บทเรียนจากการ 'ย้ายประเทศ'


เพิ่มเพื่อน    

 

   อือมม์ม์ม์...ถึงขั้นคิดจะ ย้ายประเทศ กันเลยเชียวหรือ??? ก็เอาเถอะ!!! ในเมื่อถือเป็นเรื่องของ อารมณ์ หรือเรื่องของ ความรู้สึก ล้วนๆ คงต้องปล่อยให้ผ่านมา-ผ่านไป วูบๆ-ไหวๆ ไปตามสภาพ คือถ้าช่วงที่ยังไม่ได้มีอินเทอร์หน่ง อินเทอร์เน็ต มันคงไม่ต่างอะไรไปจากการ ระบายลมผ่าน ในวงเหล้า วงนินทากาเลของพวกปากหอย-ปากปู ตามความเป็นไปทางธรรมชาติโดยปกติ ไม่ถึงกับต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่-เรื่องโต เรื่องที่สามารถหยิบมาโหนไป-โหนมากันได้ถึงขั้นนี้...

                                                               ---------------------------------------------

            แต่ในฐานะผู้ที่เคยมีโอกาสย้ายไปอยู่ประเทศอื่น...ประมาณเกือบครึ่งเดือน ค่อนเดือน ก็เลยขออนุญาตนำเอา ความรู้สึก หรือ อารมณ์ ช่วงที่ได้กลับสู่เมืองไทย ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม กันอีกครั้ง มาเล่าสู่กันฟังพอเป็นกระสาย คือต้องเรียกว่า...แทบทรุดลงไป จูบดิน แบบเดียวกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยต้องออกไปร่อนเร่เป็นสัมภเวสีซักพักใหญ่ๆ นั่นแหละ ด้วยเหตุเพราะอะไรต่อมิอะไรที่เป็นตัวช่วยให้เกิดความสอดคล้อง กลมกลืน กับ ตัวตน-ของตน มันทะลักหลั่งเข้ามาในอารมณ์-ความรู้สึก ทะลุไปถึงสายเลือด จิตวิญญาณ จนไม่คิดจะไปอีกแล้ว ไม่คิดจะเอาอีกแล้ว สำหรับการย้ายไปอยู่บ้านอื่น เมืองอื่น...

                                                                  --------------------------------------------

            คือช่วงนั้น...มีโอกาสไปเตร็ดเตร่ เถลไถล อยู่ที่ประเทศรัสเซีย ร่วมๆ ครึ่งเดือน ค่อนเดือน แถมยังหนักไปทาง อภิสิทธิ์ชน อีกด้วยต่างหาก ด้วยเหตุเพราะเป็น แขกของรัฐบาล แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ...แค่กราดตามองหาของกินระดับง่ายๆ อย่างเช่น ไข่เจียว-น้ำปลาพริก ไม่ต้องถึงระดับ กะเพรา-ไข่ดาว ยังหายาก หาเย็น ยิ่งกว่าหาหนวดเต่า-เขากระต่ายไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า ปุ่มรับรส ปุ่มแต่ละปุ่มในลิ้น ที่มันไม่ได้วิวัฒนาการไว้สำหรับรองรับ ไส้กรอก ประเภทดำๆ เหี่ยวๆ ไข่ปลาคาเวียร์ ที่สุดจะคาว แสนคาว หรือ มันฝรั่ง เละๆ ที่บดเอาไว้ละเอียดซะยิ่งกว่าแป้ง ฯลฯ มันเลยไม่ค่อยตอบสนองกับบรรดาอาหาร ไม่ว่าจานเด็ด-ไม่เด็ด ของชาวรัสเซียเขา ความใฝ่ฝัน ปรารถนา ถึงน้ำปลาพริก  ผัดกะเพรา ต้มยำปลากะพง ฯลฯ มันตามไปรบกวนไม่ว่าในยามหลับ-ยามตื่น หรืออาจแบบเดียวกับที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ถึงกับฝันเห็น ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัดดงมูลเหล็ก อะไรทำนองนั้น...

                                                                     -----------------------------------------------

            หรือจะด้วยบุคลิกลักษณะของคนรัสเซีย ที่เขาถูกออกแบบ ดีไซน์ ไว้ด้วยสภาวะแวดล้อม ประเทศที่เต็มไปด้วยหิมะหนาๆ ระดับเป็นคืบ เป็นศอก ให้ออกจะ ยิ้มยาก คล้ายๆ ไอ้เสือ อีเสือยิ้มยากกันไปทั้งบ้าน ทั้งเมือง แม้นต้อง  ยิ้มรับแขก แบบพนักงานต้อนรับบนรถไฟสาย มอสโก-เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แต่มักต้องเห็น ฟันทอง เหลืองอร่ามอยู่เต็มปาก ต่างไปจาก ยิ้มสยาม แบบไทยๆ ที่แทบไม่ต้องเสียเวลามองเขม้น มองหา เพราะสามารถเห็นได้จากที่ไหนๆ ในแทบทุกสภาพ ทุกกาละและโอกาส แถมยังออกไปทางบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ไม่ว่าจะมีอะไรอยู่ในหัว หรือไม่มีอะไรอยู่ในหัวก็แล้วแต่ แต่ก็พอช่วยให้เกิดความรู้สึกถึงมิตรภาพ มิตรจิต-มิตรใจ จนกลายเป็นเสน่ห์ หรือเป็นบุคลิกประจำชาติ ที่ต่อให้เอา สเต๊ก หรืออะไรต่อมิอะไรก็ตามทีมาแลกไม่ได้โดยเด็ดขาด...

