จากนักรบในป่าที่เคยยกปืนเพื่ออุดมการณ์ สู่เสียงวิจารณ์ในเมืองที่พร่ำประชาธิปไตยไม่รู้จบ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ผ่านทุกยุคแต่ไม่เคยยืนกลางอำนาจจริง วันนี้ออกหน้าวิพากษ์ศาลรัฐธรรมนูญ คุมทัพเพื่อไทยแถลงเร่งให้แก้กติกาผ่านประชามติ ทว่าถ้อยคำที่เอ่ยอ้างยังสะท้อนภาพซ้ำของนักการเมืองที่เชี่ยวชาญวาทะ แต่ทั้งชีวิตไม่เคยทำให้วาทะนั้นงอกเงยเป็นพลังเปลี่ยนแปลงได้จริง
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีไม่กี่คนที่เส้นทางชีวิตถูกแบ่งออกเป็นสองฉากใหญ่ ฉากหนึ่งคือ ป่า ที่เต็มไปด้วยธงสังคมนิยมและเสียงปืน อีกฉากหนึ่งคือ สภา ที่เต็มไปด้วยเสียงอภิปรายและเกมต่อรอง จาตุรนต์ ฉายแสง คือหนึ่งในนั้น
จากนักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ได้รับเลือกเป็น นายกสโมสรนักศึกษา สู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ผลักให้ต้องเข้าป่าในนาม “สหายสุภาพ” เช่นเดียวกับ คนเดือนตุลา จำนวนมาก ทุนทางสัญลักษณ์นี้ติดตัวเขามาตลอด และแม้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและเลือกกลับเมือง มันก็ยังถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมือง
หลังจากนั้น จาตุรนต์เดินทางไปศึกษาต่อด้าน เศรษฐศาสตร์ ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนจะกลับมาเปิดฉากการเมืองเต็มตัวในปี 2529 บนเวทีรัฐสภาไทย
เวทีการเมืองครั้งแรกไม่ได้เริ่มจากความหวังใหม่อย่างที่หลายคนเข้าใจ หากย้อนไปปี 2529 จาตุรนต์เข้าสู่การเมืองผ่าน พรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร สส. เขตฉะเชิงเทรา และสอบผ่านตั้งแต่ครั้งแรก ได้รับเลือกอีกครั้งในปี 2531
ไม่นานก็ย้ายเข้าสู่ พรรคประชาชน ของเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ก่อนจะโยกไป พรรคชาติไทย และในที่สุดปักหลักอยู่กับ พรรคความหวังใหม่ ของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่นั่นเองที่ชื่อ จาตุรนต์ เริ่มเป็นที่จดจำในวงกว้าง ได้ขยับขึ้นเป็น โฆษก รองเลขาธิการ และเลขาธิการพรรค
แต่ทุกก้าวในช่วงนี้สะท้อนภาพเดิมคือ ผู้เล่นที่อยู่ใต้ร่มเงาผู้นำใหญ่ ไม่ว่าจะประชาธิปัตย์ ประชาชน ชาติไทย หรือความหวังใหม่ ล้วนมี ศูนย์กลางอำนาจ ที่ไม่ใช่จาตุรนต์
ก้าวสำคัญมาถึงเมื่อเลือกตั้งปี 2544 ชื่อ จาตุรนต์ ปรากฏใน บัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทย พรรคที่ครองเวทีการเมืองในยุคนั้น เขาได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีหลายกระทรวง และมีเวทีปรากฏตัวอย่างกว้างขวาง
แต่เก้าอี้รัฐมนตรีที่ได้มา ไม่เคยทำให้กลายเป็นผู้กุมอำนาจจริง หากเป็นเพียงผู้เล่นในกลไกขนาดใหญ่ที่ศูนย์กลางครอบครองอยู่แล้ว ทุกคำพูด แม้เฉียบคม แต่ก็มักถูกมองว่าเป็น เสียงสะท้อน มากกว่าการชี้นำ
ภาพจำนี้ลากยาวมาถึงปัจจุบัน ยิ่งตอกย้ำในบทบาทล่าสุดที่เขาเป็นหนึ่งใน หัวขบวนพรรคเพื่อไทย ออกมาเคลื่อนไหวต่อกรณี ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเรื่อง ประชามติรัฐธรรมนูญ ท่าทีดังกล่าวสะท้อนเจตนาที่คงเดิม อ้างหลัก ประชาธิปไตย อำนาจของประชาชน และ สิทธิที่ควรเท่าเทียม ก่อนหน้านั้นก็เพิ่งโพสต์แสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำวินิจฉัยอย่างจริงจัง สิ่งเหล่านี้จึงไม่ใช่บทใหม่ แต่คือ บทเดิมที่เขาสวมซ้ำ มาตลอดสี่ทศวรรษบนถนนการเมืองไทย
