โรคหูแหก-ตาแหกกำลังระบาด!!!


เพิ่มเพื่อน    

             ช่วงระหว่างนี้...ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูจะยังหนักไปทาง โควิด-ไม่โควิด ซะเป็นหลัก โดยเฉพาะบ้านเราที่นอกจากต้องเจอกับโรคระบาดสายพันธุ์ใหม่เหมือนอย่างใครต่อใครเขาแล้ว ยังหนีไม่พ้นต้องเจอกับโรคระบาดสายพันธุ์เก่า ตามแบบฉบับไทยแท้-แต่ดั้งเดิม หรือแบบ ไทยมุง อะไรประมาณนั้น ส่งผลให้ โรคหูแหก-ตาแหก แพร่ระบาดชนิดน่าเกลียด-น่ากลัว ไม่น้อยไปกว่าโรคโควิด เอาเลยก็ไม่แน่!!!

                                     -----------------------------------------------------

                ยิ่งแต่ละคน แต่ละราย ต่างมีอุปกรณ์ เครื่องมือ มี เทคโนโลยี อันสุดแสนจะก้าวหน้า ก้าวไกล อยู่ภายในมือคนละแท่ง สองแท่ง ด้าม-สองด้าม คือต่างมี มือถือ และ อินเทอร์เน็ต เอาไว้ด้วยกันทั้งสิ้น ความ หูแหก-ตาแหก มันก็เลยยิ่งน่าเกลียด น่ากลัว ยิ่งขึ้นไปใหญ่ การฉีดวัคซีน-ไม่ฉีดวัคซีน ฉีดยี่ห้อไหน-ไม่ฉีดยี่ห้อไหน เลยถูกนำมาชิทๆ แชทๆ เจ๊าะๆ แจ๊ะๆ จนไม่ว่าใครก็เถอะ...ถ้าหากหลงเข้าไปใน ดง โซเชียล มีเดีย โดยไม่ได้พก สติ เอาไว้ก่อนล่วงหน้า โอกาสที่จะปวดหัวตายห่า ชนิดยาแก้บวดหายก็เอาไม่อยู่ ติดเชื้อ ติดโรคหูแหก-ตาแหก ชนิดไม่ว่าโรงพยาบาลสนาม หรือโรงพยาบาลใดๆ ก็ยากที่จะรักษา เยียวยา กันได้ง่ายๆ...

                                 -----------------------------------------------------

                ถึงจะพยายามป่าวร้อง โฆษณา เชิญชวน...ในทางที่ถูก-ที่ต้อง ที่เป็น ความจริง เป็น ข้อเท็จจริง เพียงใดก็ตาม แต่มันคงยากจะรับมือกับ ความหูแหก-ตาแหก ที่มีเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเป็นองค์ประกอบ เป็นส่วนเสริม อันส่งผลให้ออกอาการมาแรง แซงโค้ง อย่างยากที่จะขัดขวาง หรือบรรเทาเบาบางได้เลย ยิ่งโดยเฉพาะการอาศัย กลไก หรือ ระบบราชการ อันเป็นสิ่งที่สุดจะเชยซ์ซซ์ แสนเชยซ์ซ์ซ์ ในการรับมือกับสิ่งเหล่านี้ด้วยแล้ว ยิ่งโกบิ๊ก...ไปกันใหญ่!!! หรือยิ่งชักจะเอาไม่อยู่ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ประกอบกับการ ผสมโรง ของบรรดาผู้ที่โกรธ เกลียด เคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ริษยาและชิงชังต่อรัฐบาลในฐานะผู้ควบคุม อำนาจรัฐ ที่คงขจัดไม่ได้ ขจัดไม่หมด อยู่แล้วแน่ๆ สากกะเบือบิน ประมาณนับสิบๆ ล้านด้ามจึงถูกสาดซัดออกมาเป็นสายๆ ชนิดแทบไม่รู้ใคร-เป็นใคร ไผ-เป็นไผ เอาเลยถึงขั้นนั้น...

                                  --------------------------------------------------

                ว่าไปแล้ว...บรรยากาศแห่งความสับสน อลหม่าน โกลาหล ระดับเกิดอาการติดเชื้อ ไทยมุง ไปแทบทั้งประเทศเช่นนี้ วิธีแก้แบบง่ายๆ เดิมๆ ที่เคยได้ผลมาโดยตลอดประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่แต่เฉพาะไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาเท่านั้น ก็คือหนีไม่พ้นต้อง เผด็จการ เอาไว้ก่อนนั่นแหละดี คือต้องหันมา ควบคุม และ บังคับ ทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ให้จงหนัก ไม่ให้ต้องเละเป็นวุ้น เละเป็นขี้ เป็นเต้าหู้ตกโต๊ะเอาง่ายๆ แม้แต่ประเทศประชาธิปไตยแบบชนิดทั้ง ทั้งด้าม ก็ยังหนีไม่พ้นต้องหันมาใช้ สูตร ที่ว่านี้กันในบางระดับ มันถึงจะพอ เอาอยู่ ได้มั่ง...

