อยากจะไป...ไปสิ..เชิญไป...ยังเหลือคนไทยอีกตั้งมากมี


เพิ่มเพื่อน    

     ตอนนี้มีการเชิญชวนกันย้ายประเทศ ก็อยากจะบอกว่าการอยากย้ายประเทศเป็นสิทธิของทุกคน ที่มองเห็นโอกาสในประเทศอื่นว่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า มีรายได้มากกว่า มีความสุขมากกว่า แต่ขอแนะนำว่าก่อนจะย้ายไปไหนต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าจะเอาคุณสมบัติใด ศักยภาพใดของตนเองในการจะไปขอวีซ่าเข้าไปอยู่ประเทศที่อยากไป อย่างน้อยควรจะตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้กระจ่างชัด โดยไม่คิดเข้าข้างตัวเองก่อนเลยนะ 1) มีเงินไปลงทุนตามที่เขากำหนดหรือไม่ เพราะบางประเทศเขาต้องการเชิญชวนต่างประเทศให้ไปลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน เกิดการเพิ่ม GDP และรัฐบาลมีโอกาสจะได้ภาษี 2) ทำอาชีพที่เขาขาดแคลนหรือไม่ บางอาชีพต้องลงทุนสร้างบุคลากรสูงมาก และต้องใช้เวลา ดังนั้นบางประเทศจึงยอมรับคนต่างชาติที่มีอาชีพดังกล่าวให้อพยพเข้าประเทศ เช่น หมอ พยาบาล 3) มีความสามารถพิเศษที่คนในประเทศเขาทำไม่ได้หรือไม่ เช่น เป็นพ่อครัว แม่ครัวอาหารไทยที่ร้านอาหารไทยในประเทศนั้นเป็นผู้ขอให้ไปทำงาน 4) มีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งอย่างโดดเด่นในระดับที่คนในประเทศที่จะไปไม่มีใครสู้ได้ เช่น ด้าน IT ที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยในอเมริกาหลายคนเป็นคนจีนและอินเดีย ที่เก่งกว่าคนอเมริกัน 5) มีเสน่ห์พอที่จะได้แต่งงานกับคนที่มีสัญชาติในประเทศนั้นหรือไม่ ถ้าหากมีก็รีบหาคู่ แต่งงานจดทะเบียนโดยไว จะได้ขอวีซ่าเข้าประเทศไปอยู่ถาวรได้ และ 6) ต้องคดีทางการเมืองที่สามารถขอลี้ภัยได้หรือไม่ เมื่อมีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างจากระบอบการปกครองของประเทศ ก็มีสิทธิ์ยื่นเรื่องของลี้ภัยได้ แต่เขาจะให้หรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่งนะ

            ถ้าหากไม่มีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งข้างต้นนี้ก็ขอวีซ่ายากนะคะ เมื่อมีคุณสมบัติแล้วก็ต้องถามตัวเองว่า จะไปทำมาหากินอะไร มันใช่ที่อยากทำไหม คิดว่าจะมีรายได้เท่าไหร่ และจะเพียงพอกับการดำรงชีพ อย่างไม่แร้นแค้นหรือไม่ มันจะดีกว่าอยู่เมืองไทย หรือมันจะแย่กว่าเดิม คิดว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพเท่าไหร่ อย่าคิดแต่จะมีรายได้เท่าไหร่เท่านั้น ต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายตามอัตราค่าครองชีพของประเทศนั้นด้วย เพราะเห็นคุยกันแต่รายได้ว่าสามารถหาเงินได้เดือนละเท่าไหร่ แต่ไม่เห็นพูดถึงค่าครองชีพในประเทศที่อยากไปว่าต่างจากประเทศไทยมากน้อยเพียงใด

