ขอกำนันอย่าจองเวรตร. 'พุทธะอิสระ'สบายใจขึ้น


   

        “พุทธะอิสระ” ตอกย้ำให้กำลังใจ “ลงุตู่-คสช.” ปฏิรูปวงการสงฆ์เต็มที่ สั่งทีมกฎหมายไม่ต้องยื่นประกันหรือเร่งสู้คดี แม้ร่างกายต้องทำกายภาพและใช้ผ้าพันพยุงหลัง “วิทยา” ชี้ข้อหาอั้งยี่ฯ เป็นการฟ้องซ้ำ
เมื่อวันพุธ ตั้งแต่ช่วงเช้า ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีความคึกคักเมื่อนักการเมือง อดีตแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และลูกศิษย์นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม อาทิ นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่, นายวิทยา แก้วภราดัย, นายอิสสระ สมชัย, น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก, ชัย ราชวัตร, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, นายชุมพล จุลใส หรือลูกหมี เดินทางมาเข้าเยี่ยมอดีตพระพุทธะอิสระ 
        นายสาทิตย์กล่าวภายหลังการเข้าเยี่ยมว่า พระพุทธะอิสระได้ฝากถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และฝ่ายกฎหมาย ซึ่งต้องการใช้สิทธิทางกฎหมายและทางปกครองดำเนินการกับตำรวจชุดจับกุม ซึ่งมองว่าปฏิบัติการเกินกว่าเหตุ โดยย้ำว่าขอสละสิทธิ์การต่อสู้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง และไม่ขอใช้สิทธิ์ประกันตัว โดยจะขอให้การต่อสู้ครั้งนี้เป็นเหมือนสงครามสุดท้าย เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปฏิรูปวงการศาสนา และดำเนินการกับพระสงฆ์ที่กระทำความผิด อย่าได้ตำหนิรัฐบาลและ คสช. โดยยังคงสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศในทุกด้านต่อไป 
        “ไม่ได้สอบถามถึงปัญหาสุขภาพ โดยสังเกตจากสีหน้า พบว่าพระพุทธะอิสระมีหน้าตาแจ่มใส แต่เชื่อว่ายังคงมีปัญหาป่วยจากอาการเรื้อรังอยู่ แต่มีกำลังใจที่เข้มแข็ง” นายสาทิตย์กล่าว
นายวิทยากล่าวว่า จากการพูดคุย ทราบว่าคืนแรกนอนไม่ค่อยหลับ เพราะยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ จึงนอนตะแคง ทำให้เกิดการกดทับอักเสบ เจ้าหน้าที่ได้ส่งไปตรวจอาการที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์พร้อมทำกายภาพบำบัด จากนั้นในคืนต่อมาท่านเปลี่ยนท่าเป็นนอนคว่ำ ทำให้มีอาการป่วยดีขึ้น และขณะนี้ท่านมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใส เริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพภายในเรือนจำได้ ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรนั้น คิดว่าเป็นการฟ้องซ้ำ เนื่องจากพระพุทธะอิสระและอดีตแกนนำ กปปส.ทุกคนโดนแจ้งข้อหาดังกล่าวร่วมกันทั้งหมด
        นพ.ระวีกล่าวว่า พระพุทธะอิสระเป็นคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อบ้านเมือง ไม่ได้ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของวัดหรือตัวเอง ซึ่งคดีต่างๆ ที่เจอท่านไม่เคยหนี และคิดว่าการกระทำของตำรวจรุนแรงเกินไป ซึ่งเรื่องนี้แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ได้ออกมาขอโทษแล้ว แต่ที่น่าเสียดายที่สุดคือ คนที่สมควรออกมาขอโทษมากที่สุดก็คือ ผบ.ตร. เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ แต่อาจเห็นว่านายกฯ และรองนายกฯ ออกมาขอโทษแล้วเรื่องก็น่าจะจบ ซึ่งจุดนี้ทำให้เห็นว่าระบบของตำรวจไทยควรปฏิรูปอย่างจริงจัง
        ทั้งนี้ หลังการเยี่ยมเสร็จและทยอยเดินพ้นออกจากประตูเรือนจำ ปรากฏว่ามีญาติที่เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังกลุ่มนปช.คนเสื้อแดงได้ตะโกนด่าทอกลุ่มพระและ กปปส. ก่อนขี่รถจักรยานยนต์ออกไปจากเรือนจำโดยไม่มีเหตุกระทบกระทั่งใดๆ
ต่อมา นายไพบูลย์ นิติตะวัน และนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความของพุทธะอิสระ ได้เข้าหารือในประเด็นข้อกฎหมาย โดยนายไพบูลย์กล่าวว่า พระพุทธะอิสระเห็นว่าช่วงนี้รัฐบาลกำลังทำหน้าที่ในการชะล้างสิ่งที่ไม่ดีในคณะสงฆ์ และมีความคืบหน้าเป็นลำดับ โดยได้รายงานให้ทราบว่าได้มีประกาศพระราชกิจจานุเบกษาถอดถอนสมณศักดิ์พระสงฆ์ 7 รูป ซึ่งพระพุทธะอิสระได้ชื่นชมการทำงานของรัฐบาล ที่จริงจังในการทำให้กิจการสงฆ์บริสุทธิ์ และให้พระสงฆ์กลับมาอยู่ในพระธรรมวินัย ดังนั้นในระหว่างนี้จึงยังไม่ต้องการให้ทนายความดำเนินการเกี่ยวกับคดีทั้งหมด รวมถึงยังไม่ต้องให้ยื่นประกันตัว แม้ครบกำหนดฝากขังผลัดแรกในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับคดีทุจริตเงินทอนวัดและงบประมาณแผ่นดินได้อย่างเต็มที่
        “พระพุทธะอิสระมีท่าทีสบายใจขึ้น สงบเยือกเย็น ตื่นตีสามทำวัตร นั่งสมาธิ แต่ยังต้องมีการทำกายภาพและใช้ผ้าพันเอวพยุงหลัง ในส่วนของข้อกฎหมายได้หารือในข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร และข้อหาปลอมและการใช้พระปรมาภิไธยโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผมได้ชี้แจงไปว่าสามารถต่อสู้ได้ แต่พระพุทธะอิสระขอให้ชะลอออกไป เพื่อให้รัฐบาลทำงานแก้ปัญหาทุจริตอย่างเต็มที่” นายไพบูลย์กล่าว
        ส่วนนายธีรยุทธ กล่าวว่า ลูกศิษย์กำลังหารือถึงช่วงวันเวลาที่เหมาะสมในการเข้าเยี่ยม เบื้องต้นลูกศิษย์หรือผู้ที่ไม่มีความจำเป็นจะขอให้งดเยี่ยมไปก่อน เพื่อให้พระพุทธะอิสระได้พักผ่อนทำกายภาพบำบัดและฟื้นฟูร่างกายให้ดีขึ้น ซึ่งพระพุทธะอิสระต้องเข้ารับการทำกายภาพบำบัดทุกวันในช่วงบ่าย
        ด้าน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า หนักใจในเรื่องปัญหาด้านสุขภาพอนามัย เนื่องจากหลายคนมีอายุมาก มีโรคประจำตัว ทางราชทัณฑ์ต้องดูแลเป็นอย่างดี อีกทั้งเรื่องการเยี่ยมญาติเราก็อนุโลมให้มีการเยี่ยมญาติได้ 
วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกรณีการปลุกกระแสต่อต้านการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บุกจับพระพุทธะอิสระว่า ตำรวจทำงานตามวิธีการของเขา และเป็นไปตามระเบียบ กฎข้อบังคับ แต่การดำเนินการครั้งนี้ทำให้คนที่ศรัทธาต่อพระพุทธะอิสระเกิดความไม่พอใจ ซึ่งที่ผ่านมาได้ขอโทษในภาพรวมไปแล้ว และยอมรับว่าเรื่องนี้มีทั้งคนชอบ ไม่ชอบ แต่คิดว่าเรื่องนี้คงไม่มีอะไร
        เมื่อถามว่าโดยปกติการปฏิบัติของตำรวจจะเบากว่านี้ได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ขณะนั้นที่จะตกลงใจ ซึ่งการบุกจับครั้งนี้ก็ไม่รู้มาก่อน เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ เป็นเรื่องคดีความ และไม่ได้รายงานมา
        ถามอีกว่า ช่วงหลังมีการเผยแพร่ภาพนายกฯ,  พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ ถ่ายภาพหมู่กับพระพุทธะอิสระหลังทำพิธีปลุกเสกพระ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า คิดว่าเป็นความพยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีสัมพันธ์ลึกซึ้งแต่อย่างใด ซึ่งภาพที่มีการเผยแพร่นั้นเป็นพิธีที่มีการเชิญพระไป ซึ่งนายกฯ ได้ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่เจิมหน้าผาก เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้ เพราะท่านเป็นพระ.