ท่าที‘อัศวิน’ไม่ถอดใจชิง‘ผู้ว่าฯกทม.’


เพิ่มเพื่อน    

 

           แม้ชื่อของ ‘บิ๊กแป๊ะ’ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ดูจะแบเบอร์ในเรื่องของแคนดิเดตชิงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฟากฝั่งของรัฐบาล หลังจาก ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เปิดปากกับ ส.ส.ในพรรคให้การสนับสนุน

            สัญลักษณ์ที่ประทับตาว่า ‘บิ๊กแป๊ะ’ คือแคนดิเดตฝั่งนี้คือ ภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ มือขวาของ พล.อ.ประวิตร ที่แม้จะเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง แต่ดังทะลุมาถึงเบื้องหน้า

            โดยเฉพาะหนึ่งในทีมงานทำพื้นที่ของ ‘บิ๊กแป๊ะ’ ปรากฏภาพ ‘เสธ.หิ’ หิมาลัย ผิวพรรณ อดีตนายทหารชื่อดังมาอยู่ข้างกายในช่วงระยะหลัง

            ขณะเดียวกัน ดูเหมือน ส.ส.และนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคประชาธิปัตย์ ดูจะซัพพอร์ต ‘บิ๊กแป๊ะ’ เต็มที่ เวลาตระเวนทำพื้นที่รายวัน

            นักการเมืองคนแล้วคนเล่ามีภาพอยู่ข้างกายอดีต ผบ.ตร.รายนี้ จนดูเหมือนว่าทางของ พล.ต.อ.จักรทิพย์จะสะดวกโล่งเตียน เหลือแค่เพียงต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ชนะเท่านั้น

            ทว่า ในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีศูนย์กลางการระบาดอยู่ที่พื้นที่ กทม.และปริมณฑล ท่าทีของ ‘บิ๊กวิน’ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ เมืองหลวงคนปัจจุบัน ถูกจับตามองอีกครั้งว่าเหมือนยังรู้สึกติดใจในบทบาทนี้

            โดยเฉพาะช็อตล่าสุดที่ถูกพูดถึงกันมากในโซเชียลมีเดียคือ ป้ายไวนิลขนาดใหญ่ที่คลองเตย ซึ่งมีข้อความว่า "สถานที่ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ตามมาตรการแก้ไขการระบาดเชื้อไวรัสโควิด ชุมชนคลองเตย ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สุชัย พงษ์เพียรชอบ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร"

            ภาพนี้ถูกแชร์ในโซเชียลมีเดีย โดยนายชัชชาติ แคนดิเดตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของอีกฝั่ง มองเผินๆ เหมือนต้องการจะสื่อว่าผู้ปรากฏชื่อในป้ายไวนิลกำลังเอาเงินภาษีประชาชนแล้วแอบอ้างเป็นผลงานตัวเอง ทั้งที่เรื่องวัคซีนเป็นสิทธิ์ที่คนไทยทุกคนต้องได้ฉีด

            เจตนาของนายชัชชาติน่าจะกระแทกกระทั้นรัฐบาลที่ใช้จังหวะนี้มาทำคะแนนนิยม แต่หากถอดรหัสดีๆ มันอาจไม่ได้มีนัยแค่นั้น

            ลำพัง พล.อ.ประยุทธ์คนเดียวพอจะเข้าใจได้ว่าหาเสียงให้รัฐบาล แต่การมีชื่อ พล.ต.อ.อัศวิน และนายสุชัย ซึ่งมีฐานเสียงอยู่คลองเตย มันทำให้ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

            โดยเฉพาะ ‘บิ๊กวิน’ ที่มีข่าวว่า ลึกๆ อยากลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีกครั้ง และไม่เคยเอ่ยปากออกมาทั้งต่อหน้าและลับหลังว่าจะหลบให้กับรุ่นน้องอย่าง ‘บิ๊กแป๊ะ’

            ขณะที่ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ‘บิ๊กวิน’ ก็ไม่ได้ปฏิเสธนักข่าวว่าจะไม่ลงสมัคร นอกจากบอกว่า อยู่ระหว่างตัดสินใจ และฟิตร่างกายอยู่ตลอด

            อีกสิ่งที่แม้ไม่ได้พูดตรงๆ ว่าตัวเองอยากจะลงสมัคร แต่รับรู้ได้ว่าอยากลุยอีกสมัย คือ คำตอบที่ตอบคำถามนักข่าวว่า ถ้าไม่ลงสมัครจะให้ ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง ลูกชาย ลงแทนได้หรือไม่ “ถ้าเขาอายุ 35 ปี ถึงเกณท์สมัคร ผมก็ให้ลงแล้ว แต่ตอนนี้เพิ่งอายุ 27 ปีเท่านั้น”

            คำตอบของ พล.ต.อ.อัศวิน ติดเงื่อนไขเดียวคือ เรื่องอายุลูก ไม่ได้ติดถึงเรื่องอื่นเลย

            แม้ในสายตาคนภายนอกจะมองว่าเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์เรื่องความนิยมและการเป็นที่รู้จักของสังคมทั่วไป ‘บิ๊กแป๊ะ’ ดูจะเหนือกว่า ‘บิ๊กวิน’

            ขณะเดียวกัน ‘บิ๊กแป๊ะ’ เป็นของใหม่ ซึ่งย่อมดึงดูดได้มากกว่า ‘บิ๊กวิน’ ที่นั่งบริหารกรุงเทพมหานครมาหลายปีแล้ว แต่สายป่านทางการเมืองทั้งคู่ไม่ได้ห่างกัน เพราะ พล.ต.อ.อัศวินเองก็มีความสนิทกับพี่น้อง 3 ป. ไม่ต่างกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์

            ช่วงที่ผ่านมา ‘บิ๊กวิน’ ยังทุ่มสุดตัวในการเป็นตัวชนกับกระทรวงคมนาคม เรื่องการต่อสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งทุกคนรู้ว่า ‘บิ๊กวิน’ เป็นตัวชนให้กับใครในรัฐบาล

            ดังนั้น จึงพยายามอีกครั้งที่จะสอดแทรกขึ้นมาลงสมัครอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่คนกำลังยี้กับ ร.อ.ธรรมนัสจากการรอด ไม่หลุดเก้าอี้รัฐมนตรีกรณีติดคุกคดียาเสพติดที่ออสเตรเลีย

            หากฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีว่า เลือก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้ ร.อ.ธรรมนัส เหมือนกับที่เคยใช้เลือก พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ได้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็น่าคิด

            อย่าลืมว่า ความคิดในการเลือกผู้แทนและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของคนกรุงแตกต่างจากที่อื่นๆ การเอาคนที่ถูกยี้ขึ้นมาสามารถเปลี่ยนจากที่จะเลือกให้เป็นไม่เลือกได้ จุดนี้หรือไม่ที่ทำให้ พล.ต.อ.อัศวินยังหวังว่าจะมีโอกาส

            และคนที่ปวดหัวอีกครั้งก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร.