การบริหารจัดการของภาครัฐสําหรับเศรษฐกิจที่มี ‘แผลเป็น’


เพิ่มเพื่อน    

 

ก่อนหน้านี้ ดิฉันได้เขียนเรื่อง ‘แผลเป็นจากโควิด19’ ที่พยายามชี้ให้เห็นว่า แม้โควิดจะมีผลทําให้เศรษฐกิจถดถอยในเวลาสั้นๆ  แต่จะสร้างรอยแผลเป็น (economic scars) ไปอีกนาน ที่จะมีผลทําให้ศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีน้อยลงในระยะยาว

 

นั่นเป็นเพราะ ประการแรก วิกฤตจากโควิดสร้างหนี้ ทั้งหนี้ภาครัฐ หนี้ธุรกิจเอกชน และหนี้ครัวเรือน ที่จะมีผลในการลดการใช้จ่ายของภาคต่างๆในระยะยาว ประการที่สอง ปัจจัยการผลิตในระยะต่อไปจะมีน้อยลง  แรงงานถูกเลิกจ้าง ซึ่งอาจจะออกจากตลาดแรงงานไปเลย บางส่วนอาจจะไปทํางานในเศรษฐกิจนอกระบบ (informal sector) หรือในภาคเกษตร ที่ทําให้รายได้และสวัสดิการลดลงในระยะยาว ปัจจัยทุนก็ลดลง ทั้งการเลิกกิจการและภาวะหนี้สินของธุรกิจที่ทําให้การลงทุนน้อยลง นอกจากนี้ วิกฤตจากโควิดยังทําให้มีคนจนมากขึ้นและความเหลื่อมลํ้าในการกระจายรายได้ที่เป็นปัญหาอยู่แล้ว เลวลงอีก

 

การบริหารจัดการภาครัฐภายใต้รอยแผลเป็นนี้ควรเป็นอย่างไร

 

ที่สําคัญอย่างแรกและเร่งด่วนคือ ทําให้ ‘แผลสด’ หายเร็วที่สุด ไม่ให้แผลสดรุกราม บาดลึกและเรื้อรังจนกลายเป็น’แผลเป็น’ที่ยากจะเลือนหาย ยิ่งแผลสดหายเร็วเท่าไร ก็จะทําให้แผลเป็นมีน้อยลงมากเท่านั้น

 

แต่ดูเหมือนว่า ตอนนี้แผลสดทําท่าจะกว้าง ลึก จากการระบาดของโควิดระลอกที่ 3เมื่อกลางเดือนเมษายน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจําเป็นเร่งด่วนที่รัฐจะต้องควบคุมการระบาดนี้และบริหารจัดการวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เพราะเป็นทางเดียวที่จะหยุดแผลสดนี้ได้

 

เมื่อรัฐบาลลดการแพร่ระบาดของโควิดได้แล้วก็ควรเดินหน้าที่จะสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ ทดแทนส่วนที่สูญเสียไปจากวิกฤตครั้งนี้

 

ทิศทางที่รัฐจะนําพาประเทศไปข้างหน้านั้นมีอยู่แล้วตามแนวทางของร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 13 (พศ. 2566-2570). ที่ต้องการพลิกโฉมประเทศไทย หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ (Thailand’s Transformation) เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสร้างคุณค่าและยั่งยืน (High-value and Sustainable Thailand)  แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อการสร้างศักยภาพของการเจริญเติบโตในระยะยาว

 

ในแผนพัฒนาฉบับนี้ ในด้านการผลิต จะมุ่งพัฒนาภาคเกษตรและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมยานยนตร์ไฟฟ้า อิเล็คทรอนิคส์ และบริการดิจิทัล รวมทั้งเป็นประตูการค้า การลงทุน สนันสนุนธุรกิจ SME  วิสาหกิจชุมชน และการแก้ปัญหาความเหลื่อมลํ้าในการกระจายรายได้ไปพร้อมๆกัน

 

เพื่อบรรลุการพัฒนาดังกล่าว รัฐควรจะลงทุนในโครงการสําคัญ 2 โครงการ คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการบริหารจัดการนํ้าอย่างเป็นระบบ

 

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนั้น เพื่อให้คนในประเทศสามารถเข้าถึงและใช้ดิจิทัลในการผลิต การค้า การขนส่งและการดํารงชีวิตประจําวัน เพราะช่วงเวลาของโควิดชี้ให้เห็นว่า digital technology เป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้การผลิตของบางอุตสาหกรรมของไทยยังคงอยู่ในขบวนการห่วงลูกโซ่การผลิต (global value chain)ต่อไปได้ ไม่เช่นนั้น การเกิด supply disruption ในหลายประเทศเนื่องจากโรคระบาดคงทําให้หลายบริษัทหันมาพึ่งพาตนเองมากขึ้นในการผลิตสินค้าขั้นกลาง และ อาจทำให้GVC ที่พัฒนามาหลายทศวรรษสิ้นสุดลง ในประเทศเอง การทํากิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงโควิดก็ยังดําเนินต่อไปได้เพราะการใช้ ดิจิทัลนั่นเอง

 

ส่วนการลงทุนเพื่อบริหารจัดการนํ้าอย่างเป็นระบบทั่วประเทศก็มีความสําคัญต่อการพัฒนาภาคเกษตรมูลค่าสูงและการแก้ปัญหาความเหลื่อมลํ้า เพื่อลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น ถี่ขึ้น จึงทําให้เกษตรกรบางส่วนต้องเผชิญกับปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม อยู่ทุกปี นอกจากนี้ ยังช่วยให้รัฐไม่ต้องเสียงบประมาณในการเยียวยาฝนแล้งหรือชดเชยนํ้าท่วมปีละหลายหมื่นล้านปีแล้วปีเล่า  ซึ่งสิ้นเปลืองและเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่สร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ยังมีโครงการการลงทุนในด้านอื่นๆอีกมากเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ในแผนพัฒนาฉบับที่ 13

 

ปัญหาคือ รัฐจะสามารถลงทุนได้มากเพียงไรในยามที่หนี้สาธารณะเข้าใกล้ร้อยละ 60 ของ GDP อันเป็นผลเนื่องมาจากการใช้จ่ายทางด้านสาธารณะสุข มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ในหลายปีจากนี้ไป รัฐจะมีข้อจํากัดในการขาดดุลงบประมาณในแต่ละปี แต่ที่สําคัญกว่านั้นคือ ในงบประมาณแต่ละปีนั้น ประมาณ3ใน 4 ของงบประมาณเป็นรายจ่ายประจำเช่น ค่าจ้าง เงินเดือน การซื้อสินค้าและบริการของภาครัฐ มีเพียง 1 ใน 4 ที่เป็นการลงทุน ซึ่งเป็นข้อจํากัดที่สําคัญในการสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจไทย

 

จึงเป็นความจําเป็นเร่งด่วนที่รัฐจะต้องปฏิรูประบบการคลัง เพิ่มการจัดเก็บรายได้ ลดการใช้จ่าย เช่น การจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สิน การบริหารการจัดเก็บให้มีประสิทธิภาพ  ในด้านการใช้จ่าย รัฐจะต้องจัดอันดับความสําคัญ(priority)ของการใช้เงินงบประมาณเพื่อสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นอันดับแรก ถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะเลิก ลด หรือชะลอการใช้งบประมาณที่ไม่จําเป็นในการสร้างศักยภาพของการเจริญเติบโตลงให้ได้  ต้องไม่มีการใช้จ่ายแบบเสาไฟกินรี  ที่สําคัญคือการลดงบประมาณทางการทหารลงเพราะมันคงไม่ใช่เวลาที่เราจะต้องมี ‘รั้วบ้าน’ที่แข็งแรง ทันสมัย ในขณะที่บ้านเสื่อมโทรมและคนในบ้านยังลำบากและดิ้นรน

 

ไม่เพียงแต่การปฏิรูปการคลัง  รัฐจะต้องปรับตัวให้มีประสิทธิสภาพ คล่องตัว ใช้เทคโนโยี่และbig data มาช่วยในการทํานโยบายและมาตรการของรัฐ ช่วยในการบริหารจัดการโดยมีข้อมูลเพียงพอในการวิเคราะห์ สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทําธุรกิจและการแข่งขัน ยกเลิกกฏระเบียบที่ล้าสมัยและหยุมหยิมที่รังแต่จะเพิ่มต้นทุนในการทําธุรกิจของภาคเอกชน และทําวาระแห่งชาติในการขจัดการทุจริตคอรัปชั่นให้เห็นเป็นที่ประจักษ์  หลายครั้งที่ภาครัฐบอกให้เอกชนปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในโลกสมัยใหม่ ธุรกิจและประชาชนเองก็คงอยากเห็นภาครัฐปรับเปลี่ยนการบริหารและวิธีการทํางานเพื่อให้มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลเช่นกัน

 

เราผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 มาแล้ว 24 ปี น่าเสียดายที่เราแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นในประเทศเลย อาจจะมีก็ในภาคการเงินที่เห็นการเปลียนแปลงอยู่บ้าง โดยเฉพาะการกํากับดูแล การเพิ่มประสิทธิภาพ และการบริหารความเสี่ยง ที่ทําให้มีเสถียรภาพและมั่นคงขึ้น สิ่งที่คาดหวังก็คือ ให้วิกฤตโควิดและแผลเป็นจากโควิดครั้งนี้ ทําให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของประเทศเสียที

 

เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ 

ดร. อัจนา ไวความดี กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.