'จตุพร' จี้รัฐบาลแจง ลือกระฉ่อนมหาอำนาจใช้ไทยตั้งฐานยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์!


เพิ่มเพื่อน    

11 พ.ค.64 - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เฟชบุ๊กไลฟ์ peace talk ตอนหนึ่งว่า การที่ประยุทธ์ ยึดเอา พรบ.การเดินเรือในน่านน้ำไทยปี 2556 มาไว้ที่ตัวเอง สงสัยว่า พรบ.นี้เกี่ยวข้องอะไรกับการระบาดของโควิด กรณีใช้ไทยเป็นฐานยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์นั้น เป็นความกังวลในฐานะคนไทยรักชาติคนหนึ่ง การชักศึกเข้าบ้านจึงส่อส่งกระทบกับอนาคตของชาติไทย และใหญ่กว่าประยุทธ์ จะอยู่หรือไป การชักศึกเข้าบ้านนั้น ไทยควรหลีกเลี่ยงที่สุด คนเป็นผู้นำต้องรู้จักบริหารสร้างความสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจให้กับภูมิภาคนี้ ผู้นำต้องรู้จักศิลปะทางการเมือง การทูตและการต่างประเทศ รวมความแล้ว ต้องบริหารประเทศไทยให้อยู่ให้เป็น

"ในทางการการข่าวแล้ว หวังว่า จะไม่เป็นความจริง แม้ตัวเองจะเชื่อว่าเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย ผมจึงต้องเอาการข่าวมาถาม ไม่ได้ปรักปรำ เรื่องนี้ใหญ่กว่าการไล่ประยุทธ์ ออกไป อยากให้รัฐบาลชี้แจงถึงการลำเลียงขีปนาวุธนิวเคลียร์ทางทะเลมาไทย การข่าวระบุถึงใช้ตู้คอนเทนเนอร์ยาว 45 ฟุตขนขีปนาวุธมาใช้ไทยเป็นฐานยิง กรณีเช่นนี้เท่ากับทำให้ไทยกลายเป็นพื้นที่เป้าหมายถูกขีปนาวุธของมหาอำนาจยิงตอบโต้กลับด้วยเช่นกัน"นายจตุพรกล่าว

การพูดเรื่องนี้ ตนไม่ใช่พวกกระต่ายตื่นตูม หรือวิตกกังวลจนเกินเหตุ แต่มีความน่าสงสัย อีกอย่างมีประชาชนกลุ่มหนึ่งตระเวณยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดหลายแห่ง เพื่อรัฐบาลจะได้ตอบตามความจริงว่า ได้อนุญาตให้ใช้ไทยเป็นฐานยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ ดังนั้นจึงต้องพูดกระตุกให้ประยุทธ์ ได้ชี้แจงออกมาให้ชัดเจนเรื่องมันใหญ่กว่าการออกไปของประยุทธ์ เพราะเรื่องนี้เป็นหายนะรุนแรงที่สุด และจะเป็นมรดกบาปของอนาคตชาติ ผมจึงต้องถามอีกครั้งว่า เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่ ขอให้ชี้แจงมา หรือปฏิเสธมา อยากได้ยินคำปฏิเสธว่า ไม่เป็นความจริง ซึ่งจะได้พิสูจน์ว่าเป็นความจริงกันหรือไม่ ตนเป็นคนรักชาติบ้านเมืองอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่การคลั่งชาติ ถ้าเหตุการณ์นี้เป็นจริง โดยใช้ไทยเป็นฐานยิงขีปนาวุธแล้ว เราก็ถูกตอบโต้กลับเช่นกัน แล้วคนไทยก็ตายกัน จึงกลายเป็นความซิบหาย จึงอยากได้ความกระจ่างจากการชี้แจง รวมถึงอยากได้ยินว่าไม่มี ขอให้ชี้แจงมา แต่อย่าแบ๊ะๆๆ บ้าใบ้ และตนจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านเลยไป

นายจตุพรกล่าวอีกว่า การระบาดโควิดที่เลยศักยภาพของประยุทธ์ ไปแล้ว วันนี้ตายอีกถึง 31 คน แต่ไม่มีการพิสูจน์ว่า ตายเพราะเหตุใด จากโควิดหรือไม่ แต่คนไทยกลับอยู่ท่ามกลางความกลัว ตื่นตระหนกกันไปทั่วประเทศ จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า ทำไมจึงหลบหนีหน้า ไม่ทำเรื่องเข้าเฝ้าฯเหมือนอดีตนายกฯ คนอื่นๆ เพื่อถวายรายงาน จึงสงสัยว่าทำไม ไม่เข้าไปถวายรายงานในช่วงที่เกิดวิกฤตขึ้น พร้อมขอพระราชทานคำปรึกษา ชี้แนะจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การเข้าเฝ้าฯนั้น มีคนสงสัย และตนก็สงสัยว่า ทำไมจึงไม่เข้าเฝ้า รวมถึงรถตรวจหาเชื้อโควิดได้พระราชทานมา 11 คัน แล้วทำไมรัฐบาล ไม่ซื้อเพิ่มอีกสักพันคันไปตรวจหาเชื้อทุกอำเภอ และป่านนี้สามารถตรวจเชื้อ และวางแผนกันได้อย่างชัดเจนแต่สุดท้ายกลับต้องไปตรวจที่ รพ.ตามเดิม

“ทั้งสองเรื่องที่กล่าวมา เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เรื่องโควิดใหญ่ระดับประเทศ แต่กรณีฐานขีปวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นความหายนะ จึงเป็นเรื่องระดับโลก ถ้ารัฐบาลมีเจตนาบริสุทธิ์จริง จะต้องออกมาชี้แจงว่า ไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น หากนายกฯ ไม่ชี้แจง ควรให้ รมต.ต่างประเทศ ออกมาพูด เพราะเรื่องนี้เป็นหายนะรุนแรงยิ่งกว่าการขายชาติแล้ว”

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าประเทศไทยเล่นการเมืองจนมาถึงจุดนี้ มีหลายคนรู้เรื่องเหล่านี้ กรณีตั้งฐานยิงจรวดในไทย ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคงที่กระทบต่ออนาคตของคนไทย และเป็นเรื่องเลยความรู้สึกไล่ประยุทธ์ ออกไป เพราะเป็นความหายนะของชาติ และประเทศไทยจะเดินมาถึงจุดนี้ไม่ได้ ดังนั้น นายกฯ ต้องขัดขวาง ไม่ใช่เปิดทางสมยอมกับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้ผู้นำประเทศพูดความจริงออกมา และอยากให้ตอบว่า สิ่งที่นายจตุพรพูด ไม่เป็นความจริง แต่ถ้าเป็นความจริงแล้วไม่กล้าพูด อย่าว่าแต่ไม่มีแผ่นดินอยู่ แผ่นน้ำก็ไม่มีให้อยู่ขอจำปากตนไว้ จึงหวังว่าเสียงนี้คงได้รับคำตอบ เพราะเรื่องนี้ประชาชนพึ่งได้รับรู้

วันใดที่ ประเทศไทยไปหาเรื่องโดยไม่จำเป็นแล้ว ประยุทธ์จะอยู่หรือไปเล็กกว่าการซักศึกเข้าบ้าน ประยุทธ์ ต้องตอบให้ชัดเจน ถ้าเป็นจริงแล้วต่อให้ร้อยประยุทธ์ ก็เอาไม่อยู่ จึงต้องชี้แจงออกมา ปกติเป็นนักพูดไม่ใช่หรือ อย่าเงียบจนเป่าสาก