การเมืองแบบตั้งใจดิสเครดิต 'ไอซ์ รักชนก' และสูตรหาเสียงของพรรคส้ม

กรณีการโพสต์พาดพิงการใช้เงินผู้ประกันตนของ พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” ผ่านบทบาทของ “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” และการโยงชื่อไปถึง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” ไม่ควรถูกอธิบายด้วยคำว่าเผลอหรือพลาด

เพราะเมื่อเรียงลำดับเหตุการณ์ให้ครบ จะเห็นชัดว่าทุกจังหวะถูกเลือกมาแล้ว ทั้งตัวคนที่ปล่อยประเด็น ช่วงเวลาใกล้เลือกตั้ง และวิธีการสื่อสารที่จัดวางข้อกล่าวหาให้คนอ่านสรุปเองได้ทันที ไม่มีตรงไหนที่อธิบายได้ว่าเผลอหรือบังเอิญ

พรรคส้มไม่ใช่พรรคหน้าใหม่ และไม่ใช่กลุ่มคนที่ไม่เข้าใจว่าอารมณ์สาธารณะทำงานอย่างไรในฤดูเลือกตั้ง พรรคนี้รู้ดีว่าประเด็นแบบไหนติดเร็ว ประเด็นแบบไหนทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียภาพ โดยไม่ต้องรอข้อเท็จจริงครบถ้วน

การเมืองช่วงนี้ไม่ได้ตัดสินกันที่ความยาวของเอกสาร แต่ตัดสินกันที่ใครปล่อยประเด็นได้แรงและไวกว่า

พรรคส้มพูดเรื่องการเมืองใหม่มานาน แต่ในทางปฏิบัติกลับลงทุนกับวิธีการโจมตีที่ให้ผลทันที วิธีนี้ไม่ต้องอาศัยข้อมูลยาวหรือกระบวนการตรวจสอบซับซ้อน แค่ผูกชื่อบุคคลเข้ากับภาพความไม่ชอบธรรมให้แรงพอ กระแสก็ทำงานเอง

การเมืองแบบนี้ต้องใช้ตัวละครที่พูดแรง พูดไว และรับแรงปะทะแทนพรรคได้ และคนที่ถูกวางบทบาทนี้อย่างชัดคือรักชนก

เธอไม่ได้ถูกดันขึ้นมาเพราะตำแหน่ง แต่เพราะสไตล์การสื่อสารที่ปล่อยแล้วไฟติดในเวลาไม่นาน พูดตรง กระแทก และไม่เปิดพื้นที่ให้ความลังเล วิธีนี้พรรคส้มเลือกใช้ซ้ำ เพราะรู้ว่ามันได้ผล

เมื่อคนหนึ่งถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ ทุกโพสต์ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าความเห็นส่วนตัว และทุกประโยคถูกอ่านในฐานะท่าทีทางการเมือง

โพสต์ที่ก่อปัญหาเริ่มจากการพาดพิงพิพัฒน์แบบตรงตัว ไม่อ้อม ไม่เว้นระยะ และไม่เปิดช่องให้ตรวจสอบร่วมกัน ข้อความเดียวผูกหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ทั้งเงินผู้ประกันตน การเดินทางด้วยเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส ราคาสูง และภาพการใช้อำนาจที่ถูกทำให้ดูไม่เหมาะสม

โครงแบบนี้ไม่ได้ตั้งมาเพื่อหาความจริง แต่ตั้งมาเพื่อให้คนอ่านตัดสินตั้งแต่วินาทีแรก และผลก็ออกมาตามนั้น

ชื่อของพิพัฒน์ถูกลากเข้าไปอยู่ในวงจรถล่ม ด่า และประณามอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอคำชี้แจง ไม่ต้องรอเอกสาร และไม่ต้องรอฟังอีกฝ่าย เพราะอารมณ์ถูกปลุกขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว

ตรงนี้ต้องมองให้ลึกกว่าตัวบุคคล เพราะ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ไม่ได้เป็นเพียงรัฐมนตรีหรือเป้าทางการเมืองรายหนึ่ง แต่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแม่ทัพเลือกตั้งสำคัญของ พรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่แข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้นและมีนัยต่อผลเลือกตั้งโดยตรง

การโจมตีชื่อของพิพัฒน์ในจังหวะนี้ จึงไม่ได้กระทบแค่ภาพลักษณ์ส่วนตัว แต่ส่งผลต่อโครงข่ายการหาเสียง ความน่าเชื่อถือของทีมงาน และศักยภาพของพรรคคู่แข่งในพื้นที่สำคัญ นี่คือเหตุผลว่าทำไมประเด็นนี้จึงถูกปล่อยแรง ปล่อยไว และไม่รอให้ข้อเท็จจริงครบถ้วนก่อน

จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ ความเสียหายทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนจะมีการแก้ไขใด ๆ ภาพแรกทำงานครบวงจรไปแล้ว ตั้งแต่สร้างความเชื่อ ไปจนถึงการตัดสินทางศีลธรรม

หลังจากนั้นจึงมีการลบโพสต์เดิมและโพสต์ใหม่ พร้อมแก้รายละเอียดว่าไม่ใช่การนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส แต่เป็นบิสซิเนสคลาส อย่างไรก็ตาม การลบหรือแก้โพสต์ไม่ได้ทำให้ความเสียหายหายไป เพราะเวอร์ชันแรกถูกแชร์ ถูกเชื่อ และถูกใช้โจมตีไปแล้ว การเมืองไม่มีปุ่มย้อนเวลา ภาพที่ฝังในหัวคนไปแล้ว ไม่หายตามปุ่มลบ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการปล่อยข้อมูลที่ยังไม่ครบในช่วงหาเสียงถึงเป็นวิธีการที่เลว เพราะมันอาศัยความเร็วของอารมณ์เหนือความจริง และคนที่ใช้วิธีนี้รู้ดีว่าความจริงมักตามมาทีหลัง

เกมยิ่งได้แรงส่งเพิ่ม เมื่อโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ต่อโดย “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ผ่านเพจที่มีผู้ติดตามระดับล้าน การแชร์ลักษณะนี้ไม่ใช่การส่งต่อธรรมดา แต่เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้ข้อกล่าวหาอย่างก้าวกระโดดโดยไม่มีการตรวจสอบก่อน

การขยายแบบนี้ทำให้ข้อมูลที่ยังไม่ครบแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และในสนามเลือกตั้ง นี่คือการเพิ่มพลังโจมตีโดยไม่ต้องเสียต้นทุนเพิ่ม ผลลัพธ์จึงชัด ฝ่ายตรงข้ามเสียหาย ฝ่ายปล่อยประเด็นได้เปรียบ และกองเชียร์ได้ระบายอารมณ์ ทุกอย่างเกิดขึ้นก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

พรรคส้มรู้ดีว่าความโกรธ ความรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง และแรงอยากลงโทษทางการเมือง เป็นพลังที่ทำงานเร็วกว่านโยบายยาวเป็นหน้า ๆ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมวิธีการแบบนี้ถึงถูกเลือกใช้

พูดให้ตรง นี่คือการหาเสียงด้วยการดิสเครดิต ไม่ใช่เพราะใช้คำแรง แต่เพราะยอมแลกความจริงกับผลทางการเมือง

คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ที่พรรคส้ม แต่ต้องถามไปถึงคนเชียร์ด้วย ด้อมส้มที่ออกมาปกป้องทุกอย่างแบบอัตโนมัติ กำลังเชียร์การตรวจสอบจริง ๆ หรือกำลังเชียร์การทำลายฝ่ายตรงข้ามโดยไม่สนว่าข้อมูลครบหรือไม่

การเป็นฮีโร่ในโลกโซเชียลง่ายมาก แค่แชร์ แค่ด่า และแค่ย้ำในสิ่งที่อยากเชื่อ แต่การเมืองของประเทศไม่ได้ง่ายแบบนั้น ถ้าทุกฝ่ายยอมให้ข้อมูลที่ยังไม่ครบเป็นอาวุธ ตราบใดที่ฝ่ายตัวเองได้ประโยชน์ การเมืองไทยจะไม่ขยับไปไหน

ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า คือการเมืองเก่าที่เปลี่ยนรูปแบบ ใช้โซเชียลแทนเวที ใช้คนดังแทนแรงส่ง และใช้อารมณ์แทนข้อเท็จจริง โดยมีความเงียบของพรรคส้มเป็นเกราะคุ้มกันความรับผิดชอบ

การนิ่งหลังเหตุการณ์ไม่ได้สะท้อนวุฒิภาวะ แต่สะท้อนว่าผลทางการเมืองถูกมองว่าสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด ถ้าวิธีนี้ให้ผล ก็ไม่มีแรงจูงใจให้หยุด

ว่ากันตามข้อเท็จจริง กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่โพสต์หลุด และไม่ใช่ดราม่าออนไลน์ แต่มันคือภาพสะท้อนว่าพรรคส้มยอมลดมาตรฐานที่ตัวเองเคยประกาศยึดเป็นหลัก เพื่อแลกกับความได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง

ถ้าการเมืองใหม่ต้องแลกกับความจริง ถ้าการตรวจสอบต้องยอมปล่อยความคลาดเคลื่อน และถ้าการหาเสียงยอมใช้การดิสเครดิตเป็นเครื่องมือหลัก

คำตอบมันก็ชัดอยู่แล้วว่านี่ไม่ใช่การพาประเทศไปข้างหน้า แต่คือการย้ำให้การเมืองไทยติดหล่มเดิมต่อไป ชนะได้ด้วยการทำลายฝ่ายตรงข้ามมากกว่าสร้างความไว้วางใจ ชนะได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อข้อมูล และไม่ต้องแคร์ว่าความจริงจะถูกบิดไปแค่ไหน

เมื่อวิธีแบบนี้ถูกยอมรับซ้ำ ๆ มันก็กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม นั่นไม่ใช่อนาคตของการเมืองใหม่ แต่คือการประกาศให้เห็นชัดว่า การเมืองไทยยังยอมให้สูตรสกปรกเป็นทางลัดของชัยชนะ เพียงแค่ถูกห่อด้วยภาษาทันสมัยและภาพลักษณ์ใหม่เท่านั้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'แก้วตา' ซัดพรรคส้มส่ง 'เท้ง' ชิงนายกฯ เล่นละครการเมือง รู้เต็มอกไม่มีทางชนะ แค่หวังปั่นอารมณ์มวลชน

น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า การที่พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” ลงชิงโหวตนายกฯ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีทางชนะ ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่เป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างภาพว่า “ฉันได้สู้แล้ว” และหวังเก็บกระแส

'นางแบก' ตอกพรรคส้มวิปริต ลั่นเพื่อไทย 'ขาน' ชื่ออนุทิน ไม่ใช่ 'คราง'

น.ส.ลักขณา ปันวิชัย หรือ “แขก คำผกา” พิธีกรชื่อดัง ซึ่งสนับสนุนพรรคเพื่อไทย  โพสต์เฟซบุ๊กว่า ทำไมพรรคส้มถูกล้อ เรื่อง ’คราง‘ ชื่ออนุทิน ?

มติพรรคประชาชน ส่ง 'เท้ง' ชิงเก้าอี้นายกฯ

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชนกล่าวถึงผลการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติส่งรายชื่อชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ส่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นการยืนยันว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคฝ่ายค้านอันดับ 1

'พรรคส้ม' อ้างถูกแฮ็กฐานข้อมูลสมาชิก แต่ไม่ไปแจ้งตำรวจ สงสัยกุเรื่องกลบเกลื่อนความผิด

สืบเนื่องจาก พรรคประชาชน ทำข้อมูลสมาชิกพรรคกว่า 8 หมื่นรายหลุดสู่สาธารณะ โดยโพสต์ข้อความแจ้งสมาชิกพรรคประชาชนถึงความพยายามของบุคคลภายนอกในการเข้าถึงฐานข้อมูลของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต

เรื่องใหญ่มาก! ผู้เชี่ยวชาญซอฟต์แวร์ แนะสมาชิกพรรคส้ม ลงบันทึกประจำวัน ทำบัตรปชช.ใหม่ด้วย

นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain โพสต์ข้อความว่า