ส่องเศรษฐกิจโลกปี 2564


เพิ่มเพื่อน    

 

ในปี 2563 GDP รวมของโลกติดลบที่ -3.3% เป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงที่สุดในหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากข้อมูล 195 ประเทศที่ IMF รายงาน มี 27 ประเทศที่ยังมีการขยายตัวของ GDP เป็นบวก ในกลุ่มนี้ 6 ประเทศอยู่ในเอเชีย ได้แก่ จีน (2.3%) ไต้หวัน (3.1%) เวียดนาม (2.9%) บังคลาเทศ(3.8%) พม่า (3.2%) และบรูไน (1.2%) นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นประเทศในแอฟริกาและตะวันออกกลาง ในยุโรปมีสองประเทศซึ่งมี GDP เป็นบวกคือไอร์แลนด์ (2.5%) และตุรกี (1.8%) ประเทศไทยนั้น GDP ติดลบที่ -6.1% ซึ่งไม่ถึงกับอยู่ท้ายแถวในเอเชีย ยังมีฟิลิปปินส์ (-9.5%) อินเดีย (-8%) เป็นสองประเทศที่รั้งท้าย ในยุโรปหลายประเทศมี GDP ติดลบสูงเป็นพิเศษ เช่น สหราชอาณาจักร (-9.9%) อิตาลี (-8.9%) ฝรั่งเศส (-8.2%) ส่วนเยอรมันติดลบไม่สูงนักที่ -4.9% สหรัฐอเมริกาซึ่งมีผู้ป่วยโรคโควิดสูงที่สุดในโลกมี GDP ติดลบที่ -3.5% หลายประเทศที่ยังมี GDP เป็นบวก หรือติดลบไม่สูงนัก มักจะเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาอุปสงค์ (demand) ในประเทศค่อนข้างสูง จึงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ง่ายกว่าประเทศที่พึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศสูง

 

สถิติที่กล่าวมานี้เป็นอุทาหรณ์ว่าถึงแม้ความสำเร็จทางสาธารณสุขในการควบคุมโรคติดต่อเป็นพื้นฐานที่ดี การประคับประคองเศรษฐกิจให้ดำเนินไปได้ยังต้องพึ่งปัจจัยอื่นอีกหลายประการ เช่นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ความแข็งแกร่งทางการเงินทั้งของภาครัฐและภาคครัวเรือน ความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของประเทศนั้นๆ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆ

 

ไตรมาสแรกของปี 2564 ได้ผ่านไปแล้ว การผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์จะมีสะดุดบ้างในหลายประเทศแต่แนวโน้มว่า GDP จะกลับมาเป็นบวกในประเทศส่วนใหญ่ดูชัดเจนขึ้น การขยายตัวของ GDP ประเทศต่างๆจะเร็วช้าไม่เท่ากัน ตัวเลขจากไตรมาสแรกของปีแสดงความแตกต่างชัดเจน GDP ของจีนซึ่งมีศักยภาพของเศรษฐกิจภายในประเทศสูง ขยายตัวถึง 18.3% (เทียบกับไตรมาสแรก ปี 2563) ในขณะที่สิงคโปร์ซึ่งพึ่งพาอุปสงค์จากต่างชาติสูง ขยายตัว 0.2% IMF ทำนายว่าหลายประเทศจะมี GDP ที่เติบโตสูงในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานเปรียบเทียบที่ต่ำเนื่องจากการล็อคดาวน์ของปี 2563 สิ่งที่สำคัญคือเมื่อไหร่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือขนาดของ GDP จะกลับไปสู่ระดับเดียวกับก่อนมีโควิด บทความนี้ขอกล่าวถึงประเด็นสำคัญซึ่งจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่ควรจับตาดูดังนี้

 

ความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโควิดเป็นตัวแปรหลัก แม้ว่าวัคซีนจะไม่แก้ปัญหาได้ 100% แต่ก็จะช่วยลดการแพร่กระจาย และความรุนแรงของโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติทางสาธารณสุข อันจะเสริมสร้างความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือน และความมั่นใจในการลงทุนผู้ประกอบการ ทำให้วัฏจักรธุรกิจกลับสู่ภาวะปกติ ประเทศที่สามารถฉีดฉีดให้ประชากรได้เร็ว จนเกิดภูมิต้านทานหมู่ จะได้เปรียบ ภาคธุรกิจจะสามารถกลับมาดำเนินงานได้ใกล้เคียงกับก่อนมีวิกฤติเร็วขึ้น ข้อมูลการฉีดวัคซีนช่วงกลางเดือนเมษายนแสดงว่ามีหลายประเทศในโลกที่มีความก้าวหน้าสูงในการฉีดวัคซีนให้ประชากรแล้วอย่างน้อยหนึ่งโดส เช่นสหรัฐฯ (40% ของประชากร) สหราชอาณาจักร (49%) อิสราเอล (62%) ประเทศในเอเชียมีสิงคโปร์ (23%) ฮ่องกง (10%) อินเดีย (8%) อินโดนีเซีย (4%) แต่โดยรวมแล้วประเทศในเอเชียส่วนใหญ่รวมทั้งไทย (0.8%) ไม่มีความก้าวหน้ามาก อัตราการฉีดวัคซีนอยู่ในราว 1%-2% ของจำนวนประชากร

