จะใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรดี?


เพิ่มเพื่อน    

 

กว่าบทความฉบับนี้จะออกมา โครงการที่ยื่นเสนอเข้ามาเพื่อขอใช้เงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาท คงจะผ่านการคัดกรองไปบ้างแล้ว แต่ผู้เขียนก็ยังอยากจะเสนอการใช้เงินจำนวนนี้ให้คุ้มค่าสมกับเป็นเงินกู้ที่จะเป็นภาระแก่ผู้เสียภาษีอยู่ดี

พ.ร.ก.กู้เงินที่ผ่านสภาฯ ไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม จำนวน 1 ล้านล้านบาท จะจัดสรรเพื่อแผนงานทางการแพทย์และสาธารณสุข 45,000 ล้านบาท และเป็นการช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ 550,000 ล้านบาท ส่วนอีก 400,000 ล้านบาท ที่กำลังพูดถึงนี้ จะเป็นการดูแลและสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนเพื่อสร้างศักยภาพให้ชุมชน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ทำให้หน่วยงานราชการต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและสำนักนายกฯ ยื่นเสนอโครงการเพื่อใช้เงินส่วนนี้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมมาที่สภาพัฒน์

จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการเสนอโครงการและงบประมาณโครงการเข้ามาจำนวนมาก เพียง 1 สัปดาห์นับจากวันแรก ก็มีผู้เสนอโครงการเข้ามาถึง 34,263 โครงการ รวมวงเงิน 841,269 ล้านบาท

นับเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจคณะอนุกรรมการและกรรมการกลั่นกรอง ที่จะต้องคัดเลือกโครงการเหล่านี้ให้อยู่ในงบประมาณ 400,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 15 วัน เพื่อเสนอ ครม. ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2563

คณะอนุกรรมการและกรรมการกลั่นกรองได้วางเงื่อนไขโครงการที่จะทำว่า จะต้องเป็นโครงการที่เน้นการฟื้นฟูและสร้างศักยภาพภายในประเทศหลัง Covid 19 โดยให้ความสำคัญกับ sector ที่ประเทศยังคงมีความได้เปรียบและต่างประเทศต้องการ เช่น เกษตรมูลค่าสูง เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมอาหาร พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและบริการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพที่ยั่งยืน รวมทั้งให้ความสำคัญต่อกิจกรรมและธุรกิจชุมชนที่มีโอกาสและศักยภาพในการสร้างงาน สร้างอาชีพ รองรับแรงงานส่วนเกินที่อพยพกลับท้องถิ่นและชุมชน

แต่เอาเข้าจริง โครงการส่วนใหญ่ที่เข้ามาก็ยังคงเป็นการสร้างถนนสายสั้นๆ ในชุมชนถึง 12,182 โครงการ มีโครงการที่เน้นเรื่องการสร้างงานและแก้ไขความยากจนเพียง 117 และ 9 โครงการตามลำดับเท่านั้น

โครงการเหล่านี้กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นโครงการเล็กๆ ที่ยากที่จะมีผล ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นแผนงานที่เคยมีมาก่อนหน้านี้แล้ว นำมาปัดฝุ่นเสียใหม่เพื่อเสนอของบประมาณ ในลักษณะ "งบล้างท่อ" ไม่ใช่โครงการใหม่ที่คิดขึ้นตามจุดประสงค์ของการใช้เงิน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เพราะระยะเวลาที่ต้องการให้เสนอโครงการเพื่อการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอย่างรวดเร็วนั้นสั้นมาก การคิด วิเคราะห์และคัดเลือกในแต่ละหน่วยงานจึงทำไม่ได้

แทนที่เราจะใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ไปในโครงการเล็กๆ ที่กระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ ที่ไม่สามารถคาดได้ว่าเป็นการใช้เงินที่คุ้มค่า ซึ่งเป็นการใช้เงินแบบเบี้ยหัวแตกหัวแหลก ควรหรือไม่ที่จะใช้งบส่วนใหญ่เพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ เพื่อให้มีประสิทธิผลในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้างงาน สร้างรายได้แบบยั่งยืน

ในเวลาเดียวกัน ก็แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไปด้วย เพราะในแต่ละปีเราต้องเสียเงินงบประมาณหลายหมื่นล้านเพื่อการชดเชยภัยแล้งและเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม เงินชดเชยเทียบไม่ได้กับความเสี่ยง ในเรื่องน้ำที่เกษตรกรเผชิญอยู่ดังนั้นแม้การลงทุนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศแบบบูรณาการจะใช้เงินลงทุนสูง แต่จะประหยัดงบประมาณในการชดเชยและเยียวยาในแต่ละปี โครงการเช่นนี้จึงน่าจะคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่นาน ยังไม่นับประโยชน์ที่เกิดจากการผลิต การสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มคุณภาพของชีวิต รวมทั้งยังเป็นการเตรียมรับมือกับปัญหา climate change ที่ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป ประเทศที่ประชากรจำนวนมากยังพึ่งภาคเกษตร การบริหารจัดการน้ำในระยะต่อไปจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

แผนการลงทุนในเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศจะต้องทำในลักษณะ Master plan ที่มีโครงการใหญ่และเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศ ในลักษณะ "ปูพรม" มีการสร้างพัฒนา ปรับปรุงแหล่งน้ำ ที่กักเก็บน้ำ อ่างเก็บน้ำ คลอง ฝาย และอื่นๆ เชื่อมโยงกัน การมี master plan ในเรื่องนี้จะดูแลเรื่องผล กระทบภายนอกในทางลบ (negative externalities) ได้ดีกว่าต่างคนต่างทำตามกำลังงบประมาณ และสามารถประสานผลประโยชน์ของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ และชดเชยผู้ที่เสียประโยชน์จากโครงการอย่างเป็นธรรม

โครงการบริหารจัดการน้ำน่าจะมีส่วนที่จะทำให้เราบรรลุถึงจุดประสงค์ของการใช้เงินตามแผนงานทั้ง 4 แผน (แผนงาน 3.1-3.4) คือ เป็นการลงทุนที่สามารถฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (แผนงาน 3.1) เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และชุมชน (แผนงานที่ 3.2) เป็นการกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน (แผนงาน 3.3) และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนกระบวนการผลิต (แผนงานที่ 3.4)

ความยากลำบากของการทำโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการอยู่ที่ทุกขั้นตอนของการทำโครงการ ตั้งแต่การมี master plan ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องน้ำทั้งระดับประเทศและระดับพื้นที่ เมื่อมีโครงการย่อยๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ การบริหารจัดการในเรื่องการก่อสร้าง การประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายและภายในกำหนดเวลาเป็นเรื่องท้าทาย ที่สำคัญต้องบริหารความขัดแย้งหรือการขัดกันของผลประโยชน์ในแต่ละพื้นที่และหน่วยงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากไม่ใช่เล่น

อย่างไรก็ตาม วิกฤติครั้งนี้ประเทศมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาก หากไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ และปัญหาความยากจน เราจะไม่สามารถเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

ถึงตรงนี้คงมีคนแย้งว่า ภาวะวิกฤติครั้งนี้ต้องการการใช้จ่ายออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนงานที่เสนอเข้ามา การทำโครงการบริหารจัดการน้ำต้องใช้เวลา ซึ่งประเด็นนี้ก็พอจะเข้าใจได้ แต่การใช้เงินออกไปแบบเบี้ยหัวแหลกหัวแตกจะไม่มีประสิทธิผลมาก อย่างน้อยตัวทวีคูณทางการคลังในปัจจุบันต่ำมาก ในทุกประเทศการคาดหวังว่าเงินที่ใช้ไปจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้นั้น อาจจะไม่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันหนี้สาธารณะของประเทศที่สูงขึ้นมากนี้น่าจะทำให้เราต้องใช้การคิดวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนกว่าเดิม หรืออย่างน้อย หากไม่สามารถทำเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มรูปแบบจากเงินกู้ 400,000 ล้านบาทได้ทั้งหมด ก็ควรจะมีโครงการบริหารจัดการน้ำเป็นหลักและต่อเนื่องในปีงบประมาณหน้า

โครงการบริหารจัดการน้ำนี้น่าจะเป็นการใช้เงินที่คุ้มค่าและสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ นอกจากนี้โครงการดังกล่าวจะเพิ่มการจ้างงานในหลายระดับและพื้นที่ ทั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารโครงการ แรงงานในระดับฝีมือ และไร้ฝีมือจำนวนมากกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ รวมไปถึงควรมีการจ้างบัณฑิตจบใหม่ทำหน้าที่เหมือนอาสาสมัครในกรณี Covid 19 เพื่อตรวจสอบและดูแลให้การทำโครงการย่อยๆ ในแต่ละพื้นที่เป็นไปตามเป้าหมาย มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้

ก็หวังที่จะเห็นนักการเมืองมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลสักหน่อยเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศและประชาชน ไม่เน้นแต่การใช้เงินที่หวังผลทางการเมืองระยะสั้นๆ

คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
ดร. อัจนา ไวความดี
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.