นับวันยิ่งแก้ยากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ!!!


เพิ่มเพื่อน    

     เห็นข่าวเรื่องการแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ...ที่ดันมาสอดคล้อง กลมกลืน แทบจะกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับเรื่อง ผู้กองธรรมนัส ซะอีกต่างหาก งานนี้...ผู้รับผิดชอบสูงสุด อย่างท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ณ กลิ่นมาดามหอมชื่นใจ คงไม่ใช่แค่หายใจทางปาก อาจถึงขั้นต้องหายใจทางเหงือก เอาเลยก็ไม่แน่!!!

                   -----------------------------------------------

            คือทำไงได้ล่ะทั่น!!!...ภายใต้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบไทยๆ ส่วนใหญ่มันคงต้องออกมาในแนวนี้ ประมาณนี้นั่นแหละ ไม่มีอะไรที่สูงส่ง วิเศษวิเสโส มากไปกว่านี้มากมายซักเท่าไหร่นัก ไม่อาจบริสุทธิ์ ขาวสะอาด ปราศจากตำหนิ และมลทินใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าไม่ถึงขั้นดำมิดหมี สกปรกรกรุงรัง มืดมนอนธการ จนมิอาจรับได้อีกต่อไป หรือคงต้องออกไปทาง เทาๆ กระดำกระด่าง เปื้อนมั่ง-ไม่เปื้อนมั่งไปตามมี-ตามเกิด หรือตามแบบฉบับ ประชาชนเป็นเช่นไร นักการเมืองก็ย่อมเป็นเช่นนั้น อะไรประมาณนั้น...

                            -------------------------------------------------

            การบริหาร จัดการ บรรดานักการเมือง ที่มาจากร้อยพ่อ-พันธุ์แม่ หลากไหลเข้ามาเป็นสายๆ จากแม่น้ำร้อยสาย หรือกี่สายก็แล้วแต่ มันจึงไม่ใช่เรื่องปอกกล้วยเข้าปากแต่อย่างใดเลย เพราะแต่ละคน-แต่ละราย ต่างเป็นที่รับรู้-รับทราบมาโดยตลอดว่าถือเป็น มนุษย์พันธุ์พิเศษ ที่มีปีก มีเขี้ยว มีหางงอก แถมพ่นไฟได้ด้วย ไปด้วยกันทั้งนั้น การวางกรอบ จำกัดกรอบ ไม่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างออกไปทางสกปรก เลอะเทอะ จนเกินไป เอาแค่ให้พอเทาๆ จางๆ กระดำกระด่างเพียงเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถึงกับดำมิดหมี มืดมนอนธการจนเกินไป ก็ต้องถือว่ายอดแล้ว ต้องอาศัยศิลปะ-ความสามารถระดับศิลปินแห่งชาติมาเองเอาเลยถึงขั้นนั้น...

                      -----------------------------------------------

            แต่ภายใต้โลกยุคใหม่ สมัยใหม่ ที่ อารมณ์ มันออกจะเป็นสิ่งที่อยู่เหนือไปกว่า เหตุผล ประมาณ 10 เท่า 20 เท่าไปแล้วเห็นจะได้ อันทำให้ โลกเสมือนจริง นับวันจะมีบทบาท อิทธิพล มากซะยิ่งกว่า โลกแห่งความเป็นจริง จนมิอาจปฏิเสธได้อีกต่อไป เรื่องของความขาว-ความดำ ความมืด-ความสว่าง มันจึงเป็นเรื่องที่ยากจะหา มาตรฐาน ใดๆ มาใช้เป็นตัวชี้วัดตัดสินได้เลยแม้แต่น้อย หรือต้องปล่อยให้เป็นไปตาม อารมณ์-ความรู้สึก ของใครต่อใครไปตามสภาพ และภายใต้อารมณ์ที่ชักออกไปทางหงุดหงิด งุ่นง่าน เบื่อหน่ายและรำคาญ แถมยังมีอาการหูแหก-ตาแหกผสมโรงเข้าไปอีกซะด้วย เมื่อต้องเจอกับเรื่องความสกปรกรกรุงรัง ความมืดมิดกระดำกระด่าง โผล่ให้เห็นกันแบบจะจะ จังๆ โอกาสที่ อารมณ์ ดังกล่าวมันจะถูกยกระดับ หรือตกตะกอนนอนก้น กลายเป็นความโกรธ เกลียด เคียดแค้น อาฆาตพยาบาท ริษยาและชิงชัง มันจึงมีความเป็นไปได้สูงยิ่งเข้าไปทุกที...