                                                                     --------------------------------------------------

            ดังนั้น...เมื่อได้กลับมาเหยียบผืนแผ่นดินไทย หลังจากไปแค่ไม่กี่วันเท่านั้นเอง ก็แทบถึงขั้นทรุดลง จูบดิน เอาเลยถึงขั้นนั้น ไม่ว่าจะเหลียวหน้า เหลียวหลัง มองไปทางไหนต่อทางไหน ล้วนชวนให้เกิดความรู้สึกปลาบปลื้ม อิ่มเอิบ ไปด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่ผู้ที่เคยไม่ชอบขี้หน้า ผู้ที่เคยเหม็นหน้ากันมาก่อน ก็กลับเป็นอะไรที่น่ารัก น่าชัง ไม่ถึงขั้นน่าถีบ น่ากระทืบ เหมือนก่อนๆ หรือเกิดความรู้สึกที่พอจะ อยู่ร่วมกันโดยสันติ ได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์ ตราบใดที่ ความเป็นไทยๆ มันยังแผ่ขยาย ครอบคลุมไปในแทบทุกๆ สัดส่วน ไม่ว่าฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ฝ่ายหน้า ฝ่ายหลัง ฝ่ายก้าวหน้า ฝ่ายอนุรักษนิยม ฯลฯ ที่ล้วนแต่หนีไม่พ้นต้องมีดีเอ็นเอ โครโมโซม หรือยีนชนิดใดชนิดหนึ่งของ คนไทย แทรกซึมอยู่ในตัวตน-ของตนอย่างมิอาจปฏิเสธได้...

                                                                      ----------------------------------------------------

            อันนี้...คงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หรือเรื่องคิดเอง-เออเอง ไปตามความรู้สึก หรือตามอารมณ์ แบบใด แบบหนึ่ง แต่เพียงเท่านั้นเพราะอาจถือเป็น ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เอาเลยก็ว่าได้ ที่ทำให้องค์ประกอบบางอย่าง บางประการ ของ สิ่งมีชีวิต ในสภาวะแวดล้อมหนึ่งๆ มันอาจผิดแผก แตกต่าง ไปจากอีกสภาวะแวดล้อมหนึ่งๆ จนต้องถูกนำมาเรียกขานกันในนาม ความหลากหลายทางชีวภาพ อะไรประมาณนั้น ไม่ว่าพืช-ไม่ว่าสัตว์ ที่มันมักต้องมี ลักษณะเฉพาะ อันพอช่วยให้เกิดความสอดคล้อง-กลมกลืน ไปกับสภาวะแวดล้อมนั้นๆ แบบจะปลูกแอปเปิล ปลูกองุ่น ฯลฯ ต้องไปปลูกในเมืองหนาว ปลูกในเมืองฝรั่ง มันถึงจะผลิดอกออกผลได้อย่างจริงๆ จังๆ ส่วนจะปลูกพริก ปลูกกระเทียม พริกไทย กระวาน กานพลู ฯลฯ ย่อมหนีไม่พ้นต้องปลูกในเมืองร้อน ในไทยแลนด์ แดนสยาม หรือบ้านใกล้-เรือนเคียง นั่นแหละมันถึงจะได้ผล...

                                                                       ---------------------------------------------------

            และไอ้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ในลักษณะเช่นนี้...เอาไป-เอามาแล้ว มันไม่ได้แค่เป็นตัวกำหนด ความแตกต่าง ภายในสรีระร่างกายของ สิ่งมีชีวิต ชนิดใด ชนิดหนึ่ง แต่เพียงเท่านั้น แต่อาจซึมลงไปถึงความรู้สึกลึกๆ ระดับ จิตวิญญาณ เอาเลยก็ไม่แน่!!! หรืออาจครอบคลุม กว้างขวาง ไม่ใช่แต่เฉพาะการเจริญงอกงาม การเติบโต ในทางร่างกายของพืชและสัตว์ในแต่ละประเภท แต่ยังอาจส่งผลไม่ว่ามาก-หรือน้อย ไปถึงการเจริญเติบโตทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคมของประเทศนั้นๆ สังคมนั้นๆ อีกด้วยก็ยังได้  ชนิดใครก็ตามที่คิดจะ ปฏิเสธ ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ในลักษณะทำนองนี้ ก็คงไม่ได้ต่างอะไรไปจากพวกที่คิดจะ ย้ายประเทศ คิดจะย้ายไปอยู่บ้านอื่น เมืองอื่น ที่สุดท้าย...คงได้แต่เพ้อไป-เพ้อมา ไปตามเรื่อง ตามราว นั่นแล...

                                                                        ---------------------------------------------------

            ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Seneca (อีกครั้ง)...No one loves his country for its size or eminence, but  because it’s his own. - ไม่มีใครรักประเทศของตนเพียงเพราะแค่ขนาด หรือชื่อเสียงของประเทศนั้นๆ เท่านั้น แต่เพราะด้วยเหตุว่า...ประเทศนั้น เป็นประเทศของเขา...”

                                                                          -----------------------------------------------------