เลื่อนเจรจาโอกาส ‘ไทย’ ทบทวนข้อเสนอ นักวิชาการเตือน! ตามสหรัฐมากร้าวกับ ‘จีน’ แน่ แนะแนวทางลดบาดเจ็บระยะยาว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ ไทยควรใช้จังหวะเลื่อนการเจรจาทรัมป์กลับมาทบทวนข้อแลกเปลี่ยนให้รอบด้าน และดูผลการต่อรองของประเทศอื่นเพื่อนำมาเปรียบเทียบ เผย “ทีมเจรจา” ต้องรักษาสมดุล ไม่เดินตามสหรัฐมากเกิน หลังจีนประกาศท่าทีแข็งกร้าว แนะรัฐบาลจริงจังปั้น ‘กำลังคนทักษะสูง’ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

22 เมษายน 2568 - จากกรณีการเลื่อนนัดระหว่างสหรัฐอเมริกากับคณะเจรจาเกี่ยวกับนโยบายด้านเศรษฐกิจและการปรับขึ้นภาษีกับรัฐบาลสหรัฐ หรือ ทีมไทยแลนด์ ซึ่งมี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รมว.คลัง) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน จากวันที่ 23 เม.ย. 2568 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แม้ว่าสถานะและบทบาทของประเทศไทยจะตกอยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบและต้องเจ็บตัวบนโต๊ะเจรจาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าจากการเลื่อนการเจรจาออกไปในครั้งนี้ ประเทศไทยควรใช้จังหวะนี้กลับมาทบทวนประเด็นข้อเสนอและข้อแลกเปลี่ยนให้มีความรอบด้านมากยิ่งขึ้น รวมทั้งคอยสังเกตผลการต่อรองของประเทศอื่นๆ เพื่อเป็นตัวแบบในการเปรียบเทียบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบให้กับประเทศไทย

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า หน้าที่ของคณะทำงานไทยในการเจรจาคือจะต้องรักษาสมดุลระหว่างการยื่นเงื่อนไขหรือข้อเสนอเพื่อทำให้สหรัฐพึงพอใจ กับการรักษาจุดยืนความเป็นกลางไม่เดินตามสหรัฐมากเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยร้าวกับประเทศจีน เพราะช่วงที่ผ่านมาจีนได้ประกาศที่จะตอบโต้อย่างแข็งกร้าวต่อทุกประเทศที่จะทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ และร่วมกันจำกัดการค้าประเทศจีน เพื่อแลกกับการได้รับยกเว้นภาษีจากสหรัฐ

ทั้งนี้ แม้ว่าไทยจะต้องบาดเจ็บจากกรณีที่ต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น แต่โจทย์ที่ต้องคำนึงคือจะทำอย่างไรไม่ให้ข้อตกลงมาทำลายรากฐานทางเศรษฐกิจของไทย เช่น หากต้องนำเข้าสินค้าการเกษตรมากขึ้น รัฐจะมีมาตรการอย่างไรในการดูแลเกษตรกรไทย หรือหากต้องดำเนินการสั่งซื้อยุทโธปกรณ์หรือเทคโนโลยีทางการทหารของอเมริกา ก็จะต้องไม่ใช่เพียงแค่นำมาใช้ในทางสงครามเท่านั้น แต่ต้องนำมาต่อยอดเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ด้วย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมต่อเรือ และอุตสาหกรรมการแปรูปต่างๆ ฯลฯ

“ไทยอาจจะประสบกับการบาดเจ็บระยะสั้น จากการที่ต้องนำเข้าสินค้าสหรัฐเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรกังวลมากจนเกินไป เพราะถึงอย่างไรสิ่งเหล่านี้ย่อมต้องเกิดขึ้นแน่ โจทย์ใหญ่คือเราจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดกระบวนการป้องกันการบาดเจ็บระยะยาว ส่วนตัวจึงมองว่าไม่ควรแก้ไขเพียงแค่การลดเงื่อนไขการซื้อ-ขาย เป็นรายการสินค้าๆ ซึ่งเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาระยะสั้นเท่านั้น แต่ประเทศควรจะใช้โอกาสนี้ในการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโดยไม่ต้องบาดเจ็บมากนัก” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ประเทศไทยอาจจะกำลังประสบกับภาวะสุญญากาศทางด้านการลงทุน เนื่องจากนผู้ประกอบการต่างชาติที่เคยยื่นขอรับการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อาจชะลอเพื่อรอดูความชัดเจน หรืออาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าผู้ประกอบการต่างชาติได้ตัดสินใจชะลอการลงทุนไปแล้วตั้งแต่ที่ทราบว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และขณะนี้นักลงทุนก็กำลังเกิดความไม่เชื่อมั่น