            สิ่งที่ควรจะรู้อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องภาษี อัตรา VAT เขาเป็นเช่นไร และอัตราภาษีรายได้ส่วนบุคคลเขาต่ำสุดกี่เปอร์เซ็นต์และอัตราสูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วอย่าหวังว่าจะหนีภาษีง่ายๆ ในประเทศที่ตนเองจะย้ายไปนะ เห็นพูดกันแต่เรื่องสวัสดิการที่รัฐบาลจัดให้ในประเทศนั้น ประเทศนี้ แต่ไม่เห็นพูดกันว่าประเทศนั้นๆ มีอัตรา VAT เท่าไหร่ และเก็บภาษีรายได้บุคคลธรรมดาอย่างไร

            ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ควรจะศึกษาให้ดีว่าประเทศที่ตัวเองจะไปนั้นมีการปกครองระบอบอะไร ประมุขมีตำแหน่งอะไร มีสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ และอำนาจของประมุขเป็นเช่นไร เพราะถ้าหากไม่ตรวจสอบให้ดีอาจจะเจอประเทศที่มีระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่พวกของตนเองพยายามที่จะยกเลิกในประเทศไทย และควรศึกษาด้วยว่าผู้นำประเทศของเขามีความสามารถแค่ไหน กฎหมายของเขานั้นมีความเป็นประชาธิปไตยเพียงใด บทลงโทษในการทำความผิดแต่ละเรื่องนั้นเป็นเช่นไร เพราะบางครั้งที่ได้ยินพูดถึงการลงโทษในประเทศไทยว่ารุนแรง ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้ศึกษาว่าการกระทำความผิดแบบเดียวกันนั้น ในหลายประเทศมีบทลงโทษที่รุนแรงกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำไป เดี๋ยวไปอยู่เมืองเขาแล้วจะไปต่อว่าต่อขานเขาว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพไม่ได้นะ

            ที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ต้องศึกษาว่าเจ้าของประเทศเป็นคนเหยียดผิว และต่อต้านคนเอเชียหรือไม่ เพราะเวลานี้หลายประเทศมีการต่อต้านคนเอเชีย และมีการทำร้ายคนเอเชียอย่างรุนแรงถึงระดับเสียชีวิตหรือไม่ก็บาดเจ็บปางตาย อย่าคิดว่าเจ้าของประเทศเขาจะมีไมตรีต้อนรับคนต่างชาติเหมือนกันหมดทุกที่นะ มีคนที่เป็นเจ้าของประเทศบางคนเขามองว่าคนต่างชาติไปเป็นภาระในการใช้ภาษีของเขา และไปแย่งงานเขาทำ และยังดูถูกอีกว่าเป็นคนที่พูดไม่รู้เรื่อง เพราะไม่สามารถใช้ภาษาของเขาได้อย่างแคล่วคล่อง

            สำหรับด้านจิตวิทยานั้น จะต้องถามว่าตัวเองว่าจะทนการถูกดูถูกในฐานะเป็นพลเมืองชั้นสองแค่ไหน จะทนคิดถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูงในเมืองไทยได้แค่ไหน จะทนคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองชอบในเมืองไทยได้แค่ไหน จริงอยู่ในเมืองไทยบางคนอาจจะไม่พอใจอะไรบางอย่างที่ทำให้อยากย้ายไปอยู่ประเทศอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่มีอะไรเลยที่ตัวเองชอบและพอใจ เมื่อจากไปแล้วจะคิดถึงแค่ไหนเมื่อสิ่งเหล่านั้นหายไป จะทำใจได้แค่ไหน จะปรับตัวได้หรือไม่ การย้ายประเทศนั้นบางคนอาจจะเกิดสภาวะ Culture Shock นั่นคือรับไม่ได้กับวัฒนธรรมบางอย่างของประเทศใหม่ที่ย้ายไปอยู่

