'ปชน.' แจง กกต. แล้ว! ที่มาแหล่งเงิน 7.4 แสนล้าน 15 นโยบายประชานิยม

คณะทำงานฯ กกต. ไล่บี้ ‘พรรคส้ม’ ให้แจงรายละเอียด-ที่มาแหล่งเงิน 15 นโยบายหาเสียง ใช้งบทะลุ 7.4 แสนล้านบาท ‘เท้ง’ แจ้นแจงรัวๆ ยังไม่แผ่วชนกองทัพ พ่วงจัดทำรธน.ฉบับใหม่ ทำให้ไทยมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เป็นสากล

26 ม.ค. 2569 – ผู้สื่อข่าว “ไทยโพสต์” รายงานว่า สำหรับนโยบายของพรรคประชาชน ที่แจ้งรายละเอียดและส่งเอกสารนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณของพรรคในการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งได้ส่งถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ลงนามโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน มีด้วยกันทั้งสิ้น 15 นโยบายหลัก โดยในแต่ละนโยบายหลักจะมีนโยบายรายละเอียดปลีกย่อยแตกแขนงออกไป

โดยพรรคประชาชนแจ้งกับ กกต. ว่า นโยบายของพรรคทั้งหมด รวมวงงบประมาณที่ต้องใช้ คือ 741,835,000,000 บาท (เจ็ดแสนสี่หมื่นหนึ่งพันแปดร้อยสามสิบห้าล้านบาท) ต่อปี

ซึ่งแต่ละนโยบายหลักทั้ง 15 นโยบาย จะมีรายละเอียดต่างๆ เช่น นโยบายสุขภาพ มีนโยบายปฏิรูประบบให้บริการสุขภาพทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด เช่น พัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วย , ระบบยาในโรงพยาบาล ใช้งบ 35,500,000,000 บาทต่อปี , นโยบายสิ่งแวดล้อมมีรายละเอียดเช่นการจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน ใช้งบ 37,750,000,000บาทต่อปี

นโยบายสวัสดิการ โดยเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ใช้งบ 190,000,000,000 บาทต่อปีในปีสุดท้าย โดยปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อเดือน ในปีแรก และขยายเป็น 1,500 บาทต่อเดือน ภายในปี 2573 -สวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ใช้งบ 3,500,000,000 บาทต่อปี

นโยบายปฏิรูปกองทัพ พรรคประชาชนระบุไว้สองนโยบาย คือ หนึ่ง ทำให้กองทัพมีความทันสมัย มีสมรรถนะสูง โดยการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จัดซื้ออาวุธแบบรวมศูนย์และการชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy)ใช้งบในส่วนนี้ เพิ่มปีละ 4,000,000,000 ต่อปี ส่วนประโยชน์ที่จะได้รับ คือกองทัพได้รับความไว้วางใจจากประชาชนยิ่งขึ้น การทุจริตภายในกองทัพลดลง กำลังพลมีสวัสดิการที่ดีขึ้น สุขภาพจิตที่ดีขึ้น กำลังพลมีสมรรถนะการรบที่สูงขึ้น ส่วนผลกระทบจากนโยบาย พรรคประชาชนระบุว่า “อาจได้รับแรงต้านจากกลุ่มผู้ที่ไม่อยากเปลี่ยนแปลงหรือเสียประโยชน์” ส่วนความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย พรรคประชาชนระบุว่า “ความท้าทายในการบริหารงบประมาณที่สูงขึ้นแต่อาจยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ในระยะสั้น”

ส่วนนโยบายที่สองคือ ทำให้กองทัพมีประสิทธิภาพแก้ปัญหาหนี้สินทหารดูแลสุขภาพจิตทหารปรับจำนวนกำลังพลให้มีเท่าที่จำเป็นปรับโครงสร้างส่วนราชการกลาโหม และลดจำนวนนายพลผ่านโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ที่ใช้งบประมาณ 665,000,000 บาทต่อปี

“การใช้งบประมาณเพื่อจูงใจให้นายพลเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพราะปัจจุบันมีกองทัพขาดแคลนกำลังพลระดับปฏิบัติการ แต่กลับมีชั้นยศระดับสูงเกินความจำเป็น โดยเฉพาะชั้นนายพลที่มีมากกว่า 1,500อัตราโดยประมาณ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาพิเศษถึง 700 อัตรา ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลัก ซึ่งกระทบต่อการจัดสรรค่าตอบแทนและสวัสดิการของทหารชั้นผู้น้อย รวมถึงงบลงทุนด้านยุทโธปกรณ์ จึงจำเป็นต้องจูงใจให้เกษียณก่อนกำหนดมากขึ้นเพื่อการปรับโครงสร้างให้กลับมาเป็นลักษณะพีระมิด (Pyramid Structure) ที่มีฐานระดับปฏิบัติการกว้างและลดหลั่นตามชั้นยศที่สูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดอยู่แล้ว แต่มีนายพลที่เข้าร่วมโครงการน้อยเพราะจำนวนวงเงินที่ให้ยังไม่จูงใจเท่ากับรอบก่อนที่ให้สูงกว่า จึงจำเป็นต้องมีการเติมงบประมาณมากขึ้น เพื่อให้ได้ตามเป้าที่กำหนด”พรรคประชาชน อธิบายรายละเอียดนโยบายดังกล่าวเพิ่มเติมท้ายเอกสาร

