‘เสรี’แนะ‘ดอน’ เกาะเก้าอี้หนึบ ไม่ต้องใช้สปิริต


เพิ่มเพื่อน    

 "เสรี" แนะ "ดอน" อย่าใช้สปิริตอย่างเดียวอาจก่อปัญหาหนักกว่าเดิม ชี้ช่องยังไม่ต้องลาออก ให้รอศาล รธน.วินิจฉัย เพราะจะไม่กระทบกับกิจการที่ทำไว้ก่อนหน้า ขณะที่เพื่อไทยรุมขย่ม จี้ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

    นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง  สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กล่าวถึงการถือหุ้นของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอความเห็นเบื้องต้นว่า ภรรยาของนายดอนถือหุ้นมีจำนวนขัดต่อรัฐธรรมนูญ และจะทำให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่นั้น มีนักการเมืองบางคนบอกว่านายดอนจะออกจากตำแหน่งหรือไม่ อยู่ที่สปิริตตน ขอแนะนำว่าหากเป็นเรื่องจริง เรื่องนี้อาศัยสปิริตอย่างเดียวไม่ได้  
    เขาให้เหตุผลว่า การออกโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะทำให้ไม่กระทบต่อกิจการที่ได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม มาตรา 187 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง อย่างไรก็ตาม หาก รมต.ถูก กกต.เห็นว่าถือหุ้นขัดรัฐธรรมนูญจริง ก็ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ถึงที่สุด และก็ยังไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร
    นายเสรีกล่าวอีกว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยไม่ผิดก็ได้ เพราะ รธน.มาตรา 263 วรรคสี่ ยกเว้นไว้ว่า “บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ห้ามมิให้บุคคลดํารงตําแหน่งทางการเมือง มิให้นํามาใช้บังคับแก่การดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีตามมาตรา 264” ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นยุติ ตาม รธน.มาตรา 82 วรรคสอง ประกอบมาตรา 170 วรรคสาม ซึ่งหากแสดงสปิริตลาออกจากรัฐมนตรีก่อน ก็จะเป็นปัญหาต่อไปว่าการที่ได้กระทำไปแล้วจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะกลายเป็นปัญหาหนักเข้าไปอีก หาก กกต.เห็นว่าผิด ก็ควรต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จะเป็นการดีที่สุด
    ด้านนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.การต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามข้อกฎหมายนายดอนสามารถอยู่ในตำแหน่งได้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเห็นพ้องกับ กกต.หรือไม่ แต่การดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องถามสังคมว่าคาดหวังมาตรฐานอย่างไร เคยมีผู้กล่าวไว้ว่าความรับผิดชอบทางกฎหมายกับความรับผิดชอบทางการเมืองต้องแยกจากกัน ในฐานะที่เป็น รมว.การต่างประเทศต้องทำงานเจรจาและประชุมกับต่างชาติ การถูกกล่าวหาเช่นนี้จะกระทบการทำงานหรือไม่ 
    เขากล่าวว่า ที่สุดแล้วอยู่ที่การตัดสินใจของนายดอน เพราะมีความรู้ประสบการณ์ที่หล่อหลอมจากการเป็นนักการทูต คงรู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้ควรทำอย่างไร ตนไม่ขอก้าวล่วง
    นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ร้อง กกต.ให้ตรวจสอบรัฐมนตรีกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญทั้งหมด 9 คน ตอนนี้มีข่าว กกต.ลงมติว่านายดอนกระทำเข้าลักษณะต้องห้ามเพียง 1 คน แล้วให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงขอเรียกร้องไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้นายดอนหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที เพราะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุนายดอนยังไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนั้น ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 82 วรรคสอง ที่ระบุว่า เมื่อ กกต.ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของศาล และจะเหมาะสมกว่าถ้านายกฯ สั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่เอง ไม่ต้องรอให้ศาลเป็นผู้ออกคำสั่ง
    ส่วนกรณีนายวิษณุระบุได้รับการแจ้งจาก กกต.แล้วนั้น นายเรืองไกรกล่าวว่า ตนในฐานะผู้ร้องยังไม่ได้รับการแจ้งผลการพิจารณา ดังนั้นขอเรียกร้องไปยัง กกต.ให้แจ้งผลมายังผู้ร้อง เพราะข่าวที่ออกมานั้นมีผู้กระทำผิดตามร้อง แต่ยังไม่ทราบคำวินิจฉัยและความเห็นของกกต.ตามคำร้องที่ตนได้ยื่นไป
    นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย และคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย(พท.) ให้สัมภาษณ์ว่า หากนายดอนพ้นจากตำแหน่งจริง ก็จะต้องมีการปรับ ครม. และจากที่เคยฟังตามสื่อก็ระบุว่าจะนำนายสนธยา คุณปลื้ม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และอาจจะนำรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ ปัจจุบัน ขยับไปตำแหน่งอื่นก็อาจจะเป็นไปได้ ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลควรทำในวันนี้ คือรีบปลดล็อก ให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรม และเดินหน้าสู่การเลือกตั้งให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงาน
          เมื่อถามว่า การที่มีกระแสข่าวของนายดอนอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากไม่สามารถระงับ ยับยั้งการเดินทางของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สามารถเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ได้ นายสามารถกล่าวว่า ไม่น่าเกี่ยวกัน เพราะประเทศมหาอำนาจ ทุกประเทศมีอธิปไตยในดินแดนของตน ใครจะไปก้าวก่าย ก้าวล่วง หรือกำหนดนโยบายให้ประเทศต่างๆ เดินตามก็ไม่สามารถทำได้ 
    "ขนาดประเทศไทยก็ยังไม่ยอมให้ใครมาก้าวล่วงได้ ฉะนั้นรัฐมนตรีต่างประเทศ คงไม่สามารถไปสั่งอังกฤษ สั่งอเมริกา สั่งดูไบได้ และที่สำคัญ ต้องทบทวนว่าที่ไปกล่าวหาเขาว่าเป็นคนร้าย เป็นนักโทษ เป็นผู้ต้องหา เป็นจำเลย แต่ทำไมต่างประเทศเขาถึงให้เกียรติเดินทางเข้าประเทศได้ และไม่คิดว่าบุคคลเหล่านี้เป็นคนอันตราย เพราะหลายประเทศมองกรณีนี้ว่าเป็นเรื่องการเมือง"
    นายสามารถกล่าวว่า ต่อให้เปลี่ยนรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ หรือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.มารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศเอง ก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ และก็คงจะต้องปลดตัวเองเช่นกัน
    ขณะที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมามีแบบอย่างที่เป็นบรรทัดฐานอยู่แล้ว และยิ่งรัฐบาลมาในลักษณะไม่ปกติ รัฐมนตรีในรัฐบาลก็ต้องยิ่งทำตัวให้สังคมเห็นว่ามีความผิดแผกไปจากนักการเมืองทั่วไป ดังนั้น เมื่อมีมติออกมาเช่นนี้ เรื่องการหยุดปฏิบัติหน้าที่จะรอทำไม ควรให้เกียรติและให้โอกาสนายกรัฐมนตรี ในการที่จะปรับปรุงเพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้ดีกว่า
    นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ออกแถลงการณ์ขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ แสดงสปิริตลาออกกรณีไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 
    เขากล่าวว่า กรณีดังกล่าวเคยเกิดขึ้นกับรัฐมนตรีและนักการเมืองในอดีต และสังคมเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง และหรือมีกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในทางธุรกิจ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของการเมืองไทย นำไปสู่การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในยุค คสช. แต่การที่เนติบริกรและหรือนักกฎหมายที่ชอบเชลียร์ผู้มีอำนาจหลายคนออกมาแก้ต่างให้ รมว.ดอน ว่ายังไม่ต้องลาออก หรือยังไม่ถือว่ามีความผิดจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย 
    "พฤติการณ์และความคิดเป็นดังกล่าว เป็นอันตรายกับการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากการปฏิรูปการเมืองคือการแสดงสปิริต หรือการกระทำที่ไม่ไปซ้ำรอยกับนักการเมืองเดิมในอดีตที่ทำลายภาพลักษณ์ทางการเมือง ทำให้เป็นช่องว่างเปิดโอกาสให้มีการทำรัฐประหาร” 
        แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏหลัง กกต.ได้มีคำวินิจฉัยออกมา ชี้ให้เห็นว่าเป็นการเข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 264 ประกอบมาตรา 187 รมว.การต่างประเทศจึงไม่ควรรอให้ กกต.ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย แต่ควรแสดงสปิริตหรือความเป็นสุภาพบุรุษของคนกระทรวงการต่างประเทศที่ยึดถือกันมาด้วยดีทุกยุคทุกสมัย โดยการลาออกจากตำแหน่ง เชื่อว่าจะได้รับการสรรเสริญจากคนทั้งประเทศและทั้งโลก ว่าเป็นผู้มีสปิริตสูงกว่านักการเมืองบางคนในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ที่มีปัญหาถูกร้องเรียน แต่ก็ยังทำงานต่อ และจะเป็นแบบอย่างที่ดีต่อเยาวชนคนรุ่นหลังในอนาคตต่อไปด้วย.


เอาละครับ..... นับจากวันนี้ (๘ ส.ค.๖๓) เป็นต้นไป ถึงสิ้นปี และมีความเป็นไปได้ ที่จะติดพันไปถึงต้นปีหน้า

"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'