                   --------------------------------------------------

            อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้ท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ณ กลิ่นมาดามหอมชื่นใจ คงอยู่เฉยๆ แบบเก่าๆ หรือใช้ศิลปะ ลีลา แบบเดิมๆ เด้งเชือก ฉากหลบ ตัดเวที ออกมาเต้นย็อกๆ แย็กๆ อย่างเท่าที่เคยเป็นมา คงไม่น่าจะ เวิร์ก หรือไม่น่าจะเป็นไปได้อีกต่อไปแล้ว มีแต่ต้องออกหมัด ออกมือ ออกตีน ตามเสียงโห่หรือเสียงเชียร์ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ โดยจะออกไปทางเตะซ้าย ต่อยซ้าย เตะขวาแล้วตามไปต่อยขวา หรือจะกระโดดกัดหูเอาดื้อๆ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป แต่ถ้าหากจะหนักไปทาง เราจะทำตามสัญญา...ขอเวลาอีกไม่นาน ฮึ้มฮึม ฮึ้มหึ่ม หรือออกมาโหยหวน ครวญครางบทเพลงต่างๆ ชนิดเพลงแล้ว เพลงเล่า โอกาสที่จะอยู่รอดปลอดภัยไปอีก 10 ปี 20 ปี ตามยุทธศาสตร์ชาติ ยังไงๆ...ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วแน่ๆ เอาแค่ว่า ปีนี้ จะอยู่กันไปในแบบไหน? อย่างไร? ก็น่าจะปวดหัว ตายห่า พอสมควรแล้ว...

                      ------------------------------------------------------

            อันที่จริงแล้ว...ภายใต้สถานการณ์โควิด-ไม่โควิดนั้น คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยว่า มันเป็นฉากสถานการณ์ที่ค่อนข้างเอื้ออำนวยกับการใช้ อำนาจ ในการ ควบคุม-บังคับ ใครต่อใครนั่นแหละเป็นหลัก แม้แต่ประเทศประชาธิปไตยทั้งแท่ง ทั้งด้าม ยังมิอาจปฏิเสธการใช้อำนาจชนิดนี้ หรือในรูปแบบทำนองนี้ได้อีกต่อไป ต้องล็อกดง ล็อกดาวน์ ต้องออกพาสปอร์ตสุขภาพกันอุตลุด หรือหนีไม่พ้นต้อง เผด็จการ ในบางเรื่อง บางกรณี เอาไว้ก่อน แต่ก็นั่นแหละ...เผอิญ 6-7 ปีที่ผ่านมา เผด็จการเมืองไทย หรือเผด็จการตามแบบฉบับไทยๆ ที่มักหนักไปทาง ละมุนภัณฑ์ มาโดยตลอด ดันไม่ได้ช่วยให้เกิด อารมณ์-ความรู้สึก ในแง่ของความเด็ดเดี่ยว เด็ดขาด ความมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล มากมายซักเท่าไหร่นัก...

                 -----------------------------------------------------

            แม้แต่การกลับไป รวบอำนาจ ตามกฎหมาย 40 กว่าฉบับ หรือ 30 กว่าฉบับก็แล้วแต่...แต่เมื่อไม่ได้คิดจะตัดเนื้อร้าย ไม่ได้คิดจะหันมาเล่นงานผู้ที่เป็นต้น สาเหตุ อย่างเป็นจริง เป็นจัง ไม่ได้คิดขจัด แมลงวัน-สุนัข-และพยัคฆ์ อย่างประเภท เผด็จการสี จิ้นผิง เอาเลยแม้แต่น้อย บรรดาพรรคพวกและบริวารทั้งหลายยังคงอยู่ครบหมด อันนี้นี่แหละ...ที่มันเลยทำให้คิดไม่ออก ว่าจะหาทางออก ทางไป หรือทางรอด กันในแบบไหนต่อแบบไหน มันถึงจะเหมาะสม สอดคล้อง และกลมกลืนกับฉากสถานการณ์ในช่วงอีกไม่นานข้างหน้า ได้อย่างเป็นจริง-เป็นจัง หรืออย่างเข้าท่า-เข้าทาง ไม่ถึงกับเข้ารก-เข้าพง มากมายเกินไปนัก...

               ---------------------------------------------------------

            ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก Cervantes ... “Tell me thy company, I will tell what thou are. - จงบอกฉันถึงคนที่ท่านคบหา แล้วฉันจะบอกได้ว่าท่านเป็นคนอย่างไร???....”.

          ------------------------------------------------------------

 


อืมมมม... บางวันมันก็ฝืนจริงๆ นะ! คือเรื่องคุยน่ะ..มี อารมณ์จะคุยมันไม่มี แต่ต้องคุย เพราะอย่างนั้น จึงตกอยู่ในลักษณะ "ทุกข์เข็น"

"การสื่อสารกับการเมือง"
ยอมให้ด่า "เพื่ออนาคต"
๗ ปี"ไล่นายกฯ"อย่างเดียว
"วิจัย-พัฒนา"ถึง"หมากัด"
"รัฐบาลทำดีแต่มีคนเซ็ง"
เมื่อนายกฯ ชื่อ "พิธา"