นอกจากนี้ พรรคประชาชน ยังมีนโยบายความมั่นคงใหม่ โดยเสนอไว้สองนโยบายคือ ป้องกันและจัดการสาธารณภัยผ่านการบัญชาการอย่างเป็นระบบ ใช้งบ 1,500,000,000 บาทต่อปี และแก้ไขมลพิษทางน้ำข้ามแดนและสร้างความมั่นคงทางแร่ ใช้งบ 3,000,000,000 ต่อปี โดยพรรคประชาชน แจ้งกับ กกต. ว่านโยบายดังกล่าว เป็นการลงทุนที่แก้ไขมลพิษทางน้ำข้ามแดนและสร้างความมั่นคงที่สามารถจัดการภัยคุกคามใหม่ที่ไร้พรมแดนและซับซ้อนได้อย่าง รวดเร็วและแม่นยำขึ้น โดยสามารถป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวได้ก่อนอย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ยังมีนโยบายประชาธิปไตย มีรายละเอียดคือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ใช้งบ 3,000 ล้านบาทต่อครั้ง ส่วนประโยชน์ของนโยบายคือ “ทำให้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เป็นสากล สิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนได้รับการคุ้มครอง และเพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมากขึ้น รวมไปถึงการสร้างระบบยุติธรรมที่เป็นธรรมและลดการลอยนวลพ้นผิด”

ส่วนผลกระทบในการดำเนินนโยบาย พรรคประชาชนระบุว่า “ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างร้ายแรงต่อกลุ่มบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” สำหรับความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย พรรคประชาชนระบุว่า “หากที่มาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยอาจทำให้เนื้อหาของรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยตามไปด้วย”

นโยบายสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม เช่น การปรับโครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรม โดยการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน ใช้งบ 51,000,000,000 บาทต่อปี ส่วนผลกระทบในการดำเนินนโยบาย คือ “กระทบต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่จำเป็นต้องปรับตัวแข่งขันในกติกาที่เป็นธรรม”

นโยบายปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไทยให้ทันสมัย ประกอบด้วยเช่น โครงการเมกะโปรเจคยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย ใช้งบ 130,000,000,000 บาทต่อปี

นโยบายพลิกโฉม SME และยกระดับทักษะคนไทย โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่ง และหวยใบเสร็จใช้งบประมาณ 12,000,000,000 บาทต่อปี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาฯ ที่เป็นคณะกรรมการพิเศษที่ตั้งโดยประธาน กกต. เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายซึ่งต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการที่พรรคการเมืองต่างๆ นำมาโฆษณาหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งมีนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นประธานคณะกรรมการฯ ปรากฏว่า คณะกรรมการฯ ได้ทำหนังสือถึงนายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน เพื่อให้ส่งเอกสารชี้แจงรายละเอียดบางนโยบายเพิ่มเติม เนื่องจากยังมีประเด็นข้อสงสัย

โดยนโยบายที่มีการขอให้พรรคประชาชน ส่งเอกสารข้อมูลเพิ่มเติม อาทิ นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ , นโยบายจัดการที่อยู่อาศัยทั้งระบบ , นโยบายแก้ปัญหาหนี้เกษตรกร , นโยบายโครงการเมกะโปรเจกต์ยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย, นโยบายยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่ง และหวยใบเสร็จ , นโยบายสินเชื่อสร้างตัว SME กองทุนเพิ่มผลิตภาพ SME

ซึ่งพบว่าคณะกรรมการฯ ได้ขอให้พรรคประชาชน ส่งรายละเอียดเพิ่มเติม ในประเด็นต่างๆ แตกต่างกันออกไปในแต่ละนโยบาย เช่น ให้ชี้แจงรายละเอียดเช่นแหล่งที่มาของเงิน

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ของสำนักงาน กกต. ยังได้ให้หัวหน้าพรรคประชาชน ชี้แจงกรณีที่พรรคประชาชนเสนอวงเงินที่ใช้ในการนำเสนอนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินทั้งหมดจำนวน 741,535,000,000 บาท (เจ็ดแสนสี่หมื่นหนึ่งพันแปดร้อยสามสิบห้าล้านบาท) ต่อปี นั้น ขอให้พรรคประชาชนส่งข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติมว่า วงเงินที่ใช้ในการนำเสนอนโยบายดังกล่าวมีสัดส่วนของที่มาของเงินดังกล่าวจากแหล่งที่มาประเภทใด อย่างไรบ้าง

และต่อมา นายณัฐพงษ์ ได้ทำหนังสือชี้แจงส่งถึงสำนักงาน กกต. เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีสาระสำคัญโดยสรุปว่า การบริหารเงินที่ใช้จ่ายในนโยบายต่างๆ แยกเป็นดังนี้

นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ , โครงการเมกะโปรเจกต์ยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย , ยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่ง และหวยใบเสร็จ นั้น เป็นการบริหารเงินในการดำเนินนโยบายผ่านการตราพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ซึ่งเป็นขั้นตอนในการบริหารงบประมาณปกติ

ส่วนการบริหารเงินที่ใช้จ่ายในนโยบายจัดการที่อยู่อาศัยทั้งระบบ-การแก้ปัญหาหนี้เกษตรนั้น จะใช้การบริหารเงินในการดำเนินนโยบายผ่านการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ประกอบกับการดำเนินการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

สำหรับการบริหารเงินที่ใช้จ่ายในนโยบายโครงการเมกะโปรเจกต์ยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย จะใช้การบริหารเงินในการดำเนินนโยบายผ่านการตรา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ประกอบกับการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน

ส่วนการบริหารเงินที่ใช้จ่ายในนโยบายโครงการเมกะโปรเจกต์ยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย จะใช้การบริหารเงินในการดำเนินนโยบายผ่านการตรา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ประกอบกับการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน

“สำหรับวงเงินที่ใช้ในการดำเนินโยบายของพรรคประชาชนที่ต้องใช้จ่ายเงินทั้งหมด 741,835 ล้านบาทต่อปีนั้น มีที่มาจากการคำนวณโดยใช้วงเงินของปีที่ใช้งบประมาณสูงสุดของแต่ละนโยบายมาคำนวณโดยที่มาของเงินดังกล่าว สามารถจำแนกได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

1.งบประมาณแผ่นดิน วงเงิน 530,960 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 71.57 ของวงเงินที่ใช้ในการดำเนินนโยบายของพรรคประชาชนที่ต้องใช้จ่ายเงินทั้งหมด

2.การดำเนินการตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 วงเงิน 73,875 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 9.96 ของวงเงินที่ใช้ในการดำเนินนโยบายของพรรคประชาชนที่ต้องใช้จ่ายเงินทั้งหมด

3.การใช้เงินกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย วงเงิน 86,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 11.59 ของวงเงินที่ใช้ในการดำเนินนโยบายของพรรคประชาชนที่ต้องใช้จ่ายเงิน

4.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน วงเงิน 51,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ6.87 ของวงเงินที่ใช้ในการดำเนินนโยบายของพรรคประชาชนที่ต้องใช้จ่ายเงินทั้งหมด” หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุตอนหนึ่งในการชี้แจงต่อคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองฯ สำนักงาน กกต.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'4 กกต.' ขยันบินนอก! งานเลือกตั้งในไทยรออยู่เพียบ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ทราบว่า กกต. 4 ใน 7 กำลังปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลการใช้สิทธิเลือกตั้งของคนไทยในต่างประเทศอย่างแข็งขัน

ส้มตัวพ่อ 'ธนาธร' ลั่น! เริ่มยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง ขอชนะขาดตั้งรัฐบาลพรรคประชาชนได้แน่

’ธนาธร’ ลั่นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงเริ่มแล้ว หลังถูกเฉี่ยนตีด้วยความอยุติธรรม มั่นใจตั้งรัฐบาลพรรคประชาชนได้ ขอเพียงชนะขาดลอย ใครก็หยุดไม่ได้

'ไอซ์' ปราศรัยเดือด! อัดยับ 'มัน-พวกเขาชนชั้นนำ' ทุบทำลายพวกเรา ทำให้ประชาชนแตกแยกทะเลาะกันเอง

ไอซ์-รัชนก จัดเต็มปราศรัยเดือดน้ำเสียงสั่นเครือ อัดยับมัน-พวกเขา ชนชั้นนำ ทุบทำลายพวกเรา ตั้งแต่อนาคตใหม่-ก้าวไกล ทำให้ประชาชนแตกแยกทะเลาะกันเอง ปลุกได้เวลาสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง

สามย่านแตก! 'พิธา' ปราศรัยปลุกเร้าด้อมส้ม ต้องไม่ยอมให้โดนขวางตั้งรัฐบาลอีกต่อไป

‘พิธา’ ปราศรัยปลุกเร้า ต้องไม่ยอมให้โดนขวางตั้งรัฐบาลอีกต่อไป ขอให้ เลือกพรรคส้มให้ขาด จนพรรคอันดับสองไม่กล้าแข่งตั้งรัฐบาล ส่งเท้งเข้าทำเนียบฯ เป็นนายกฯสองสมัย