ทว่าการเคลื่อนไหวเช่นนี้ แม้จะได้รับการจับตามอง แต่ก็สะท้อนภาพคุ้นเคย จาตุรนต์ ยังคงอยู่ในบทบาท นักวิจารณ์ที่มีวาทศิลป์ มากกว่าผู้กุมพลังในการเปลี่ยนโครงสร้างจริง
ความย้อนแย้งนี้เห็นได้ตั้งแต่ปี 2549 เมื่อ รัฐประหาร โค่นล้มไทยรักไทย พรรคถูก ยุบ กรรมการบริหารถูก ตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี จาตุรนต์ก็ติดร่างแหไปด้วย แม้พรรคเปลี่ยนชื่อเป็น พลังประชาชน และต่อมาเป็น เพื่อไทย แต่โครงสร้างยังคงเดิม และบทบาทของเขาก็ยังเหมือนเดิม ที่อยู่ในวงจรแต่ไม่เคยครองวง
ยุคที่ถนนกลายเป็น โรงละครใหญ่ เขาขึ้นเวที เสื้อแดง วิจารณ์รัฐประหาร พูดเรื่อง สิทธิและเสรีภาพ ด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียง คำบรรยาย ที่ช่วยเสริมโครงสร้างของคนอื่น มากกว่าการสร้างโครงสร้างใหม่ด้วยมือของตนเอง
ก่อนการเลือกตั้ง 2562 ความพยายามจะแตกตัวออกจากโครงสร้างปรากฏขึ้นในชื่อ “เส้นทางใหม่” ที่เคลื่อนไหวร่วมกับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แต่เส้นทางนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เป็นเพียง แนวคิดที่ดับวูบ ก่อนตั้งไข่
ในเวลาเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเดินยุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พัน” ตั้งพรรคเครือข่าย ไทยรักษาชาติ เพื่อเก็บคะแนนบัญชีรายชื่อ และจาตุรนต์ก็เลือกเข้าสังกัดนั้น ลำดับบัญชีรายชื่ออยู่แถวต้น ๆ ราวกับจะเป็นโอกาสใหม่ แต่พรรคกลับถูก ยุบก่อนวันเลือกตั้ง
เส้นทางใหม่ไม่เกิด ไทยรักษาชาติก็พังครืน เหลือเพียง บทเรียนซ้ำ ๆ ว่าทุกครั้งที่พยายามจะออกจากวงจร สุดท้ายก็หวนกลับมาสู่วงจรเดิม
หลังไทยรักษาชาติถูกยุบ จาตุรนต์กลับเข้าสู่ พรรคเพื่อไทย อีกครั้ง ยืนยันว่าทางเลือกที่แท้จริงไม่เคยเปิดกว้าง นอกจากการอยู่ใน โครงสร้างเดิม
บทบาทที่ปรากฏซ้ำคือการ วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ และประเด็นที่ถูกมองว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่มีคำวินิจฉัยสำคัญ เสียงของเขาจะดังขึ้นทันที เนื้อหาเต็มไปด้วยคำว่า ประชาชน สิทธิ เสรีภาพ และ ความเท่าเทียม
แต่เมื่อย้อนดูผลงานในยามที่มีอำนาจจริง สิ่งที่เหลือกลับ บางเบา เหมือน นักบรรยายประชาธิปไตย ที่อยู่ในห้องเรียน มากกว่านักการเมืองที่สร้าง ความเปลี่ยนแปลงในสนามจริง
เสียงวิพากษ์จากภายนอกจึงดังขึ้น นักวิชาการอย่าง ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ถึงกับเหน็บแรงว่า “จาตุรนต์คือ นักการเมืองที่เล็กเชอร์เรื่องประชาธิปไตยได้ทั้งวัน แต่พฤติกรรมทางการเมืองกลับตรงข้าม” ประโยคเดียวก็เพียงพอจะทำให้ภาพ พระเอกประชาธิปไตย ที่พยายามสวมใส่พร่าเลือนไปทันที
เส้นทางกว่า 40 ปีสะท้อนชัดว่า จาตุรนต์ ฉายแสง ไม่เคยเป็น ผู้มีอำนาจจริง ในมือ ไม่ว่าจะอยู่ประชาธิปัตย์ ประชาชน ชาติไทย ความหวังใหม่ ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย หรือไทยรักษาชาติ สุดท้ายก็วนเวียนอยู่ใน วงจรเดิม ที่ศูนย์กลางไม่ใช่ตนเอง
