เรื่องยุ่งๆ 'รุ้ง-กวิ้น-สหรัฐฯ'


เพิ่มเพื่อน    

          ดรามาไปเมื่อวาน...

            แม่บอกว่ากวิ้นอดข้าวจนน้ำหนักลดไป ๒๐ โล

            ตามด้วยโพสต์รัวๆ จากขบวนการสามนิ้ว

            ครอบครัว+เพื่อน ๒ คนเข้าเยี่ยม

            น้องค่อนข้างอิดโรย อดอาหาร ๓๓ วันแล้ว ยังยกมือ      ทักทายได้

            มีข่าวว่าน้องวูบกับเข็มน้ำเกลือหลุด

            แม่เอาทิชชู่เปียกไปเผื่อมีโอกาสจะได้เช็ดทำความสะอาดลูก

            แม่จะลดการสัมผัสลูก

            แม่ทำงานหนักเพราะเป็นช่วงส่งงาน สลับกับมาดูลูก

            ประเด็นหลักในช่วงนี้จึงอยู่ที่ เรื่องดรามาอดข้าว  "กวิ้น-รุ้ง" เป็นหลัก จนบางทีก็ลืมไปว่า หากไปแก้ที่ต้นเหตุของการเข้าไปอยู่ในเรือนจำ มันก็ง่ายนิดเดียว

            ไม่จำเป็นต้องมาเล่าเรื่องชวนน้ำตาไหลกันแบบนี้

            เปล่าบูลลีนะครับ เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะไปทำอะไรแบบนั้น

            เพียงแต่ความจริงมันปรากฏให้เห็นมานานแล้วว่า มีความพยายามล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกคำพูด และทุกพฤติกรรมล้วนถูกบันทึกไว้หมดแล้ว

            การอ้างว่าอยู่ในเรือนจำไม่สามารถหาหลักฐานสู้คดีได้ ฟังอย่างไรก็ไม่ขึ้น และข้อเท็จจริง "กวิ้น-รุ้ง" อยู่ในเรือนจำต่อไป ก็สามารถสู้คดีผ่านทนายความได้

            พยานหลักฐานคดี ม.๑๑๒ ของทั้งคู่ไม่ต้องไปหาที่ไหนแล้ว มันมีอยู่ทั่วไป

            การไม่ยอมรับเงื่อนไขประกันตัวของศาลต่างหาก คือเรื่องที่ แม่เพนกวิน แม่รุ้ง ต้องเข้าใจและคุยกับลูก หากอยากเห็นลูกออกจากเรือนจำ

            ตรรกะง่ายๆ ครับ ไม่ยอมรับเงื่อนไขศาลที่ห้ามไปเคลื่อนไหวแบบเดิมอีก ก็เท่ากับทั้งคู่ยังพร้อมที่จะทำผิด  ม.๑๑๒ อีก หากได้ออกจากเรือนจำ

            เรื่องสัมพันธ์ สัมผัส ระหว่างแม่ลูก

            เรื่องน้ำหนักลด เรื่องเจ็บป่วย

            เรื่องพวกนี้มันปลายเหตุ

            ครับ...เพื่อความชัดเจนเรื่องดรามาจะได้จบไปเป็นเรื่องๆ

            วานนี้กรมราชทัณฑ์เขาอธิบายละเอียดยิบ เพราะเกรงจะกลายเป็นจำเลยสังคมเหมือนกัน

            เริ่มที่ "รุ้ง"

            ทัณฑสถานหญิงกลาง พยาบาลประจําสถานพยาบาล ภายในทัณฑสถานฯ ได้ตรวจสุขภาพ และให้คําปรึกษาแก่  "รุ้ง" เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน เวลา ๑๕.๐๐ น.

            พบว่าผู้ต้องขังรู้สึกตัวดี ถาม-ตอบ รู้เรื่องและเข้าใจ  ตอบตรงคําถาม มีปฏิสัมพันธ์ดี ช่วยเหลือตัวเองได้ ด้านสัญญาณชีพปกติ อุณหภูมิร่างกาย ๓๖.๖ องศาเซลเซียส ปกติ ไม่มีไข้

            ความดันโลหิต ๑๑๒/๗๘ mmHg ชีพจร ๑๐๐ ครั้ง/นาที ปกติ

            อัตราการหายใจ ๒๐ ครั้ง/นาที

            น้ำหนัก ๑๐๔ กิโลกรัม ลดจากเมื่อแรกรับเข้าเรือนจำ น้ำหนัก ๑๑๒ กิโลกรัม

            ไม่มีอาการเหนื่อยหรืออ่อนเพลีย

            ไม่ปวดศีรษะและไม่มีอาการเวียนหัวแต่อย่างใด

            เจ้าตัวยังคงปฏิเสธการรับประทานอาหารต่อเนื่อง ดื่มเพียงนม น้ำหวาน และเกลือแร่ สุขภาพร่างกายทั่วไปถือว่าปกติ

            ประหลาดใจนิดหน่อยตัวเลขของ "รุ้ง" พัวพันกับตัวเลข ๑๑๒ ราวกับพล็อตในนิยาย 

            ส่วน "เพนกวิน"

            เช้าวันที่ ๒๐ เมษายน เวลา ๐๗.๒๐ น. เจ้าหน้าที่พยาบาลประจำสถานพยาบาลเรือนจำ เข้าตรวจสุขภาพ โดยทั่วไป รู้สึกตัวดี พูดคุยรู้เรื่อง

            มีอาการอ่อนเพลีย ริมฝีปากแห้ง ไม่มีอาการเวียนศีรษะ ไม่มีอาการวูบ ลุกนั่ง-ลุกเดินทำกิจวัตรประจำวันได้

            ยังคงปฏิเสธการรับประทานอาหาร ขอดื่มแต่น้ำเกลือแร่

            ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ๕%D/N/2 ๑,๐๐๐ ml.  อัตราหยด ๖๐ ml./hr.

            สัญญาณชีพโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ปกติ อุณหภูมิร่างกาย ๓๖.๒ องศาเซลเซียส

            อัตราเต้นของหัวใจ ๕๖ ครั้งต่อนาที

            อัตราการหายใจ ๒๐ ครั้งต่อนาที

            ความดันโลหิต ๑๑๔/๗๒ mmHg

            ปฏิเสธการเจาะวัดระดับน้ำตาลปลายนิ้ว

            น้ำหนัก ๙๖.๘ กิโลกรัม      

            มีสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ ภาวะช็อกจากน้ำตาลต่ำ จากการอดอาหาร และอุบัติเหตุพลัดตกหกล้มจากอาการอ่อนเพลีย ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังดูแลอย่างใกล้ชิดและช่วยเหลือเพื่อป้องกันเหตุ

            ที่ให้จบดรามา "เพนกวิน" น้ำหนักลดไป ๒๐ กิโลกรัม  ก็เพราะความจริงแล้ว น้ำหนัก แรกรับของ "เพนกวิน" อยู่ที่ ๑๐๓ กิโลกรัม เท่ากับอดอาหาร ๑ เดือน ลดไป ๖.๒  กิโลกรัม

            "รุ้ง" อดอาหารทีหลังแต่น้ำหนักลดเยอะกว่าคือ ๘  กิโลกรัม

            ฉะนั้นประเด็นนี้เลิกกดแชร์ 

            โดยสรุปเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เขาดูแลอย่างใกล้ชิด

            มากกว่าผู้ต้องขัง หรือนักโทษทุกคนในเรือนจำทั่วประเทศในขณะนี้

            อีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ โฆษกสถานทูตสหรัฐอเมริกา Nicole Fox ชี้แจง แชตไลน์หลุดที่ระบุว่า เป็น ลูกเกด-ชลธิชา แจ้งเร็ว คุยกับ Henry Rector เจ้าหน้าที่สถานทูต

            สถานทูตยืนยันว่าเป็นของปลอม

            Henry Rector พ้นหน้าที่ออกจากประเทศไทยไปตั้งแต่ กรกฎาคม ๒๕๖๓ แล้ว

            แชตไลน์หลุดของจริงหรือไม่ อเมริกาแทรกแซงไทยจริงหรือเปล่า หลักฐานมันไม่ชัดหรอกครับ แต่มีปัจจัยให้พออนุมานได้ว่า อะไรเป็นอะไร

            ก็คล้ายๆ กรณี จอร์จ โซรอส ถล่มค่าเงินบาทไทย จนร่วงเป็นต้มยำกุ้งเมื่อปี ๒๕๔๐

            ถ้าฟังสื่อตะวันตก จะได้คำตอบว่า สิ่งที่ จอร์จ โซรอส ทำคือแค่เอาเข็มเล็กๆ เจาะลูกโป่งที่กำลังจะแตกเท่านั้น

            แต่ทั้งหมดไม่ใช่ฝีมือพ่อมดตนนี้

            ขณะที่คนไทยมองว่า จอร์จ โซรอส โจมตีค่าเงินบาทอย่างโหดเหี้ยม คนไทยเดือดร้อนทั้งประเทศ นักธุรกิจฆ่าตัวตาย ชนชั้นกลางหมดตัว กระเทือนไปถึงระดับรากหญ้า เพราะโรงงานเจ๊ง

            ฉะนั้นเมื่อถามว่า อเมริกาเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของไทยหรือไม่ ก็จะได้รับคำตอบ เหมือนที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยชี้แจง

            "เราคุยกับทุกคน"

            แต่สังเกตให้ดีนะครับ ท่าทีการคุยของอเมริกาที่บอกว่าคุยกับทุกคนนั้น มีความแตกต่างกันมาก

            ใครที่คิดว่าอเมริกาช่วยแล้วไทยจะเป็นประเทศประชาธิปไตย เป็นดินแดนยูโทเปีย

            กรุณาหันกลับไปมองความจริง

            อเมริกามีความขัดแย้งภายในมาถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะปัญหาสีผิว เจ้าหน้าที่รัฐมักเลือกปฏิบัติ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน อยู่เป็นนิจ

            และไม่มีทีท่าจะแก้ปัญหาได้

            อีกด้านหนึ่งแทบทุกประเทศที่อเมริกาเข้าแทรกแซง  มักนำไปสู่สงครามกลางเมือง ไม่ว่าจะเป็น อัฟกานิสถาน  อิรัก ซีเรีย ลิเบีย ฯลฯ วันนี้มีประเทศไหนสงบแล้วบ้าง

            ไม่ใช่ไทยประเทศเดียว ที่ตั้งข้อสงสัยเรื่อง อเมริกาแทรกแซงกิจการภายใน

            ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, เมียนมา หรือแม้กระทั่งฟิลิปปินส์ ลูกน้องเก่า ล้วนเห็นพฤติกรรมการแทรกแซงจากอเมริกาทั้งสิ้น

            ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้.

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"