ผงะ! ตึกรัฐทิ้งร้างทั่วประเทศ สูญงบนับแสนล้านบาท

ACT เรียกร้องรัฐบาลจัด ‘เจ้าภาพ’ สำรวจอาคารรัฐทิ้งร้างทั่วประเทศ พบความสูญเสียสูงหลักแสนล้านบาท พร้อมชง 4 แนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

18 ก.ค. 2568 – นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวถึงกรณีงบประมาณที่สูญเสียจากปัญหาอาคารรัฐทิ้งร้างสร้างไม่เสร็จทั่วประเทศว่า ปัจจุบันไม่พบแหล่งข้อมูลที่ระบุได้ว่า ทั่วประเทศมีอาคารทิ้งร้างสร้างไม่เสร็จตั้งอยู่ที่ไหน คิดเป็นจำนวนและมูลค่าเท่าไหร่ ใครเป็นเจ้าของ ข้อมูลที่พบมีเพียงตัวเลขบางส่วนจากการสำรวจโดยสำนักผู้ตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งผู้บริหารป.ป.ช.เคยระบุว่า จังหวัดเล็กๆ อย่าง “ตรัง” มีอาคารทิ้งร้างคิดเป็นมูลค่า 2.8 พันล้านบาท (5 ก.พ. 2568) โดยตัวอาคารมูลค่าสูงสุด 400 กว่าล้านบาท หากใช้ตัวเลขเพียงครึ่งเดียวของจังหวัดตรังคือ 1.4 พันล้านบาทคูณด้วย 76 จังหวัด ตัวเลขที่ได้จะประมาณ 1 แสนล้านบาท นี่คือที่มาของสมมติฐานตัวเลขความสูญเสียงบประมาณจากปัญหาอาคารราชการทิ้งร้างทั่วประเทศ

นายมานะ กล่าวว่า อาจมีคนเห็นแย้งว่า ทั่วประเทศต้องมีอาคารใหญ่ระดับพันล้านจำนวนมากที่สร้างไม่เสร็จ วงเงินรวมจึงจะแตะระดับแสนล้านบาทได้ แต่ต้องไม่ลืมว่ามีความเสียหายที่กระจายซ่อนอยู่ในทุกจังหวัดและหลุดสำรวจ โดยเฉพาะโครงการทิ้งร้างทั้งใหญ่และเล็กจำนวนมากที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างเอง และโครงการที่หน่วยงานจากส่วนกลาง รวมทั้งหน่วยทหารสร้างแล้วยกให้ อปท. หรือโรงเรียนต่างๆ รับไปดูแล เช่น ศูนย์เด็กเล็ก สนามกีฬา ศูนย์ท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ โรงผลิตน้ำดื่ม ฯลฯ

อีกคำถามชวนคิด คือ กรณีอาคาร กสทช. มูลค่า 2.64 พันล้านบาท แม้ปล่อยทิ้งมาหลายปีแล้ว แต่อีก 2 – 5 ปีข้างหน้า เมื่อเคลียร์ปัญหาฟ้องร้องกับผู้รับเหมาเดิม จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมแล้วเริ่มต้นประมูลหาผู้รับเหมารายใหม่ทำงานต่อให้เสร็จ อย่างนี้ควรนับรวมในตัวเลขแสนล้านนี้ด้วยหรือไม่

ไม่เพียงเท่านั้น ข้อมูลที่ได้รับฟังจากผู้นำชุมชนในพื้นที่และผู้บริหาร ป.ป.ช. ทำให้ทราบว่าปัญหาเช่นนี้พบมากใน 3 จังหวัดภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ดังที่ทราบว่า ที่สงขลาก็มีพิพิธภัณฑ์หอยสังข์มูลค่า 1.4 พันล้านบาท เพราะมีงบความมั่นคง งบอัดฉีดจากหน่วยต่างๆ จำนวนมาก การจัดซื้อจัดจ้างมักใช้วิธีพิเศษ ยังไม่รวมถึง กทม. ที่พบปัญหาเช่นกัน

“ปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วประเทศ รวมทั้งอาคารสำนักงาน สตง. ที่ก่อสร้างค้างคาอยู่นับ 10 จังหวัด” นายมานะ ระบุ

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขยายความต่อไปว่า การที่ไม่มีใครรู้ตัวเลขความเสียหายที่แท้จริง เกิดจากปัจจัยสำคัญคือ “หน่วยงานที่ไปลงทุนก่อสร้าง” ไม่รับรู้ว่าอาคารถูกทิ้งร้างหรือใช้งานต่อเพราะได้โอนไปให้หน่วยงานอื่นแล้ว ขณะที่ “หน่วยงานรับมอบอาคารสิ่งปลูกสร้าง” ก็ไม่เอาเป็นภาระหรือไม่รู้จะจัดการอย่างไร ที่แย่กว่านั้น คือ ไม่เคยมีกฎระเบียบหรือมาตรการให้หน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยกำกับดูแลต้องเก็บรวบรวมข้อมูล