ฉะนั้นภาครัฐและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรจะต้องหันกลับมาแก้ปัญหาภายในประเทศ โดยเรื่องเดียวที่จะทำให้แก้ไขปัญหาได้คือ เราต้องสร้างกำลังคนทักษะสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพราะแม้ต่อไปกำแพงภาษีจะเพิ่มขึ้น 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ แต่หากคนไทย 1 คน สามารถทำงานเท่ากับคนปกติได้ถึง 3 คน นั่นหมายความว่า เราสามารถประหยัดงบไปได้ถึง 1 ใน 3

“จากข้อมูลตัวเลขที่เคยมีการวิจัยเอาไว้ จะต้องมีการยกระดับแรงงานอย่างน้อย 12 ล้านคน ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่นักลงทุนมองเห็นว่าแรงงานของเรามีคุณภาพ มีทักษะสูง มีประสิทธิภาพจริงๆ มันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เขาตัดสินใจอยากจะลงทุนกับเราในระยะยาว ฉะนั้นในระยะ 90 วันนี้ หากเราออกตัวเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้เร็ว มันทำให้นักลงทุนเห็นว่าเรามีวิสัยทัศน์ แม้ว่ามันจะมีความเสี่ยงเรื่องกำแพงภาษี แต่เขาก็จะรู้สึกว่ามันยังน่าลงทุน ถ้าเราเอาแต่กังวลเรื่องการเจรจาทางการค้า ซึ่งเป็นการวิ่งตามแก้ไขปัญหาระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงการแก้ไขปัญหาระยะยาว ก็จะทำให้ผู้ประกอบการกังวล เพราะเขาก็ต้องลงทุนอยู่กับเราในระยะยาวเช่นกัน” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กองทัพภาคที่ 2 แจ้ง ไร้ปะทะหนัก แต่ เขมรยัง ส่งกำลังบำรุง–ปล่อยโดรนถี่ยิบตามแนวชายแดน

องทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา วานนี้ (29 ธ.ค. 68 ) พบว่า ภาพรวมยังไม่มีการปะทะด้วยอาวุธหนัก อย่างไรก็ตาม ยังคงตรวจพบความเคลื่อนไหวทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการส่งกำลังบำรุงและการใช้อา

ครบ 72 ชั่วโมงเที่ยงนี้! ‘นันทิวัฒน์’  จับตารอบ 3 หากเขมรกล้าเปิด ไทยต้องจัดหนักจัดเต็ม

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์

'จีน-ไทย-เขมร' เปิดฉากไตรภาคี นานาชาติร่วมยินดีหยุดยิง

'จีน-ไทย- กัมพูชา' หารือไตรภาคี หลังหยุดยิง นานาชาติร่วมยินดีไทย กต. ยืนยันยังคงรวบรวมหลักฐานทุ่นระเบิด เสนอตามกรอบออตตาวา ในฐานะรัฐภาคีที่รับผิดชอบต่ออนุสัญญา

เฝ้าระวัง72ชม. จับตา‘กัมพูชา’ เบี้่ยวเจอสวน!

ผอ.ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ แจงเฝ้าระวังหยุดยิง 72 ชั่วโมง ชี้ตัวเลขที่เหมาะสม-ระดับมาตรฐานสากลใช้กันทั่วโลก ชี้บทเรียนฉีกข้อตกลงไทยพร้อมตอบโต้ป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติข้อ

หยุดยิงเขมรกระอัก ลงนาม16ข้อยึดตรงไหน‘ทหารไทย’ปักหลักตรงนั้น!

ไทย-เขมรเห็นพ้องหยุดยิงทันทีเที่ยงวัน 27 ธ.ค. ยึดปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ เปิดแถลงการณ์ร่วมยาวเหยียด 16 ข้อ เขมรกระอักเลือด พื้นที่ไทยยึดได้ยึดเลย การวางกำลังทหารในปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม