ทุ่ม4.2หมื่นล.เยียวยา แจกเงินลดค่าไฟ-นํ้า10จว.‘บิ๊กตู่’ลั่นสู้จนกว่าชนะ


เพิ่มเพื่อน    

“ประยุทธ์” ลั่นไม่ยอมแพ้สงครามโควิด-19 แม้มีอุปสรรคขวากหนาม ทุ่ม 42,000 ล้านบาทเยียวยาล็อกดาวน์ 10 จังหวัดได้เฮ ครม.ช่วยลูกจ้างและนายจ้างใน 14 กิจการ ทั้ง ม.33-ม.39-ม.40 รวมถึงฟรีแลนซ์ มนุษย์เงินเดือนคนไทยได้รับสูงสุด 10,000 บาท พร้อมลดค่าน้ำ 10% หั่นค่าไฟทั่วประเทศ สั่ง “ศธ.-กระทรวงการอุดมศึกษาฯ” ชงมาตรการลดค่าเทอมและช่วยเอกชนสัปดาห์หน้า กำชับ “คลัง-ธปท.” เร่งถกหาแนวทางดูแลเรื่องหนี้โดยด่วน
    เมื่อวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม ในเวลา 15.51 น. หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-chan-o-cha” ถึงมาตรการเยียวยาจากคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 9/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งมีการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวใน 10 จังหวัด ว่า ได้รับรู้ปัญหาของพี่น้องกลุ่มต่างๆ และไม่เคยหยุดคิดหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด โดยมาตรการล็อกดาวน์ครั้งนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจเสนอมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ได้มากที่สุด ซึ่งได้มีการประชุมไปแล้วเมื่อวันที่ 12 ก.ค. และ ครม.ได้ให้การเห็นชอบมาตรการที่นำเสนอในวันที่ 13 ก.ค.แล้ว
สำหรับมาตรการมีรายละเอียด คือ 1.มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสำหรับลูกจ้างและกิจการใน 10 จังหวัดสีแดงเข้ม โดยจะมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก 9 หมวดกิจการ คือ 1.ก่อสร้าง 2.ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 3.ศิลปะ บันเทิงและนันทนาการ 4.กิจกรรมการบริการด้านอื่นๆ 5.ขายส่ง ขายปลีก และซ่อมยานยนต์ 6.ขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า 7.กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุนกิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ และ 9.ข้อมูลข่าวสารและสื่อสาร ส่วนกลุ่มที่ 2 จะเป็น 5 กิจการของถุงเงิน คือ 1.ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 2.ร้าน OTOP 3.ร้านค้าทั่วไป 4.ร้านค้าบริการ และ 5.กิจการขนส่งสาธารณะไม่รวมกิจการขนาดใหญ่
“ระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ 1 เดือน และอาจมีการขยายต่อตามสถานการณ์ ซึ่งรายละเอียดของการเยียวยาแบ่งตามกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ คือ ลูกจ้างในระบบประกันสังคม ตามมาตรา 33 ในกิจการ 9 หมวด รัฐจะจ่ายเงินเยียวยาให้ 50% ของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท และจ่ายสมทบให้ลูกจ้างสัญชาติไทยอีก 2,500 บาทต่อคน รวมแล้วได้สูงสุด 10,000 บาท ในขณะที่นายจ้าง ม.33 ในกิจการ 9 หมวด รัฐจะจ่ายให้ตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาทต่อราย สูงสุดไม่เกิน 200 คน ส่วนผู้ประกันตนตาม ม.39 และ 40 รัฐบาลจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้ 5,000 บาทต่อคน ส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระ (ฟรีแลนซ์) ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.40 ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างแต่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.33 ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อรับเงินช่วยเหลือเหมือนนายจ้างในระบบ และผู้ประกอบการที่ไม่มีลูกจ้างและไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.40 ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท” 
ลด “ค่าไฟ-ค่าน้ำ” ทั่วประเทศ
ส่วนผู้ประกอบการในระบบถุงเงิน 5 หมวด ภายใต้โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราชนะ ที่มีลูกจ้างให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.33 ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อรับเงินช่วยเหลือเหมือนผู้ประกันตน ในขณะที่ผู้ประกอบการในระบบถุงเงิน 5 หมวด ภายใต้โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราชนะ ที่ไม่มีลูกจ้างให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.40 ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท รวมทั้งสิ้นภายใต้กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท  
