จ่าย2พันเราชนะ-ม.33 พักหนี้เกษตร2.8ล้านคน


เพิ่มเพื่อน    

  เฮ! ครม.ไฟเขียวเติมเงิน 2 พัน "เราชนะ" เริ่มโอน 21 พ.ค. "เรารักกัน" ได้ 24 พ.ค. ใช้ยาวถึง 30 มิ.ย."บิ๊กตู่" ชี้เยียวยาประชาชนกว่า 40 ล้านคน ธ.ก.ส.ลุยพักหนี้อุ้มเกษตรกร 2.8 ล้านคน

    ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เวลา 11.55 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการทางเศรษฐกิจที่ ครม.ได้พิจารณามีหลายประเด็นที่สำคัญ เช่น โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากวงเงิน 45,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนบนพื้นฐานของโอกาสและศักยภาพของท้องถิ่น ซึ่งจะเร่งดำเนินการทันทีเมื่อสถานการณ์โควิด-19 บรรเทาลง โดยจะมีคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันเป็นกลไกสำคัญ ภายใต้การติดตามของรองนายกฯ ทุกคน
    นอกจากนี้ ครม.ได้มีมติเห็นชอบกับการเพิ่มเงินสนับสนุนในโครงการเราชนะ อีกคนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะมีประชาชนได้รับประโยชน์ จำนวนมากถึง 33.5 ล้านคน และเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนโครงการม33เรารักกัน อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์เช่นกัน และขยายเวลาของโครงการออกไปถึงเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่า 8 ล้านคน รวมแล้วกว่า 40 ล้านคน
    ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเพิ่มวงเงินสิทธิตามช่องทางที่เคยได้รับของแต่ประชาชนแต่ละกลุ่มโดยอัตโนมัติ สำหรับโครงการเราชนะ จะได้รับเงินเพิ่ม 2,000 บาทต่อคน แบ่งเป็นสัปดาห์ละ 1,000 บาท ระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษหรือกลุ่มผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน จะได้รับเงินจำนวน 1,000 บาท รอบแรกวันที่ 21 พ.ค.2564 และรับเงินโอนจำนวน 1,000 บาทอีกครั้งในวันที่ 28 พ.ค. และสำหรับประชาชนกลุ่มที่มีแอปพลิเคชันเป๋าตัง จะได้รับเงินจำนวน 1,000 บาท รอบแรกในวันที่ 20 พ.ค. และอีก 1,000 บาท ในวันที่ 27 พ.ค.
    สำหรับโครงการม33เรารักกัน จะได้รับเงินจำนวน 2,000 บาทต่อคนเช่นกัน โดยจะได้รับเงิน 1,000 บาท ครั้งแรกในวันที่ 24 พ.ค. และอีก 1,000 บาทในวันที่ 31 พ.ค. โดยผู้มีสิทธิจากทั้ง 2 โครงการสามารถใช้จ่ายได้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. ส่วนโครงการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น โครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ กระทรวงการคลังจะเสนอเพื่อให้ ครม.พิจารณาในระยะต่อไป
    นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการเราชนะว่า ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.2564 เป็นต้นมา จำนวน 73,843 ล้านบาท ส่วนประชาชนกลุ่มแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และคนละครึ่ง และประชาชนกลุ่มผู้ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ w ww.เราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการเราชนะแล้ว จำนวน 16.8 ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.2564 เป็นต้นมา จำนวน 115,724 ล้านบาท
    ขณะที่ประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 2.4 ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค.2564 เป็นต้นมา จำนวน 15,461 ล้านบาท ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการเราชนะแล้ว รวมทั้งสิ้นจำนวน 32.9 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 205,028 ล้านบาท และมีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการเราชนะที่ใช้จ่ายจนครบวงเงินสิทธิ์แล้ว จำนวน 25.2 ล้านคน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านผู้ประกอบการร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีแอปพลิเคชันถุงเงิน ร้านค้าคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการเราชนะ รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะ จำนวนทั้งสิ้นมากกว่า 1.3 ล้านกิจการ
    นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ได้กำหนดพักชำระหนี้เงินต้นให้กับเกษตรกรและบุคลากร ผู้ประกอบการ (นิติบุคคล) สหกรณ์ (ไม่รวมสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ) กลุ่มเกษตรกร กลุ่มบุคคล กองทุนหมู่บ้าน หรือชุมชนและองค์กร ที่มีสัญญาเงินกู้และมีต้นเงินคงเป็นหนี้ก่อนวันที่ 1 เม.ย.2564 และเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่งวดเดือน เม.ย. 2564 เป็นต้นไป และต้องไม่เป็นหนี้ตามโครงการนโยบายรัฐ หรือโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือ หรือมีเงื่อนไขตามมาตรการอื่นๆ จำนวน 2.82 ล้านราย เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความกังวล และลดภาระการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวให้แก่ลูกหนี้ โดยลูกหนี้สามารถนำเงินงวดที่จะต้องชำระหนี้ ไปเป็นสภาพคล่องในการดำเนินชีวิตประจำวันและประกอบธุรกิจได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 3
    โดยในส่วนของการพักชำระหนี้จะพิจารณาจากการกำหนดงวดชำระหนี้ตามศักยภาพของเกษตรกร บุคคล สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และนิติบุคคล ซึ่งจะพักชำระต้นเงินออกไป 6 เดือนถึง 1 ปี นับจากงวดที่ถึงกำหนดชำระเดิม และเป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า โดยลูกค้าต้องชำระเพียงดอกเบี้ยเท่านั้น นอกจากนี้ ยังเปิดให้บริการขอสินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 สำหรับเกษตรกร ลูกจ้างภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และเพื่อป้องกันการเป็นหนี้นอกระบบ วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.35% ต่อเดือน ปลอดชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก วงเงินกู้รายละไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักประกัน ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 3 ปี
    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์การเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ต้นเงินได้ผ่านช่องทาง LINE Official BAAC Family เว็บไซต์ https://www.baac.or.th และ Call Center 0-2555-0555 พร้อมทั้งสามารถแจ้งความประสงค์ขอใช้สินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 ผ่าน LINE Official BAAC Family ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564.

 


อืมมมม... บางวันมันก็ฝืนจริงๆ นะ! คือเรื่องคุยน่ะ..มี อารมณ์จะคุยมันไม่มี แต่ต้องคุย เพราะอย่างนั้น จึงตกอยู่ในลักษณะ "ทุกข์เข็น"

"การสื่อสารกับการเมือง"
ยอมให้ด่า "เพื่ออนาคต"
๗ ปี"ไล่นายกฯ"อย่างเดียว
"วิจัย-พัฒนา"ถึง"หมากัด"
"รัฐบาลทำดีแต่มีคนเซ็ง"
เมื่อนายกฯ ชื่อ "พิธา"