ว่าด้วยเรื่องการเมืองกับการบอล


   

      ดูๆ ชักจะเริ่มๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว...สำหรับบรรยากาศการเชียร์บอล บ้าบอล ของบ้านเรา ต้อนรับการมาเยือนของมหกรรมฟุตบอลโลก 2018 ณ ประเทศรัสเซียเขา คือเริ่มมีการแบ่งพื้นที่ จัดสรรพื้นที่ ให้กับเรื่องราวฟุตบอลโลก แทนที่จะช่วงชิงพื้นที่ให้กับการดุ ด่า ว่ากล่าว ฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่ายที่ไม่ชอบใจ ถูกใจ ตัวเองเป็นหลัก พอไปถึงช่วงกลางเดือนมิถุนาฯ ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงหายไปตามกระแส หรือคงกลบกระแสข่าวทุกเรื่อง ทุกราว ได้ครบหมด...

                                                                   --------------------------------------------------

      ถึงจังหวะนั้น...ท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ท่านคงไม่ต้องเสียเวลาไปวี้ดๆ แว้ดๆ ใครต่อใครอีกแล้ว เพราะส่วนใหญ่คงหันไปพูดถึง โรนัลโด พูดถึง เนย์มาร์ พูดถึง เมสซี ฯลฯ ไม่คิดจะพูดถึงรัฐบาล คสช. แม้แต่นิดเดียวเอาเลยก็ไม่แน่ เพราะขนาดตัว บิ๊กตู่ เองก็เริ่มพูดถึงเรื่องบง เรื่องบอล ขึ้นมามั่งแล้ว วานนี้...ขณะไปเป็นประธานเปิดงานเสวนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เห็นว่าถึงกับหยิบเอาการเล่นบอล มาเปรียบเทียบ อุปมา-อุปไมย กับการบริหารประเทศไทยเอาเลยถึงขั้นนั้น แจกแจงภาระหน้าที่ของกองหน้า กองกลาง กองหลัง โค้ช ผู้ดู ผู้เล่น เอาไว้เสร็จสรรพ ก่อนหันไป แง็บ สื่อ บางสื่อ ติดปลายนวมเอาไว้มั่งเล็กน้อย...

                                                                  -----------------------------------------------------

      อย่างไรก็ตาม...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบอล หรือเรื่องการบริหารประเทศ คงต้องยอมรับเอาจริงๆ นั่นแหละว่า โดยลักษณะอาการของ ทีมไทย มาโดยตลอด ส่วนใหญ่...มักมีปัญหาในเรื่อง ตัวจบสกอร์ นั่นแหละเป็นหลัก ล่าสุด...นัดอุ่นเครื่องกับ ทีมจีน ที่เจอเข้าไป 2-0 พูลสวัสดิ์ ปัญหาก็คือขาดตัวยิง ตัวจบสกอร์ ที่ฝีตีนนิ่งๆ ไม่ซัดส่ายไป-มา ไม่ยิงนก ตกปลา ไปตามเรื่อง ตามราว เหมือนอย่างครั้งที่เคยมี ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน หรือ เจษฎาภรณ์ ณ พัทลุง อะไรทำนองนั้น หรือขาด กองหน้าตัวเป้า ที่สามารถทะลุเข้าทำประตูคู่ต่อสู้ได้อย่างเป็น เป็นราว มีแต่ประเภทเป้าขาด หรือตีนบอด ซะเป็นหลัก...

                                                                  ------------------------------------------------------

      แต่ในเรื่องของ ความเป็นทีม นั้น...ต้องถือว่ายกระดับ พัฒนา ขึ้นมามิใช่น้อย จาก ลักษณะประจำชาติ ที่ถ้าเล่นอะไรกันเป็นทีมเมื่อไหร่ มักต้องหันมาเตะกันเอง หรือด่ากันเองซะเป็นหลัก แต่ถ้าเดี่ยวๆ...แบบมวยไทยแล้วล่ะก็ ตั้งแต่ยุค นายขนมต้ม มาแล้ว เรียกว่า...ไม่เคยแพ้ชาติใด ชาติหนึ่ง โดยเด็ดขาด แต่หลังๆ มานี้...จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ การเล่นอะไรกันเป็นทีม ก็พอจะสู้เขาได้ ไม่ว่าในระดับชาติ หรือระดับโลกก็ตาม โดยเฉพาะ ทีมหญิง ไม่ว่าจะเป็น วอลเลย์บอล หรือ แบด ต่างแสดงให้เห็นถึงความเป็นหญิงไทยใจสู้ ไปพร้อมๆ กับความเป็นทีม ได้อย่างน่าทึ่ง น่าประทับใจเอามากๆ...

                                                                 --------------------------------------------------------

      ส่วนฟุตบอลนั้น...ในแง่ของความเป็นทีมก็ยังถือว่าพอใช้การได้ ไม่ว่าทีมชาย หรือทีมหญิง โดยเฉพาะทีมหญิงถึงกับสามารถหลุดเข้าสู่บอลโลกได้เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว เหลือแต่ทีมชาย ที่แม้ว่าความเป็นทีมพอสู้ๆ กับใครเค้าได้ แต่ดันมาขาด ตัวจบสกอร์ นั่นเอง ถ้าว่ากันตามภาษาบอล ก็คือ ขาดจินตนาการในการทำประตู อยู่พอสมควร พอเจอฟุตบอลเข้าเท้า ก็หนักไปทางยิงนก ตกปลา แม่นคาน แม่นเสา อะไรไปตามเรื่อง แม้จะลงทุนจ้างโค้ชบราซิลก็แล้ว อังกฤษก็แล้ว ยุโรปตะวันออกก็แล้ว แต่แข้งขามันก็ยังไม่นิ่ง เห็นอะไรเป็นหวด เป็นเตะโด่ง เตะออก จนแฟนบอลจำนวนไม่น้อย มันเลยกล่าวหาว่า เสียของ ไปโน่นเลย...