    พล.อ.ประยุทธ์โพสต์อีกว่า 2.มาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วประเทศนั้นจะประกอบด้วย ค่าไฟฟ้า ให้มีการลดค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย และกิจการขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เฉพาะอย่าง องค์กรไม่แสวงหากำไร และการสูบน้ำเพื่อการเกษตร (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) เป็นเวลา 2 เดือน คือ ก.ค. และ ส.ค.2564  สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรก สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้คิดดังนี้ 1.หากใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับค่าไฟเดือน ก.พ.2564 ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้จริง 2.หากใช้ไฟฟ้ามากกว่าค่าไฟเดือน ก.พ.64 หากไม่เกิน 500 หน่วย ให้คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยของเดือน ก.พ.2564 3.หากใช้ 501-1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟเท่ากับหน่วยของเดือน ก.พ.2564 บวกด้วยหน่วยที่มากกว่าหน่วยของเดือน ก.พ.64 ในอัตรา 50% 4.หากใช้มากกว่า 1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟเท่ากับหน่วยของเดือน ก.พ.2564 บวกด้วยหน่วยที่มากกว่าหน่วยของเดือน ก.พ.2564 ในอัตรา 70% ทั้งนี้ให้เป็นส่วนลดก่อนการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับกิจการขนาดเล็กให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 100 หน่วยแรก สำหรับกิจการขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เฉพาะอย่าง องค์กรไม่แสวงหากำไร และการสูบน้ำเพื่อการเกษตร ให้ยกเว้นการเรียกกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุดไปจนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.2564 ส่วนค่าน้ำประปาลด 10% สำหรับบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก ซึ่งไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นเวลา 2 เดือน คือ ก.ค. และ ส.ค.2564 โดยรวมทั้งสิ้นภายใต้กรอบวงเงิน 12,000 ล้านบาท  
    3.มาตรการความช่วยเหลือบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนด้านอื่นๆ ประกอบด้วย มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา ครม.เห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษาฯ หารือกับสถานศึกษาในสังกัดเพื่อกำหนดแนวทางลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในภาคเรียนที่ 1/2564 และให้จัดทำโครงการที่รัฐร่วมสมทบส่วนลดบางส่วนให้แก่สถานศึกษา ให้เสนอ ครม.ภายใน1 สัปดาห์ รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือปัญหาทางการเงินแก่สถานศึกษาเอกชนด้วย มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ครม.มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หารือกับธนาคารพาณิชย์ดำเนินมาตรการผ่อนปรนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย หรือเลื่อนงวดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการอย่างจริงจัง และกำหนดมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชนสำหรับผู้ให้บริการนอกระบบการกำกับของ ธปท. และกำหนดมาตรการจริงจังสำหรับผู้ทวงถามหนี้ที่ดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรมกับประชาชนด้วย และให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด
ลั่นไม่ยอมแพ้สงคราม
    “การเยียวยาครั้งนี้แม้ต้องใช้งบประมาณพอสมควร แต่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และมีความจำเป็น เพื่อช่วยให้พี่น้องประชาชนได้ผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ ผมขอให้พวกเราทุกคนไม่ยอมแพ้ต่อช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผมและรัฐบาลจะหาทางช่วยทุกท่านให้ได้มากที่สุด และจะไม่มีวันยอมแพ้ต่อสงครามครั้งนี้ ไม่ลดละเลิกล้มความพยายาม ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ และจะสู้จนกว่าเราจะเอาชนะได้” พล.อ.ประยุทธ์โพสต์ทิ้งท้าย
    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ภายหลัง ครม.เห็นชอบมาตรการเยียวยาแล้ว นายกฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูมาตรการในระยะต่อไปเตรียมเอาไว้ด้วย เพราะหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นจะต้องมีแผนการในระยะต่อไป
    ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดฉบับที่ 27 เพื่อลดผลกระทบในระยะสั้น โดยเป็นการทดแทนมาตรการช่วยเหลือตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2564 ระยะเวลาการช่วยเหลือ 1 เดือน โดยขยายพื้นที่จากเดิม 6 จังหวัด กรุงเทพฯ, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร เพิ่มเติม 4 จังหวัด นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา และสงขลา โดยเป็น 10 จังหวัดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และเพิ่มประเภทกิจการรวม 9 สาขา จากเดิม  4 หมวดกิจการ 
    นายอนุชากล่าวอีกว่า การช่วยเหลือในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33​ นายจ้างและผู้ประกอบการ รัฐบาลยังคงจ่ายให้นายจ้างตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาท/หัว/สถานประกอบการ สูงสุดไม่เกิน 200 คน, ลูกจ้าง จ่ายเพิ่มเป็น 2,500 บาท/คน จากที่ลูกจ้างจะได้รับตามมาตรการช่วยเหลือเดิมเพียง 2,000 บาท/คน ซึ่งเมื่อรวมกับจ่ายชดเชยเยียวยา 50% ของรายได้ให้ลูกจ้าง สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท ระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน ทำให้ผู้ประกันตน ม.33 สัญชาติไทยจะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐไม่เกิน 10,000 บาท/คน, เพิ่มสิทธิให้ผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40 ที่ประกอบอาชีพอยู่ในปัจจุบัน จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท/คน  สำหรับผู้ที่อยู่นอกระบบ ม.33 อาชีพอิสระ ขอให้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม (ม.40) ภายในเดือน ก.ค.64 เพื่อจะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท/คน    
