นายกฯ หมดบารมี?


เพิ่มเพื่อน    

 

       ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี

            ฉีดวัคซีนโควิด ๒ วันเฉียด ๙ แสนโดส

            ช่วงแรกๆ วัคซีนมากะปริบกะปรอยไม่เต็มร้อย จึงมีปัญหาขลุกขลัก เสียงก่นด่าตามมาบ้าง ก็ธรรมดามนุษย์

            ณ วันที่ ๙ มิถุนายน ตัวเลขรวมฉีดไปแล้ว  ๕,๑๐๗,๐๖๙ โดส

            ฉะนั้นจบเดือนนี้ น่าจะเกิน ๑๐ ล้านโดส

            ตัวเลขนี้มีนัยสำคัญ

            เพราะจะเป็นจำนวนการฉีดแบบก้าวกระโดด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งฉีดวัคซีนมาก่อนไทย ยังต้องอยู่ในสภาวะ "รอวัคซีน"

            ประเทศไหนรอจากโคแวกซ์ จะมีวัคซีนแจกจ่ายให้คราวละหลักแสนโดสเท่านั้น

            ก็อยากให้รับทราบว่า วัคซีนในไทยจะทยอยเข้ามาเรื่อยๆ โดยเฉพาะแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งเป็นวัคซีนหลัก จะไม่เข้ามาทีเดียว ๕๐ ล้านโดส ๑๐๐ ล้านโดส

            ก็ว่ากันตามคิว บางคนอาจได้ฉีดเดือนท้ายๆ ในช่วงสิ้นปี

            วันนี้ไม่มีประเทศไหนฉีดครบครับ ยังต้องทยอยฉีดกันไปเรื่อยๆ

            ฉะนั้นใครที่โวยวายจะฉีดภายในเดือนนี้ให้ได้ ก็ควรรับทราบนะครับ ในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะได้รับวัคซีนภายในเดือนนี้

            วานนี้มีประกาศศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-๑๙) เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-๑๙

            ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๓  และได้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปเป็นระยะอย่างต่อเนื่องและมีประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ที่นายกรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ ของนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ ๓) ลงวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔ นั้น

            เพื่อเร่งรัดให้การขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-๑๙ ตามวาระแห่งชาติไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมีประสิทธิภาพ และประชาชนได้รับประโยชน์โดยเร็ว เป็นไปตามมาตรการเร่งรัดการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคตามข้อ ๕ ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา  แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๒๓) ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม  พ.ศ.๒๕๖๔ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-๑๙ โดยข้อเสนอของศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-๑๙ และคณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-๑๙ จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-๑๙ ดังนี้

            ๑.ให้มีการจัดหาวัดซีนป้องกันโรคโควิด-๑๙ ที่มีคุณภาพและมีจำนวนเพียงพอแก่ประชาชน โดยอย่างน้อยให้ครอบคลุมร้อยละ ๗๐ ของจำนวนประชากร (ไม่น้อยกว่าจำนวนประชากรห้าสิบล้านคน)

            ๒.ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประสานงาน ส่งเสริม และสนับสนุนผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโรค

โควิด-๑๙ ในการดำเนินการขึ้นทะเบียนวัคซีนให้เป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ

            ๓.ให้กรมควบคุมโรค องค์การเภสัชกรรม สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สภากาชาดไทย ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  หรือหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่และอำนาจในการให้บริการทางการแพทย์ หรือสาธารณสุขแก่ประชาชน ร่วมมือกันในการดำเนินการจัดหา สั่ง หรือนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-๑๙ อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีน ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วและทั่วถึงภายใต้กฎหมาย กฎ หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง หรือตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานนั้นๆ กำหนด

            ครับ...สรุปเพื่อไม่ให้มีดรามาวัคซีนโดยไม่จำเป็น มี ๕  หน่วยงาน ทำหน้าที่ดำเนินการจัดหาวัคซีน

            ๑.กรมควบคุมโรค

            ๒.องค์การเภสัชกรรม

            ๓.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ

            ๔.สภากาชาดไทย

            และ ๕.ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือหน่วยงานของรัฐ

            ฉะนั้นหลังจากนี้หากมีข่าว บริษัทข้ามชาติ หรือในชาติ อ้างว่าเป็นตัวแทนเร่เสนอขายวัคซีน แต่ติดต่อใครก็ไม่ได้ ก็สันนิษฐานไว้ก่อนว่า มีโอกาสเป็นพวกต้มตุ๋น

            หรือไม่ก็ขบวนการปล่อยเฟกนิวส์ เพื่อดิสเครดิตการทำงานของฝ่ายรัฐ

            จบเรื่องวัคซีน เหลือบไปเห็นหัวแถวสามนิ้วเขาคุยกันในโซเชียล

            ซัดกันมันปาก "บิ๊กตู่" หมดบารมีแล้ว เพราะน้องชายถูก ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา จงใจแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ

            จุดยืน และวิธีคิดของคนสำคัญครับ

            ถ้ามีล้อเลื่อนเมื่อไหร่ก็จบข่าว!

            คนที่ต่อต้านรัฐบาลเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เชื่อว่า รัฐบาลสามารถแทรกแซง ศาลยุติธรรม, ศาลรัฐธรรมนูญ,  ป.ป.ช., กกต. ฯลฯ

            เอาเป็นว่าองค์กรอิสระทั้งหมด อยู่ในกำมือรัฐบาล

            ฉะนั้นทุกครั้งที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลถูกชี้ว่าผิด เสียงก่นด่าจะสาดไปทั่วทุกองค์กร

            กลับกัน เมื่อไหร่ก็ตาม ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้รับการวินิจฉัยว่าถูกต้อง พอจะมีเสียงชมเล็ดลอดออกมาบ้าง แต่ก็เบาเกินกว่าจะได้ยิน

            ถามว่าองค์กรอิสระมีปัญหาในการทำงานหรือไม่ 

            จะตอบว่า ไม่มีเลยคงไม่ได้

            ปัญหามีแน่ แต่ต้องลงไปดูในรายละเอียดว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร

            ขณะที่สังคมไทยมีปัญหาอย่างมากกับคำว่า "ข้อเท็จจริง"

            ส่วนใหญ่เชื่อ "เขาเล่าว่า"

            มากกว่าเชื่อ "ข้อเท็จจริง"

            ก่อนนี้เขาเล่าว่า รัฐบาลครอบงำองค์กรอิสระ

            และวันนี้เขาเล่าว่า พล.อ.ประยุทธ์ หมดบารมีแล้ว

            ทั้งที่ข้อเท็จจริง องค์กรอิสระทำงานไปตามปกติ

            กรณี ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาแก่ พล.อ.ปรีชา​ จันทร์โอชา​ คือขั้นตอนการทำงานปกติ

            สอบเสร็จแล้วจะชี้มูลหรือไม่นั่นคือขั้นตอนต่อไป

            คดีนี้ถ้ารัฐบาลแทรกแซงถือเป็นเรื่องใหญ่ ทุกสิ่้งทุกอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำมาจะพังครืนทันที

            นั่นแหละครับจึงจะนำไปสู่คำว่า "หมดบารมี"

            ทำให้หวนนึกถึง ป.ป.ช.ยุครัฐบาลทักษิณ ขุดคุ้ยความฉาวโฉ่ ซุกหุ้นแจงบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

            ทักษิณเดือดดาลหาทางยุบองค์กรอิสระ

            ยุบไม่ได้ก็พยายามเข้าครอบงำ

            สุดท้าย หมดบารมียังน้อยไป

            ไม่มีแผ่นดินอยู่.