ชะตากรรม 4 ส.ส. สัญญาณเตือน 3 ป.


เพิ่มเพื่อน    

 

   นับเป็นไทม์ไลน์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์การเมือง  ที่มีสภาวะล่อแหลมอย่างยิ่ง ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. หลังระหองระแหงกับพรรคภูมิใจไทย ในเรื่องการแก้ปัญหาวิกฤติโควิด ไม่นับรวมปัญหาบาดหมางของพรรค พปชร.  กับพรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้หลายประเด็น

            จู่ๆ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาชี้มูลความผิด ส.ส.ฝั่งรัฐบาล  จำนวน 4 คน จากทั้งหมด 8 คน ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ท่ามกลางการวิเคราะห์ เป็นการส่งสัญญาณเตือนทางการเมืองอะไรหรือไม่ 

            โดยฝ่ายที่ถูกชี้มูลความผิด มีฝั่งพรรคภูมิใจไทยจำนวน 3 คน เกิดขึ้นในช่วงระหว่างการพิจารณาร่าง  พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ  พ.ศ.2564 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท คือ นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง นายภูมิศิษฏ์ คงมี ส.ส.พัทลุง  และ นางนาที รัชกิจประการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ  และถือเป็นแม่ทัพหญิงคุมพื้นที่ภาคใต้ของพรรคอีกด้วย

            สำหรับคดีอาญา ป.ป.ช.จะส่งให้อัยการเพื่อส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  นอกจากนี้ ยังมีความผิดจริยธรรมร้ายแรง ซึ่ง ป.ป.ช.จะส่งให้ศาลฎีกาโดยตรง

            ขณะที่อีก 1 คน คือ น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์  ส.ส.กทม. พลังประชารัฐ จากพรรคแกนนำรัฐบาล กรณีฝากบัตรให้ผู้อื่นเสียบแทนระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ 10 แม้ น.ส.ธณิกานต์จะอ้างว่าเหตุที่ไม่อยู่ในห้องประชุมเพราะไปร่วมงานเสวนารายการหนึ่งที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง

            แต่เหตุผลไม่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาได้ จึงมีมติชี้มูล โดยคดีอาญา ป.ป.ช.จะส่งให้อัยการเพื่อส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากนี้ ยังมีความผิดจริยธรรมร้ายแรง ซึ่ง ป.ป.ช.จะส่งให้ศาลฎีกาโดยตรงเลยเช่นกัน  

            สำหรับการออกมาชี้มูลความผิดครั้งนี้ หากมองตามเนื้อผ้าถือว่า ป.ป.ช.ทำหน้าที่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย ไม่ค้านสายตาประชาชน เพราะให้เหตุผลชัดว่า 4 ส.ส.ฝั่งรัฐบาลที่ถูกชี้มูลความผิดไม่อยู่ในห้องประชุมจริงในช่วงการเสียบบัตร 

            แตกต่างจาก ส.ส.คนอื่นๆ ที่รอดพ้นจากการชี้มูลความผิด เพราะไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน ไม่มีพฤติการณ์ เนื่องจากพยานระบุว่าเห็นแค่ถือบัตร 2 ใบ แต่ไม่เห็นว่ามีการเสียบบัตรแทนกัน จึงไม่ผิดทั้งอาญาและไม่ผิดจริยธรรม

            เท่ากับว่า ป.ป.ช.สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเรียกความเชื่อมั่นจากสังคมคืนมาได้ ไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจฝ่ายรัฐบาลอย่างที่มีความพยายามกล่าวหา 

            แต่หากพิจารณาในอีกแง่มุม โดยมีการวิเคราะห์กันว่า อาจเป็นเกมการเมือง เพื่อส่งเสียงเตือนนักการเมืองที่ไม่เดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะในยามที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเกิดรอยร้าวกับผู้มีอำนาจ 3 ป.ในหลายประเด็น อีกทั้งยังเป็นพรรคการเมืองอันดับ 2 ที่เป็นนั่งร้านสำคัญและกำหนดเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ จึงต้องการส่งสัญญาณหวดก้นให้กลับมาเดินในเส้นทางที่ผู้มีอำนาจกำหนดไว้ใช่หรือไม่  

            ขณะที่ น.ส.ธณิกานต์ ถือเป็น ส.ส.สมัยแรกและจัดว่าไม่ได้อยู่ในกลุ่ม ส.ส.สายแข็ง หากเทียบกับนายทวิรัฐ  รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา ลูกชายนายวิรัช รัตนเศรษฐ  ประธานวิปรัฐบาล ที่รอดพ้นการชี้มูลไป อีกทั้งเธอยังเป็น 1 ใน 6 ส.ส.กลุ่มดาวฤกษ์ ที่ก่อนหน้านี้ก็เคยขัดมติพรรค พปชร. ในศึกซักฟอกรอบล่าสุด และถูกมองว่าท้าทายอำนาจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค พปชร.มาแล้ว ดังนั้นผลที่ออกมาอาจหมายถึงการสั่งสอนใช่หรือไม่ 

            อย่างไรก็ตาม แม้คดีอาญา 4 ส.ส.อาจต้องใช้เวลาอีกนาน หรืออาจนานกว่าอายุของรัฐบาลชุดนี้ก็ตาม เพราะกระบวนการตรวจสอบต้องมีความเข้มข้นสูง  ผ่านกระบวนการของอัยการ รวมทั้งการรับฟ้องและ ตัดสินโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

            แตกต่างจากกระบวนการเอาผิดจริยธรรมร้ายแรง ที่อาจใช้เวลารวดเร็วกว่าเพราะไม่ต้องพิสูจน์ความผิดเข้มข้น เมื่อเทียบกับคดีอาญา ไม่ต้องผ่านอัยการ แต่ยิงตรงไปที่ ศาลฎีกา และหากรับฟ้องจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ อย่างเช่น น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จากปมรุกป่าสงวนแห่งชาติที่จังหวัดราชบุรีมาแล้ว ซึ่งทั้งสองกระบวนการนี้ของ 4 ส.ส.จะลงเอยเช่นใด ศาลฎีกาจะเป็นผู้ตัดสินออกมา

            ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นี่อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนดังๆ อีกครั้ง หากใครคิดจะลองดีกับผู้มีอำนาจ 3 ป. อาจพบชะตากรรมเช่นนี้ก็เป็นได้.