เคลียร์ประเด็นใช้รถส่วนตัวต้องใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่?


เพิ่มเพื่อน    

 

จากกรณีที่กทม. และอีกหลายจังหวัด มีประกาศให้สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้านตลอดเวลาในที่สาธารณะ หากไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาทตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มข้นนั้น

และในโลกโซเชียลมีการแชร์ภาพใบสั่งค่าปรับไม่สวมใส่หน้ากาก โดยอ้างว่า เป็นการโดนปรับจากการไม่สวมใส่หน้ากากในรถยนต์ส่วนตัว แม้ว่า สุดท้ายแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาระบุว่า กรณีภาพใบสั่งดังกล่าวนั้น บว่าเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ให้จับกุม เนื่องจากชายคนดังกล่าวเดินอยู่ในตลาดแต่ไม่สวมหน้ากากอนามัย เจ้าหน้าที่จึงต้องดำเนินการจับกุมและปรับตามกฏหมาย

อย่างไรก็ดีเรื่องการ ถูกปรับในกรณีไม่สวมใส่หน้ากากในรถยนต์ส่วนตัวก็กลายเป็นข้อที่มีการถกเถียงกันอย่างมากว่า สรุปแล้ว ต้องใส่หน้ากากหรือไม่

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 เม.ย.64 ฝ่ายกฎหมายกทม. ระบุว่า การจับและปรับผู้ไม่ใส่หน้ากากอนากมัยนั้น เจตนาในการประกาศคือ การป้องกันการติดต่อของโรคจากบุคคลไปสู่บุคคล ขณะที่อยู่ในรถยนต์เมื่อมีบุคคลอื่นนั่งอยู่ด้วย จึงต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าไม่ยกเว้นแม้เป็นครอบครัวเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการควบคุมโรคและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ส่วนกรณีนั่งคนเดียวจึงอนุโลมได้ว่าไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัย

อย่างไรก็ตาม การอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในอาคารหรือที่ต่างๆ จะต้องสวมหน้ากากอนามัย สำหรับในที่สาธารณะต้องใส่ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรือไม่เพราะบุคคลอื่นอาจมาใช้สถานที่นั้นต่อ

ขณะเดียวกันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( รองผบ.ตร.) เปิดเผย กรณีตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมผู้ที่ฝ่าฝืนไม่สวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่ในรถจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า กรณีดังกล่าว ในส่วนของรายเอียดอยู่ระหว่างการตรวจสอบกับทาง สภ.บางปะหัน ยืนยันว่า การจับกุมดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหลักเกณท์การปฏิบัติและบังคับใช้กฏหมายตามที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดออกประกาศ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ทุกอย่างต้องดูที่เจตนาด้วย หากพบว่าไม่มีเจตนากระทำผิดหรือฝ่าฝืนประกาศ ตำรวจก็พยายามแนะนำตักเตือน ทุกอย่างดูที่เจตนาตำรวจไม่ได้มุ่งเอาเป็นเอาตาย หรือจับกุมดำเนินคดีอย่างเดียว

ซึ่งทาง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอด ผบ.ตร. ได้กำชับการปฏิบัติ โดยเฉพาะห้ามไม่ให้มีการฉวยโอกาสหรือเรียกรับผลประโยชน์ แต่หากพบหรือมีหลักฐานก็มีบทมลงโทษทั้งวินัยและอาญาอยู่แล้ว  อย่างไรก็ดี ผบ.ตร. ได้สั่งให้แต่ละจังหวัดตั้งทีมกฏหมายขึ้นมา เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติและพนักงานสอบสวนอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและเป็นไปอย่างโปร่งใส ถูกต้องตามระเบียบคำสั่้งหรือประกาศฯ โดยย้ำว่า บางครั้งต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ควบคู่กันไปดูเจตนาก่อนว่าควรบังคับใช้กฏหมายหรือไม่ เช่น ขับรถส่วนตัวมาคนเดียวปิดกระจกทุกด้าน  ซึ่งไม่น่าเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจใช้ดุลยพินิจในการแนะนำตักเตือน เป็นต้น


"๒๒-๒๔ มิ.ย." นี้ เป็นช่วงการเมือง "ติดสัด" อภิวัฒน์ประชาธิปไตย ฉะนั้น ใครจะไปทางไหน สำรวจเส้นทางให้ดีก่อน ไม่งั้นจะติดแหง็กคาถนนเอาได้!

กีฬา 'ใหญ่กว่า' แก้รัฐธรรมนูญ
ภาษาสื่อ"ปูติน-ไบเดน"
"ลุงป้อม-น้องธรรมนัส"
'เวียดนาม' ใกล้บอลโลก
ทีมแพทย์ 'ศูนย์วิจัย' จุฬาฯ
เรื่อง 'ไม่เป็นเรื่อง' (ซักวัน)