                                                                 --------------------------------------------------------

      ด้วยเหตุนี้...คงต้องเทรน คงต้องปรับกันอีกเยอะ ไม่ก็ต้องสอดส่ายสายตาหาใคร คว้าตัวใครมาร่วมทีม โดยเฉพาะประเภทที่จบสกอร์ได้แม่นๆ แบบพอรับประกันได้ อย่าเลือกเอาแต่เฉพาะประเภททีมปราสาทสายฟ้า ทีมสุโขทัยเรียงหิน ทีมนครปฐมเอฟซี ฯลฯ อะไรประมาณนั้น แม้ว่าประเภทนี้มันอาจซื้อง่าย ขายคล่อง ดึงตัว หรือดูดตัวมาเข้าร่วมทีมได้ง่าย แต่เผลอเมื่อไหร่...มันอาจโดดเตะก้านคอเพื่อนร่วมทีมเดียวกัน แบบที่เคย บรรหาร...เตี๊ยบๆ อะไรทำนองนั้น แทนที่จะยกระดับไปบอลโลก อาจต้องกลายเป็น บอลโรค ติดโรคงอมแงมกันไปทั้งทีม ต้องแพ้เพราะเพื่อน พังเพราะเพื่อน ไปโดยตลอด...

                                                                 ----------------------------------------------------------

      นอกจากตัวจบสกอร์แล้ว...กองหลัง กองกลาง ก็คงต้องปรับตัว เปลี่ยนตัว อยู่บ้าง จะปล่อยให้ลิเบอโรที่แก่แสนแก่ แถมเพิ่งไปทำ บายพาส หัวใจมาไม่รู้กี่เส้นต่อกี่เส้น มายืนเป็น ตัวกวาด แบบเดิมๆ คงไม่ได้อีกแล้ว ไม่งั้น...กลายเป็นหลุม เป็นบ่อ โดนกองหน้าฝ่ายตรงกันข้าม หลุดกับดักเช็กล้ำหน้าเพราะ แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน  ทะลุเข้ามาทำประตูจนพรุนแล้ว พรุนเล่า ยิ่งกว่า ลิเวอร์พรุน ซะอีก ส่วนมิดฟิลด์ตัวจ่าย ไม่ว่าเกมรุก เกมรับ ก็คงต้องปรับอีกเหมือนกัน เพราะจ่ายไปเข้าตีนของใครก็ไม่รู้ เผลอๆ ถูกกล่าวหาว่าจ่ายเข้ากระเป๋าตัวเองซะอีกต่างหาก อันนี้นี่แหละ...คงต้องหาทางปรับ หาทางเปลี่ยนเสียแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับทีมโหดๆ ยิ่งกว่าทีมเกาหลีเหนือ ซึ่งออกอาการกระเหี้ยนกระหือรือซะเหลือเกิน สำหรับช่วงเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง...

                                                                   -------------------------------------------------------

      เอ่ออ์อ์อ์...ไปๆ-มาๆ หลุดไปนอกเรื่อง นอกราว ตอนไหน อย่างไร ก็มิอาจทราบได้ แทนที่จะว่ากันเรื่องบอล ดันเผลอหลุดเข้าไปในเรื่องการบ้าน การเมือง จนได้ ก็เอาเถอะ...เอาเป็นว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ ในเมื่ออดีตทหารที่ต้องแปรสภาพมาเป็นนักการเมืองอย่างท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ท่านยังต้องเอาเรื่องการเมืองมาผสมผสานกับการบอล จนกลายเป็นข่าวคราวดังที่กล่าวไปแล้ว ระหว่างที่กระแสบอลโลก ยังไม่ถึงกับกลบกระแสข่าว ช่วงชิงพื้นที่ข่าวทุกเรื่อง ทุกราว ก็คงต้องออกมาในแนวนี้นั่นแหละทั่น...

                                                                   ----------------------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Lewis Grizzard... The game of life is a lot like football. You have to tackle your problems, block your fears, and score your points when you get the opportunity. – เกมชีวิตก็เหมือนกับการเล่นอเมริกันฟุตบอล คุณจะต้องสกัดกั้นปัญหา ป้องกันความกลัว และทำคะแนนในทุกๆ ครั้งที่มีโอกาส...

                                                                    ----------------------------------------------------------


เห็น "ธนาธร-พรรณิการ์" เดินเร่ขายชาติไปทั่วยุโรป, สหรัฐแล้ว บอกตรงๆ.......... ทำให้นึกถึงคำว่า "ผัวหาบ-เมียคอน" ขึ้นมาติดหมัด!

'ช่วยกันมองประเทศสักครั้ง'
เรื่อง 'แค้นกับค้าน' ในสภา
ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?
ทำไม 'ธนาธร' เดินสายต่างประเทศ?
"ครม.ปู" ดีกว่า "ครม.ลุง" จริงหรือ?