ดังนั้น ทางออกของวันนี้จึงต้องมีหน่วยที่มีศักยภาพและเป็นกลาง รับเป็นเจ้าภาพลงสำรวจพื้นที่ บันทึกจำนวน ที่ตั้ง สภาพปัจจุบันและมูลค่าที่แท้จริง เก็บข้อมูลอาคารสร้างไม่เสร็จนานเกิน 3 – 5 ปี ส่วนอาคารทิ้งร้างต้องระบุชื่อองค์กรเจ้าของเงินลงทุนและองค์กรเจ้าของปัจจุบัน แล้วนำเรื่องสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ร่วมกัน ด้วยความรับผิดชอบ และเปิดเผยต่อประชาชน

ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากกลไกรัฐผู้มีอำนาจหลายฝ่าย เช่น สำนักงบประมาณ กมธ. พิจารณางบประมาณฯ รัฐสภา รัฐบาล ฯลฯ หาแนวทางการป้องกันปัญหาระยะยาว “เลิก – รื้อ – รัดกุม” ประกอบด้วย 1.เลิกค่านิยมแบบส่วนกลางลงทุนก่อสร้างแล้วยกให้หน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบโดยที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจว่าต้องการหรือไม่ พูดให้ชัดก็คือ ถ้าอยากเห็นท้องถิ่นพัฒนา รัฐบาลต้องกระจายงบกระจายอำนาจให้คนในพื้นที่ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ

2.รื้อแบบแผนการอนุมัติโครงการก่อสร้าง การจัดทำและอนุมัติงบประมาณ การกำหนด ราคากลางเพื่อการจัดซื้อฯ ที่เหมาะสม มีแนวทางจัดหาผู้รับเหมาฯ ที่มีศักยภาพจริง เป็นต้น ทั้งกรณีที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เงินนอกงบประมาณหรือรายได้ของหน่วยงานเอง 3.รัดกุมในการลงทุนให้มีรูปแบบเหมาะสม เพียงพอ ไม่แข่งกันฟุ่มเฟือย สร้างภาระหนักในบำรุงรักษา ซึ่งกำลังเป็นค่านิยมใหม่ ในการก่อสร้างอาคารที่ทำการของหน่วยงานรัฐช่วง 10 กว่าปีมานี้ เช่นเดียวกับตึก สตง. ที่ถล่มลงและอีกหลายแห่งที่ใช้งานอยู่หรือกำลังออกแบบก่อสร้าง

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เสนอว่า (1) หาผู้รับเหมารายใหม่มาทำต่อให้จบ แม้ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-100 ตามสภาพโครงการที่ถูกทิ้งร้าง และมูลค่าก่อสร้างที่ทำได้จริงในปัจจุบัน (2) เปิดให้หน่วยงานอื่นมาใช้ประโยชน์ หรือเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งานอาคารตามความต้องการของชุมชน (3) เปิดให้เอกชนเช่าใช้สถานที่ระยะยาว และ (4) ห้ามมิให้หน่วยงานที่มีสิ่งปลูกถูกขึ้นบัญชีตามข้อ 1 นี้ ทำโครงการก่อสร้างใหม่อีกจนกว่าจะสะสางของเก่าเสร็จสิ้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บี้ กกต. สอบ 'สุริยะ' ใช้เครื่องบินหาเสียง ส่อในทางมิชอบหรือไม่

'เรืองไกร' ร้อง กกต. สอบ 'สุริยะ' ใช้เครื่องบินหาเสียงในทางมิชอบหรือไม่ ส่อฝ่าฝืนกม.เลือกตั้ง มาตรา 73 พร้อมชง ป.ป.ช. เช็กอีกทาง

ดีเอสไอ ส่งสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ให้ ป.ป.ช. สอบต่อ

“ดีเอสไอ” ส่งสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล Worldcoin โยงธุรกิจสีเทากัมพูชา ให้ ป.ป.ช. สอบต่อ หลังพบนักการเมืองและ จนท.รัฐ มีเอี่ยว

นักวิชาการมธ. ระบุไม่มีกลไกเอาผิดกกต.แบบเห็นผล เพราะรธน.60 ไม่ดี ป.ป.ช.มาจากสว.เหมือนกัน

ศ. ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผ

'ช่อ' นำคาราวานส้มหาเสียงอ่างทอง ไม่เชื่อบ้านใหญ่ผูกขาดปชช.

'ช่อ พรรณิการ์' นำคาราวานมนต์รักลูกทุ่ง หาเสียงอ่างทอง ขอคะแนนโค้งสุดท้าย ไม่เชื่อบ้านใหญ่จะผูกขาดประชาชน ลุยขอคะแนนกวาด 250 เสียง