อิมแพ็กต์จากคดี‘น้องชายบิ๊กตู่’ ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว


เพิ่มเพื่อน    

   ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า อยู่ๆ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะมีมติ 9 ต่อ 0 แจ้งข้อกล่าวหา ‘บิ๊กติ๊ก’ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิกวุฒิสภา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชาย ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กรณีแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ

            เพราะก่อนหน้านี้ ไม่ว่าใครจะยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ บิ๊กติ๊ก คำตอบสุดท้ายของการตรวจสอบมักออกมาในลักษณะของการ ‘ตีตก’

            ทุกคนมักคิดว่า บิ๊กติ๊ก โชคดีที่เกิดมาเป็นน้อง บิ๊กตู่ ไม่ว่าจะอย่างไรย่อมต้องรอดจากโทษทัณฑ์ เพราะหากน้องโดนจะกระทบถึงพี่ ดังนั้นประเด็นนี้จึงเซอร์ไพรส์

            แต่อย่างไรก็ดี กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติแจ้งข้อกล่าวหา บิ๊กติ๊ก นั้นยังไม่ใช่ปลายทางของคดี เพราะยังเหลือขั้นตอนของการแก้ข้อกล่าวหา ที่ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องหาพยานหลักฐานมาหักล้าง

            หาก บิ๊กติ๊ก ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้ยังมีโอกาสรอด แต่หากการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของน้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถลบล้างข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.ได้ ผลลัพธ์คือ ‘ชี้มูล’

            และต่อให้ ป.ป.ช.ชี้มูล บิ๊กติ๊ก จริงมันก็ยังไม่ได้สิ้นสุด เพราะตามกฎหมายแล้วคดีแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ หรือคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นร่ำรวยผิดปกติ หรือปกปิดบัญชีทรัพย์สิน หลังจาก ป.ป.ช.ชี้มูลแล้วจะต้องส่งต่อไปให้อัยการสูงสุด เพื่อร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระบวนการขั้นตอนจึงค่อนข้างยาว

            ฉะนั้น คดีของ พล.อ.ปรีชาคงไม่จบในวันนี้วันพรุ่ง แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะ ไม่ว่าจะในส่วนของ ป.ป.ช. หรืออัยการ ศาลฎีกาฯ ในกรณีที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูล

            หากแต่อิมแพ็กต์จากกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา พล.อ.ปรีชาครั้งนี้นั้น ในทางการเมืองถือว่ามีค่อนข้างมาก

            และมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ในทางการเมืองถือว่ามีนัยสำคัญ

            อย่างไรก็ดี หากจับคดีนี้ไปเชื่อมโยงกับที่ในระยะหลังมักมีแต่ฝ่ายรัฐบาลถูกดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นกรณีรุกป่าสงวนฯ ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่ศาลฎีกาสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. กรณีอัยการสั่งฟ้องนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ และประธานวิปรัฐบาล ในคดีทุจริตโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล หรือแม้กระทั่งล่าสุด กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูล ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจำนวน 4 ราย ที่มีทั้งของพรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทยเสียบบัตรแทนกัน ถือเป็นสัญญาณแปลกๆ

            โดยเฉพาะกรณีของ ‘บิ๊กติ๊ก’ ที่ถือเป็น ‘บิ๊กเนม’ ที่สุด ในฐานะน้องชายนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

            สัญญาณนี้ถูกจับจ้องออกเป็นหลายมิติ ตั้งแต่การถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการถางทางเพื่อเตรียมจะเล่นงาน ‘บิ๊กเนม’ จากฝ่ายตรงข้ามในลำดับต่อไปหรือไม่ เพราะการเล่นงาน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลก่อนย่อมเป็นการตัดข้อครหาเรื่อง ‘สองมาตรฐาน-เลือกปฏิบัติ’ ออกไป เนื่องจากโดนทุกฝ่ายแม้แต่น้องชายผู้นำประเทศเอง

             ซึ่งถ้าไปค้นคดีที่มีการร้องเรียน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ตามองค์กรตรวจสอบต่างๆ พบว่ามีไม่น้อยเหมือนกัน ทั้งคนที่ถูกร้องเรียนในข้อหาเดียวกับ น.ส.ปารีณา เรื่องของการถือครองที่ดินป่าสงวนฯ ส.ป.ก. หรือเรื่องการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน

            การแจ้งข้อกล่าวหา บิ๊กติ๊ก และเอาผิด ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหลายคนในห้วงเวลานี้ยังได้ผลพวงทางอ้อมในแง่ของการป้องปรามบรรดา ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไม่ให้ชะล่าใจว่า วันนี้อยู่กับฝ่ายอำนาจแล้วจะแคล้วคลาดปลอดภัยเสมอไป​ เหมือนกับที่ระยะหลัง บิ๊กตู่ ออกมาย้ำหลายรอบว่า พร้อมจะดำเนินคดีกับทุกคนหากพบว่ากระทำการทุจริต หลังมีข่าวบุคคลในรัฐบาลพัวพันกับความฉาวโฉ่ออกมาบ่อย

            ขณะเดียวกัน การแจ้งข้อกล่าวหา บิ๊กติ๊ก นอกจากไม่ส่งผลกระทบต่อ บิ๊กตู่ อย่างที่คาดกันไว้ ยังกลายเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของผู้นำที่กำลังอยู่ในช่วงติดลบให้ดูดีขึ้นมาว่า แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่ปกป้องถ้ากระทำผิด

            ขณะที่ บิ๊กติ๊ก เอง การถูกแจ้งข้อกล่าวหาไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรเท่าไหร่ เพราะต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาไม่ได้มีภาพลักษณ์ที่ดีทางการเมือง จากกรณีที่ถูกร้องเรียนหลายเรื่อง ตลอดจนเรื่องของการไม่ค่อยเข้าประชุมตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

            หากเปรียบสองพี่น้องในแง่ของภาพลักษณ์ คือ ‘ขาว’ กับ ‘ดำ’ ดังนั้น ไม่ได้ทำให้ ‘บิ๊กติ๊ก’ ดูแย่ไปกว่าเดิม

            และต่อให้ถึงที่สุดแล้ว หาก บิ๊กติ๊ก จะต้องถูกชี้มูลจริงๆ คดีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน แม้จะมีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุก แต่ส่วนใหญ่หากมักลงเอยด้วยการรอลงอาญา และตัดสิทธิทางการเมือง

            ซึ่ง พล.อ.ปรีชาไม่ใช่นักการเมือง และไม่เคยมีข่าวว่าสนใจแวดวงทางการเมืองเลย ขณะที่อายุของ ส.ว.ชุดปัจจุบันเหลือราวๆ 3 ปีเท่านั้น การถูกตัดสิทธิทางการเมืองจึงไม่ส่งผลกระทบใดๆ

            อีกทั้งปริมาณเสียง ส.ว.ที่มีถึง 250 คน การขาดหายไปเพียงคนเดียว ย่อมไม่ส่งผลกระทบอะไรเฉกเช่นเดียวกัน

            ดังนั้น มันเป็นการยิงปืนนัดเดียวแต่ได้นกหลายตัวมากๆ.