ความสามารถด้าน วาทศิลป์ ทำให้ถูกยกย่องว่าเป็น “นักการเมืองประชาธิปไตย” พูดได้คล่อง อธิบายได้คม แต่สิ่งที่ขาดคือ พลังในการสร้างโครงสร้างใหม่ ทุกครั้งที่พยายามสร้างทางเลือกใหม่ ก็มักล้มเหลว และกลับสู่ ร่มเงาเดิม
เส้นทางของ จาตุรนต์ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ประชาธิปไตยที่ไม่โตเต็มวัย” ประชาธิปไตยที่ พูดได้แต่ทำไม่ได้ ประชาธิปไตยที่ใช้เป็น ถ้อยคำสร้างภาพ มากกว่าพลังในการ เปลี่ยนสมดุลการเมืองจริง
จาก สหายสุภาพในป่า สู่ รัฐมนตรีในคณะรัฐบาล จาก นักปราศรัยบนเวทีเสื้อแดง สู่ แกนนำเพื่อไทย ที่ออกมาแถลงการแก้รัฐธรรมนูญหลังศาลวินิจฉัย ทุกย่างก้าวตอกย้ำว่า จาตุรนต์คือ นักวิจารณ์ในเมือง มากกว่านักสร้างประชาธิปไตย
และนี่คือชะตากรรมที่สะท้อน วัฏจักรการเมืองไทย วนเวียนกับ ตระกูลทุน พรรคเครือข่าย และ เสียงวิจารณ์ที่ดังแต่ไม่เคยทำให้ประชาธิปไตยเติบโตได้จริง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ยศชนัน' อ้อนคนอำนาจเจริญเลือกเพื่อไทย 2 ใบ ชาวบ้านแห่เรียก นายกฯเชน
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางมาลงพื้นที่ปราศรัยช่วย น.ส.พิมพ์วิภา บัวบุตร ผู้สมัคร สส.อำนาจเจริญ เขต1 เบอร์ 3 และน.ส.วรัดดา ประเสริฐศรี ผู้สมัคร สส.อำนาจเจริญ เขต 2 เบอร์ 3 โดยมีประชาชนมารับฟังการปราศรัยจนเต็มพื้นที่ โดยประชาชนได้มอบพวงมาลัยดอกดาวเรือง ข้าวตอกแตก อโวคาโด และสายสะพายตำแหน่งนายกฯ คนที่ 33
'ยศชนัน' ปราศรัยมุกดาหาร ดันเมืองการค้า-ท่องเที่ยวชายโขง เชื่อมโยงสู่สากล
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย และคณะ เดินทางมายัง จ.มุกดาหาร เพื่อปราศรัยช่วยนายนนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ ผู้สมัคร สส.มุกดาหาร เขต 1 และ น.ส.ปิยธิดา บุตรกาล ผู้สมัคร สส.มุกดาหาร เขต 2 หาเสียง
เพื่อไทย เปิด 5 ข้อสังเกต ปัญหาเลือกตั้งล่วงหน้า
นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการสังเกตการณ์ออกเสียงลงคะแนนที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งเป็นการลงคะแนนล่วงหน้า
‘น้องโย๋ วรัดดา’ เบอร์ 3 ชูการเมืองปากท้อง ฟังเสียงชาวบ้านอำนาจเจริญ
“วรัดดา ประเสริฐศรี” ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย หมายเลข 3 เขต 2 อำนาจเจริญ เดินหน้าการเมืองจากพื้นที่จริง เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากจากเสียงเกษตรกร แรงงาน และผู้ค้ารายย่อย หวังให้การเมืองตอบโจทย์ชีวิตประชาชน
โค้งสุดท้ายหาเสียง 'เพื่อไทย' ปราศรัยเดือด ซัดกลับภูมิใจไทย ท้า 'อนุทิน' ดีเบต
"ยศชนัน" แอ่วเชียงรายช่วย "ยิ้ม วิสาระดี-วิสาร-ต้นน้ำ ธนรัช" หาเสียง "หนิม" ซัด "หนู‘ ยกคลั่งชาติ ทำคนแตกแยก เหน็บ ฟังแต่ ’เนวิน‘ ใช้เหตุชายแดนหวังผลเลือกตั้งเหมือน ’อังเคิล‘ ท้าดีเบตสักครั้งก่อนเลือกตั้ง ขณะที่ ‘ณัฐวุฒิ’ ยั้ว ‘อนุทิน’ ถามสู้คดีสว.หรือไม่
'อนุทิน' ฉะ 'เต้น ณัฐวุฒิ' ตลกหน้าม่านชอบสร้างวาทกรรม ไม่รู้เอาใจใครหวังได้ตำแหน่ง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปราศรัยใหญ่ที่สวนลุมพินี ซึ่งมองกันว่าเป็นการปราศรัยที่ดุเดือด ว่า ก็เป็นการปราศรัยปกติ ในจุดที่เป็นเป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยที่จะปักธงให้ได้