 

การกระตุ้นเศรษฐกิจจะค่อยๆแผ่วลงเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ในปี 2564 ในหลายประเทศภาครัฐจะยังดำเนินนโยบายการเงินการคลังอย่างผ่อนคลายจนกว่าภาคธุรกิจจะกลับมาดำเนินการได้ใกล้เคียงปกติ แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างระมัดระวังขึ้น ดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำแต่ไม่น่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในปีนี้ มาตรการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและผู้ประกอบการจะมีการเลือกสรรมากขึ้น ภาครัฐจะเพิ่มความระมัดระวังฐานะทางการคลังและการก่อหนี้สาธารณะยิ่งขึ้น ดังนั้นจะมีการตีกรอบการให้มาตรการเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่แคบลงเรื่อยๆ

 

ภาวะเงินเฟ้อจะกลับมาเมื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น นักลงทุนจะระมัดระวังมากขึ้นและใส่ใจในความแตกต่างของคุณภาพสินทรัพย์และความน่าเชื่อถือของผู้กู้ แม้ว่าธนาคารกลางหลักของโลกจะยังช่วยประคองสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่ การอัดฉีดสภาพคล่องมีแนวโน้มจะค่อยๆลดลง ในสหรัฐฯมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดยักษ์ของประธานาธิบดีไบเดนจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในภายหลัง พร้อมทั้งภาระหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯเฝ้าระวังมากขึ้น คอยติดตามข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆประกอบการตัดสินใจมาตรการสภาพคล่อง สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและตลาดตราสารหนี้เริ่มมีความผันผวนมากขึ้น และการประเมินราคาหลักทรัพย์มีแนวโน้มเข้มข้นยิ่งขึ้น

 

นิวนอร์มัล รูปแบบการดำเนินธุรกิจ ชีวิตการทำงานจะไม่กลับไปเหมือนยุคก่อนวิกฤติโควิด ภาคธุรกิจมีการประเมินรูปแบบของการดำเนินการ พนักงานบริษัทไม่จำเป็นต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน สามารถลดวันเข้าออฟฟิศสลับกับการทำงานจากบ้านได้เป็นต้น ดังนั้นความต้องการการใช้พื้นที่ออฟฟิศจะลดลง ธุรกิจดิจิตัลจะมีบทบาทสูงขึ้น และขยายตัวต่อไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง บริการทางการเงินเป็นต้น เมื่อประกอบกับปัจจัยเรื่องการประหยัดพลังงานและดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว การเดินทางและการใช้พลังงานมีแนวโน้มที่จะขยายตัวช้ากว่าในอดีต การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และระบบการขนส่ง โลจิสติกส์ก็จะเปลี่ยนไป การปรับตัวของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนต่อนิวนอร์มัลนี้ จะมีผลต่อการวางผังเมือง การคมนาคม การใช้ทรัพยากร และรูปแบบการดำเนินธุรกิจต่างๆในระยะยาว

 

การค้าและห่วงโซ่การผลิตจะพึ่งการตกลงร่วมมือระหว่างประเทศสูงขึ้น ประสบการณ์จากวิกฤติโควิด ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีนจะทำให้ประเทศต่างๆ เตรียมทางหนีทีไล่ในการค้าระหว่างประเทศอย่างระมัดระวังขึ้นโดยเฉพาะห่วงโซ่การผลิตและการซื้อสินค้าที่จำเป็น ประเทศที่พึ่งพาการค้าสูงจะพยายามทำความตกลงกับกลุ่มประเทศคู่ค้าที่สำคัญเพื่อเตรียมการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เช่น RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) การรวมกลุ่มของประเทศในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิคเพื่อช่วยให้การค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น สหรัฐฯภายใต้ประธานาธิบดีไบเดนก็มีทีท่าที่จะพิจารณาการกลับมาร่วมกลุ่ม CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership)

 

เศรษฐกิจไทยนั้นมีแนวโน้มจะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นๆในปี 2564 เนื่องมาจากความล่าช้าในการฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตามภาครัฐและภาคธุรกิจควรตระหนักถึงประเด็นต่างๆเหล่านี้เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจในเชิงนโยบาย เพื่อปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไทยควรเร่งสร้างความพร้อมช่วยให้เศรษฐกิจเข้าสภาวะปกติ รวมทั้งปรับโครงสร้างเพื่อพึ่งอุปสงค์ในประเทศให้สูงขึ้น และเตรียมความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อที่จะปรับตัวเข้าสู่นิวนอร์มัลได้ ไม่ล้าหลังนานาประเทศ

 

คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ วันพุธที่ 28 เมษายน

สายธาร หงสกุล

กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.