ม็อบ3 นิ้ว-เครือข่ายแบ็คอัพ เตรียมถกท่าที-ปรับทัพ เคลื่อนไหว


เพิ่มเพื่อน    

       หลังแกนนำม็อบคณะราษฎร 63 และแนวร่วมการเคลื่อนไหวทยอยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมาจากเรือนจำต่อเนื่อง        โดยหลังศาลอาญา มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน และไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ เดอะบอตทอมบลูส์  เมื่อ 11  พ.ค. ถัดมาเมื่อวันพุธที่ 12 พ.ค. ศาลอาญา ก็ปล่อยตัวชั่วคราว ปริญญา ชีวินปฐมกุล หรือ พอร์ท ไฟเย็น ที่ถูกเอาผิดมาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ โดยศาลอาญากำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวคือ

            "ห้ามมิให้จำเลยทำกิจกรรมหรือใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในทางที่จะเกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ -ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมใดที่อาจก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง- ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล ให้มาศาลตามกำหนดนัด"

            ที่ก็เป็นเงื่อนไขที่คล้ายคลึงกับ เพนกวินและแอมมี่ ขณะเดียวกัน ตำรวจก็ยังมีการดำเนินคดีกับแนวร่วมคนอื่นๆ ในช่วงออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ศาลปล่อยตัวแกนนำม็อบคณะราษฏร ซึ่งตอนนี้ที่ถูกเช็คบิลแล้วก็มีสองคนหลัก คือ "น.ส.เบนจา อะปัญ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" ที่เคยไปเคลื่อนไหวตรงบันไดทางขึ้นศาลอาญา เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยแกนนำม็อบ  โดยภาพที่หลายคนจดจำเธอได้ดีก็คือ ตอนที่ปราศรัยและโปรยกระดาษตรงบันไดทางขึ้นศาลอาญา รวมถึงตำรวจ ก็มีการดำเนินคดี "ชินวัตร จันทร์กระจ่าง หรือไบร์ท แกนนำราษฎรนนทบุรี" ที่ไปร่วมเคลื่อนไหวให้มีการปล่อยตัวแกนนำม็อบ เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่หน้าศาลอาญาเช่นกัน

            จะเห็นได้ว่าตอนนี้ แกนนำและแนวร่วมหลายคน มีปัญหาคดีความ-เงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวที่เป็นเสมือนชนักติดหลัง ทำให้หากจะกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือทำกิจกรรมการเมืองใดๆ อีก อาจทำไม่ได้เต็มที่เหมือนก่อนหน้านี้ แม้เรื่องการแสดงความคิดเห็นหรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นสิทธิขั้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้และเงื่อนไขการปล่อยตัวของศาล ก็ไม่ได้ห้ามไว้แบบตายตัว-ล็อกแน่น เพียงแต่กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า "ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมใดที่อาจก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง"ซึ่งหากในอนาคต แกนนำอย่าง เพนกวิน-รุ้ง หรือคนอื่นจะไปร่วมเคลื่อนไหวในกิจกรรมต่างๆ เช่น การไปร่วมพูดในเวทีเสวนา ในประเด็นต่างๆเช่นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่อง สถาบันพระมหากษัตรินย์ ก็สามารถไปร่วมได้โดยสนิทใจไม่ต้องกังวล แต่หากจะไปร่วมกิจกรรมการชุมนุมทางการเมือง ที่เกิดจัดๆ ไปแล้วเกิดเหตุวุ่นวายขึ้น เพราะคุมสถานการณ์ไม่ได้ ก็อาจทำให้สุ่มเสี่ยงจะถูกยื่นขอถอนประกันได้

            ประเด็นนี้ เชื่อว่า ทางแกนนำม็อบคณะราษฎรและทีมทนายความ ก็คงระมัดระวังอยู่พอสมควร แม้จะพบว่า แกนนำบางคนอย่าง เพนกวิน ก็มีการเคลื่อนไหวแสดงความเห็นเรื่องมาตรา 112 และการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านพื้นที่โซเชียลมีเดียของตัวเองแล้วก็ตาม

            ที่น่าสนใจ มีข้อมูลออกมาว่า เครือข่ายที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของม็อบคณะราษฎร ทั้งที่อยู่ในฝ่ายภาคประชาชน-นักวิชาการ -ทนายความ -เอ็นจีโอ บางส่วน มีการติดต่อสื่อสารกันภายในและเห็นว่า ควรต้องมีการนัดหารือกันภายในบางส่วนของแนวร่วม เพื่อประเมินสถานการณ์การเคลื่อนไหวต่อจากนี้ หลังแกนนำทยอยได้รับการประกันตัว  โดยเฉพาะ การเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเพื่อเดินหน้าต่อไปในประเด็นที่กลุ่มคณะราษฎรฯ เคยเรียกร้องก่อนหน้านี้ เช่น การแก้ไขมาตรา 112 -การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นที่จะหารือกันก็มีเช่น ต้องการทราบข้อกฎหมายจากทนายความของม็อบคณะราษฎรฯ ว่า เงื่อนไขของศาลที่ปล่อยตัวแกนนำ จะทำให้แกนนำม็อบคณะราษฏรมีขอบเขตการเคลื่อนไหวได้แค่ไหนที่จะไม่เสี่ยงในการถูกถอนประกัน รวมถึง การขับเคลื่อนในเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ต่อจากนี้ ควรต้องทำอย่างไรกันต่อไป -การช่วยเหลือทางคดีกับผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ ฯ  เป็นต้น

             โดยมีข่าวว่าการนัดหารือกันภายในดังกล่าวของแนวร่วมเครือข่ายม็อบคณะราษฏร ฯ จะเกิดขึ้นภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เพื่อรองรับสถานการณ์่ล่าสุดหลังแกนนำทยอยได้รับการปล่อยตัว แต่มีเงื่อนไขของศาลในการให้ประกันตัวที่ทำให้แกนนำหลายคนขยับไม่ได้อิสระเหมือนก่อนหน้านี้