            ใครที่คิดจะย้ายประเทศ ควรจะพิจารณาประเด็นต่างๆ ด้วยเหตุและผล อย่าย้ายไปด้วยอารมณ์ อย่างน้อยควรตอบคำถามทุกข้อข้างต้นด้วยการคิดอย่างถ้วนถี่แล้วค่อยตัดสินใจ อย่าคิดว่าการย้ายประเทศมันง่ายเหมือนการย้ายจังหวัดในประเทศเดียวกัน แต่ละประเทศเขาต้องการคนที่ไปช่วยพัฒนาประเทศเขา ไม่ใช่ไปเป็นภาระเขา และเขาอ้าแขนรับคนที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศของเขา ไม่ใช่คนที่ไร้ประโยชน์ ดังนั้นคนที่จะขอย้ายประเทศจะต้องมีคุณสมบัติที่ทำให้คนที่เขาอนุญาตมองเห็นคุณค่าของคนที่จะขอย้ายไปอยู่ประเทศเขา ถ้าติดตามข่าวสารให้ดี เคยมีคนที่ขอย้ายแล้วถูกปฏิเสธก็มีไม่น้อยนะ

            อยากไปเพื่ออนาคตที่ดีกว่า มีคุณสมบัติที่ทำให้ประเทศอื่นเขายอมรับให้ย้ายไป ก็ไปเถอะค่ะ ไม่มีใครห้ามได้ เป็นสิทธิของทุกคนที่จะเลือกอนาคตของตนเอง แต่อย่าด่าประเทศไทย เพราะยังมีคนมากกว่า 60 ล้านคนที่เขารักประเทศไทย ภูมิใจในความเป็นไทย และรู้สึกโชคดีที่ได้เกิดเป็นคนไทยบนผืนแผ่นดินนี้ คนเราถ้าหากไม่กตัญญูกับแผ่นดินแม่ แล้วใครจะกล้าหวังว่าจะเป็นผู้ที่ภักดีกับประเทศใหม่ที่ขอย้ายเข้าไปอยู่ ระวังจะกลายเป็นคนที่ประเทศเดิมก็ไม่เสียดาย ประเทศใหม่ก็ไม่ยินดีต้อนรับ เพราะพฤติกรรมที่เคยทำมา ตลอดจนการเขียนข้อความลงใน Social Media นั้นก็มีส่วนสำคัญในการพิจารณานะ

            มีการพูดกันว่าคนที่จะย้ายไปเป็น Gen Y และ Gen Z ที่เป็นสมองของประเทศ ถ้าหากย้ายกันไปหมด ประเทศไทยจะเหลือแต่คนแก่จนๆ ประเทศไทยจะไม่พัฒนาเพราะสมองไหล ข้อนี้ไม่จริงเลย คนที่อยากย้ายไปเป็น Gen Y และ Gen Z ก็จริง แต่จำนวนคงไม่ถึงล้าน ยังคงเหลือ Gen Y และ Gen Z ที่เก่งๆ อยู่พัฒนาเมืองไทยอีกเป็นจำนวนมาก และคนแก่ที่เหลืออยู่ก็ไม่ใช่คนจน แต่เป็นคนมีความรู้ มีประสบการณ์พัฒนาประเทศไทยได้ต่อไป เห็นพูดกันว่าเมื่อย้ายไปแล้วประเทศไทยจะเจอกับปรากฏการณ์สมองไหล สมองไหล เขาใช้กับการสูญเสียคนเก่งค่ะ สำหรับบางคนอย่าคิดว่าจะมีคนเขาเสียดาย เขาอาจจะดีใจด้วยซ้ำไปที่คนบางออกจากประเทศไป เพราะประเทศอาจจะพ้นจากความวุ่นวาย และแผ่นดินก็อาจจะสูงขึ้นนะคะ.

 


"๒๒-๒๔ มิ.ย." นี้ เป็นช่วงการเมือง "ติดสัด" อภิวัฒน์ประชาธิปไตย ฉะนั้น ใครจะไปทางไหน สำรวจเส้นทางให้ดีก่อน ไม่งั้นจะติดแหง็กคาถนนเอาได้!

กีฬา 'ใหญ่กว่า' แก้รัฐธรรมนูญ
ภาษาสื่อ"ปูติน-ไบเดน"
"ลุงป้อม-น้องธรรมนัส"
'เวียดนาม' ใกล้บอลโลก
ทีมแพทย์ 'ศูนย์วิจัย' จุฬาฯ
เรื่อง 'ไม่เป็นเรื่อง' (ซักวัน)