                                     -----------------------------------------------------

                แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ...ด้วยเหตุเพราะ เผด็จการ บ้านเรา ออกจะเป็นอะไรที่เสียชื่อ เสียรังวัด มาโดยตลอด แม้จะเป็นเผด็จการละมุนภัณฑ์แบบไทยๆ ก็ตาม แต่จะด้วยความละมุน หรือความอะไรก็ยากที่จะสรุปได้ มันเลยกลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึง ประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล ในการใช้ อำนาจ เท่าที่มีอยู่ในมือแบบล้นแล้ว ล้นอีก มากมายซักเท่าไหร่ ออกไปทางหน่อมแน้มๆ ซะเป็นหลัก ไม่สามารถ ควบคุม และ บังคับ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตาม ครรลอง-คลองธรรม หรือก่อให้เกิด ธรรม อุบัติขึ้นมาภายในสังคมนั้นๆ อันจะทำให้การดำรง คงอยู่ ของ ความจริง ของ สัจธรรม ย่อมมั่นคง แข็งแรง ยั่งยืนและสถาพรตามไปด้วย...

                                   ---------------------------------------------------

                ดังนั้น...การที่ต้องเจอกับ ประชาชนที่ไร้ธรรม ที่ไม่ได้สนใจความจริง ข้อเท็จจริง หันไป ไทยมุง หรือหันไป หูแหก-ตาแหก ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ มันจึงกลายเป็น ข้อเท็จจริง อีกชนิดหนึ่ง ที่มิอาจปฏิเสธได้อีกเช่นกัน และคงต้อง อยู่ๆ กันไป จนกว่าจะตายโหง ตายห่า กันไปข้าง หรือจนกว่าจะ ย้ายประเทศหนี ให้หมดเกลี้ยงกันไปเป็นแผงๆ นั่นแหละ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ตอนไหน เพราะเท่าที่เห็นๆ ก็คงแค่หนักไปทาง เพ้อไป-เพ้อมา ไปตามเรื่อง ตามราว การ อยู่ร่วมกันโดยสันติ กับผู้คนเหล่านี้ ประเภทนี้ มันจึงไม่ถึงกับ ง่าย มากมายซักเท่าไหร่ ต้องหาทาง ทำใจ ต้องพยายามอดทน อดกลั้น ต้องพยายามตั้งมั่นอยู่ใน ขันติธรรม ให้มากๆ เข้าไว้ เพราะถ้าหาก ขันติ กลายเป็น ขันแตก ขึ้นมาเมื่อไหร่ มันอาจ เละ ยิ่งไปกว่านี้ หรืออาจถึงขั้น พลิกฟ้า-คว่ำดิน เอาง่ายๆ...

                                   -----------------------------------------------------

                อย่างไรก็ตาม...ภายใต้บรรยากาศทำนองนี้นี่แหละ ก็อาจถือเป็น บททดสอบ ที่ค่อนข้างจะท้าทาย และฉกาจฉกรรจ์เป็นอย่างยิ่ง และแม้ว่าจะ ผ่าน จุดนี้กันไปได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่ง หลายอย่าง ที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า แถมยังออกไปทาง หนัก...กับ...หนัก ไปด้วยกันทั้งสิ้น การแยกสาย แยกกอ แยกห่างระหว่าง ประชาชนผู้มีธรรม กับ ประชาชนที่ไร้ธรรม นับวันจะแสดงให้เห็นชัดเจน จนแทบกลายเป็นความแตกต่างระหว่าง ธรรมะ กับ อธรรม เอาเลยก็ว่าได้ การหาทางยืนหยัดอยู่ภายใน ครรลอง-คลองธรรม ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงต้องอาศัยทั้งความหนักแน่นทาง จิตใจ และความเพียบพร้อมทาง สติ-ปัญญา หรือชาญฉลาดในทาง กรรมวิธี ควบคู่กันไปด้วย โดยจะเป็นไปเช่นไรนั้น...คงมีแต่ พระสยามเทวาธิราช เท่านั้นเอง ที่จะเป็นผู้ให้คำตอบได้ดีที่สุด...

                                -----------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Douglas Jerrold... “In this world, truth can wait; she is used to it. - ในโลกนี้...ความจริงรอได้ เพราะความจริงเป็นฝ่ายรอคอยมาจนชินซะแล้ว...”

                              -----------------------------------------------------

 


อืมมมม... บางวันมันก็ฝืนจริงๆ นะ! คือเรื่องคุยน่ะ..มี อารมณ์จะคุยมันไม่มี แต่ต้องคุย เพราะอย่างนั้น จึงตกอยู่ในลักษณะ "ทุกข์เข็น"

"การสื่อสารกับการเมือง"
ยอมให้ด่า "เพื่ออนาคต"
๗ ปี"ไล่นายกฯ"อย่างเดียว
"วิจัย-พัฒนา"ถึง"หมากัด"
"รัฐบาลทำดีแต่มีคนเซ็ง"
เมื่อนายกฯ ชื่อ "พิธา"