฐบาลต้องหยุดเลือดไหลจากวิกฤติพลังงานให้ได้ก่อน ถ้าไม่หยุดตรงนี้มันก็จะลุกลามไปสู่วิกฤติต่าง ๆ ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 เม.ย. นี้ กระทรวงการคลัง จะมีการเสนอมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมสินเชื่อสำหรับซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ติดตั้งโซล่าร์เซลล์ ซื้อปุ๋ยราคาถูก เป็นต้น ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะมีการนำเสนอมาตรการให้การให้ความช่วยเหลือกลุ่มประมง ขนส่ง ด้านกระทรวงพาณิชย์จะมีการเสนอมาตรการในการดูแลราคาสินค้า รวมถึงจะมีการเสนอปรับค่า K สำหรับผู้ประกอบการที่รับงานก่อสร้างภาครัฐ โดยรัฐบาลได้ทำงานอย่างเป็นขั้นตอน เรายืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ปัญหาลุกลามมากขึ้นจนกลายเป็นวิกฤติแน่นอน” นายเอกนิติ กล่าว
ขณะที่การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อพยุงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศนั้น จะยังไม่ได้มีการเสนอให้ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 11 เม.ย. นี้ เนื่องจากมองว่าในช่วงก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถรองรับได้ถึงแสนกว่าล้านบาท และขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มขยับลงแล้ว ดังนั้นการดำเนินการในส่วนนี้จึงอาจจะต้องรอประเมินสถานการณ์และความจำเป็นในระยะต่อไปก่อน เช่นเดียวกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่จะเป็นปราการด่านสุดท้ายของการแก้ปัญหาวิกกฤติพลังงานในครั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในการพยุงราคาน้ำมันอยู่แล้ว และเชื่อว่าจะสามารถบริการจัดการสถานการณ์ในขณะนี้ได้ ส่วนประเทศอื่นไม่มีกลไกในส่วนนี้จึงต้องมีการปรับลดภาษีดังกล่าว
สำหรับความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 นั้น นายเอกนิติ ระบุว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดของโครงการ รวมถึงดูงบประมาณที่จะนำมาใช้ ซึ่งยอมรับว่าการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณเป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้วางไว้ โดยขณะนี้พบว่ามีส่วนราชการที่ยังไม่ได้มีการผูกพันงบประมาณภายในเดือน มี.ค.2569 วงเงินอยู่ที่ราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งหากภายในเดือน เม.ย. นี้ไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้ ก็จะดึงงบประมาณในส่วนที่ดำเนินการไม่ทันนี้มาใส่ไว้ใน พ.ร.บ. โอนงบประมาณ เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวยืนยันว่า กระทรวงการคลังจะยังยืนยันตามกรอบวินัยการเงินการคลังในปัจจุบัน แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้จะเกิดวิกฤติเกือบทั้งโลก และเกือบทุกประเทศ โดยต้องยอมรับว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะในหลายประเทศสูงกว่าของไทยค่อนข้างมาก แต่หากมีความจำเป็นก็อาจจะต้องจริง ๆ ก็ต้องยอมปรับกรอบวินัยการเงินการคลังให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเบื้องต้นจะมีการพูดคุยกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) ถึงแนวทางดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกันในการประชุม IMF-World Bank ที่สหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า
“รัฐบาลตั้งเป้าจะใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเรามีงบอยู่จำกัด โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2570 อะไรที่ไม่จำเป็น ที่เป็นส่วนเกินตัดได้ก็จะตัดทิ้งทั้งหมด เช่น งบดูงานต่างประเทศ งบเครื่องแต่งกาย (ตัดสูท) งบฟุ่มเฟือย งบอะไรที่ไม่จำเป็นจะตัดทิ้งทั้งหมด แต่ประชุมยังได้อยู่ เพราะเราต้องเอางบประมาณมาดูแลเยียวยาประชาชนในช่วงวิกฤตินี้ที่ไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่ โดยทั้งหมดยังจะยืนอยู่บนวินัยการเงินการคลัง ภายใต้แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework : MTFF) เหมือนเดิม เพื่อทำให้การใช้งบประมาณดีที่สุด” นายเอกนิติ ระบุ
อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการศึกษาหลักการและออกแบบภาษี Hometown Tax เพื่อจัดสรรเงินไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้ท้องถิ่นได้มีงบประมาณในการพัฒนาและเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นอาจจะให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกได้ว่าเงินภาษีจะนำไปพัฒนาในพื้นที่ไหน และพัฒนาอะไร ขณะเดียวกันในระยะต่อไปจะมีการออกโครงการเก่าแลกรถใหม่ โดยรถใหม่จะเน้นไปที่รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และไฮบริด เพื่อลดการใช้น้ำมัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยในส่วนนี้ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังหารือกับกรมสรรพสามิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกเป็นมาตรการระยะต่อไป