    ส่วนผู้อยู่นอกระบบประกันสังคม กลุ่มผู้ประกอบการ/นายจ้าง กรณีมีลูกจ้าง ให้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม (ม.33) ภายในเดือน ก.ค.64 เพื่อที่นายจ้างจะได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาท/หัว/สถานประกอบการ สูงสุดไม่เกิน 200 คน ขณะเดียวกันลูกจ้างสัญชาติไทยจะได้รับเงินช่วยเหลือ 2,500 บาท/คน​ ส่วนกรณีที่ไม่มีลูกจ้าง ให้ลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ภายในเดือน ก.ค. จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท/คน ขยายมาตรการช่วยเหลือเดิมให้เฉพาะผู้ประกอบการในหมวดร้านอาหาร เครื่องดื่ม ในโครงการคนละครึ่งที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม ได้รับการช่วยเหลือ 3,000 บาทเท่านั้น   
    สำหรับผู้ประกอบการในระบบถุงเงิน โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราชนะ ขยายให้ความช่วยเหลือจากเดิมเฉพาะหมวดร้านอาหารและเครื่องดื่มเป็น 5 กลุ่ม กรณีที่มีลูกจ้าง ขอให้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคมภายในเดือน ก.ค.64 เพื่อนายจ้างจะได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาท/คน/สถานประกอบการ สูงสุดไม่เกิน 200 คน และลูกจ้างสัญชาติไทยจะได้รับเงินช่วยเหลือ 2,500 บาท/คน กรณีที่ไม่มีลูกจ้าง ให้ลงทะเบียนเป็นผู้ประกันสังคม (ม.40) ภายในเดือน ก.ค.64 เพื่อจะได้รับเงินในอัตรา 5,000 บาทต่อคน 
ครม.เตรียมเคาะช่วย SMEs
“กรอบวงเงินสำหรับมาตรการช่วยเหลือกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการนั้นใช้ 30,000 ล้านบาท ส่วนมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินและลูกหนี้สถาบันการเงินนั้น กระทรวงการคลัง ธปท.จะหารือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อดำเนินมาตรการผ่อนปรนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย หรือการเลื่อนงวดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการด้วย และหลังจากนี้ ครม.ยังจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือในระยะต่อไป โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศด้วย” นายอนุชาระบุ
    นายอนุชายังกล่าวว่า ครม.ยังเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายไฟฟ้าและค่าน้ำประปาของประชาชนและธุรกิจทั่วประเทศเป็นเวลา 2 เดือน โดยกรอบวงเงินสำหรับมาตรการลดค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า ให้ กฟน. กฟภ. กปน. และ กปภ. ขอรับสนับสนุนภายใต้กรอบวงเงินรวมไม่เกิน 12,000 ล้านบาท​ ในส่วนมาตรการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนและประชาชนนั้น ได้ประกาศให้สถานศึกษาภาครัฐพิจารณาให้ความช่วยเหลือในการให้ส่วนลดเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งวันนี้ ครม.ให้ ศธ.และกระทรวงการอุดมศึกษาฯ หารือกับสถานศึกษาในสังกัดเพื่อแนวทางการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เป็นกรณีพิเศษ พร้อมให้ทำข้อเสนอโครงการในลักษณะรัฐร่วมสมทบภาระส่วนลดให้แก่สถานศึกษาบางส่วน เพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาภายใน 1 สัปดาห์ รวมทั้งให้ร่วมกับกระทรวงการคลังและ ธปท.พิจารณาแนวทางทางการเงินเพื่อช่วยเหลือสถานศึกษาภาคเอกชนที่ประสบปัญหาทางการเงินที่เหมาะสมด้วย
    น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ครม.ยังอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพรายปีแก่ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการสปาและกิจการนวดเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมความงามออกไปอีกเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.2564 ถึงวันที่ 17 มี.ค.2565 และกำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการแก่การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงแก่ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งค่าธรรมเนียมกิจการสปาอยู่ที่ปีละ 1,000 บาท กิจการนวดเพื่อสุขภาพหรือเสริมความงามปีละ 500 บาท และกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงโดยมีการพักค้างคืนปีละ 1,000 บาท ซึ่งจะทำให้กิจการสปา 905 แห่ง, กิจการนวดเพื่อสุขภาพและเพื่อเสริมความงาม 10,934 แห่ง และกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 138 แห่ง ได้ประโยชน์ แม้ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 6,640,000 บาท.


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.