‘บิ๊กตู่’มุ่งมั่นจัดหาวัคซีน ‘พปชร.-ภท.’โทษกันวุ่น!


เพิ่มเพื่อน    

โทรโข่งรัฐบาลยัน “บิ๊กตู่”    มุ่งมั่นจัดหาวัคซีนมาฉีดให้คนไทยโดยเร็ว  “อว.-สธ.” ประสานเสียงกางผลศึกษายัน “ซิโนแวค” เป็นวัคซีนมีประสิทธิภาพ ใช้ในสนามจริงได้ผลถึงกว่า 90% ต่อสู้กับสายพันธุ์อัลฟา รับสภาพต้องใช้ซิโนแวคอีก 2-3 เดือน เพราะมีของอยู่ แต่ได้สลับสูตรเพื่อเพิ่มประสิทธิผลแล้ว “พปชร.” แนะภูมิใจไทยหนักแน่น เร่งแก้ปัญหาดีกว่าโทษไปมา “วัฒนา” วัดใจลุงตู่ใช้อำนาจคุมราคาวัคซีนทางเลือก
    เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ก.ค. ในเวลา 11.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร  ประธานคณะกรรมการจัดสรรวัคซีน และที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เข้าหารือ ซึ่งคาดว่าเป็นการหารือเรื่องการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม 
    ขณะที่นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ของไทย ว่าเป็นการบริหารจัดการแบบบูรณาการมีส่วนราชการที่เข้ามาร่วมกันทำงานในลักษณะคณะกรรมการในนามศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 โดยมีแผนการจัดหาและกระจายวัคซีนเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่พิจารณาร่วมกันมาโดยตลอด ซึ่งในที่ประชุม ศบค. เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ได้เห็นชอบกรอบการจัดหาวัคซีน 120 ล้านโดสในปี 2565 นอกเหนือจาก 105.5 ล้านโดสที่จะจัดหามาภายในปี 2564 นี้ ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ยังเห็นชอบให้ สธ.จัดหาวัคซีนไฟเซอร์ในเบื้องต้น 20 ล้านโดส รวมทั้งให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นตัวกลางเจรจากับบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ในการจัดหาวัคซีนโมเดอร์นา ซึ่งคืบหน้าเป็นลำดับ
    โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผยอีกว่า แผนการจัดหาวัคซีนและการกระจายวัคซีนโดย ศบค.เป็นการทำงานร่วมกันในระดับนโยบายที่มีคำแนะนำด้านวิชาการจากคณะแพทย์ เพื่อให้เกิดความรอบคอบ รัฐบาลโดย สธ.จะเป็นผู้จัดหาวัคซีนหลักที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันในส่วนของ สธ. ยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เพื่อประชาชนไทย โดยมีปลัด สธ.เป็นประธาน มีหน้าที่และอำนาจขับเคลื่อนและติดตามผลการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้เป็นไปตามแผนและกรอบเวลาที่กำหนด รวมถึงการเจรจาต่อรองกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดหาวัคซีนโควิด-19 จากผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศด้วย
    นายอนุชากล่าวว่า นายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. และที่ประชุม ศบค. ยังมีแนวทางเร่งรัดเจรจาจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมดังนี้ 1.เร่งเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนที่มีการพัฒนาวัคซีนรุ่นที่ 2 2.เร่งรัดการแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนด้วยแพลตฟอร์มอื่นๆ 3.สนับสนุนการวิจัยพัฒนาวัคซีนต้นแบบรองรับการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส และ 4.สนับสนุนการศึกษาภูมิคุ้มกันระยะยาวของผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาให้วัคซีนเข็มที่ 3 ในประชากรไทย รวมทั้งติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ไวรัสกลายพันธุ์อย่างใกล้ชิด 
ยันบิ๊กตู่มุ่งมั่นหาวัคซีน
    “นายกฯ มุ่งมั่นตั้งใจที่จะจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้มากที่สุด และฉีดให้ทุกคนในประเทศไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตให้มากที่สุด รวมทั้งปกป้องระบบสาธารณสุขของประเทศ”นายอนุชากล่าว
      ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า อว.ได้ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์การติดเชื้อและการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้ไทยได้ฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยประเทศขนาดใหญ่ในกลุ่มอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 50 ล้านคน ซึ่งได้แก่ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, ไทย และเมียนมาร์นั้น ไทยสามารถฉีดวัคซีนได้สูงที่สุดตามสัดส่วนประชากร โดยมีคนที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้วถึง 16.3% ของประชากร ตามด้วยอินโดนีเซีย 15.1%, ฟิลิปปินส์ 9.1%, เวียดนาม 4.1%และเมียนมาร์ 3.1% ส่วนประเทศขนาดเล็กในกลุ่มอาเซียนที่มีประชากรน้อยกว่า 50 ล้านคนนั้น จะมีร้อยละการฉีดวัคซีนต่อประชากรค่อนข้างสูงคือ สิงคโปร์มีผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว 4,118,334 คน หรือ 69.9% ของประชากร, กัมพูชา 5,767,616 คน หรือ 34.1%, มาเลเซีย 9,570,974 คน หรือ 29.3%, บรูไน 106,556 คน หรือ 24.2% และลาว 1,050,818 คน หรือ 14.3% 
    ด้าน ศ.นพ.ดร.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวว่า การใช้วัคซีนของไทยนั้นใช้วัคซีนซิโนแวคมากที่สุด จำนวน 7,522,418 โดส ตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า 6,288,541 โดส และซิโนฟาร์ม 412,803 โดส ซึ่งยืนยันว่าการใช้วัคซีนซิโนแวคในกลุ่มความเสี่ยงสูงนั้นได้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยในช่วงระยะเริ่มต้นที่จีนได้ส่งมอบวัคซีนซิโนแวคมาตั้งแต่ ก.พ.2564 ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดแรกที่ได้รับและนำมาใช้ควบคุมสถานการณ์นั้น จากการติดตามผลการใช้งานจริงในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ พบว่าวัคซีนนี้สามารถป้องกันการติดเชื้อโดยเฉพาะกลุ่มที่มีอาการรุนแรงได้ผลดี โดยการติดตามการใช้งานที่จังหวัดภูเก็ต พบว่ามีประสิทธิผลการป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 90.7%, เชียงรายมีประสิทธิผล 82.8% และสมุทรสาครมีประสิทธิผล 90.5% 
“ล่าสุดในการรายงานการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในภาพรวมของทั้งประเทศเกือบ 700,000 คนนั้น พบว่าในกลุ่มบุคลากรความเสี่ยงสูงซึ่งมีการติดเชื้อ 880 คน และเสียชีวิต 7 รายนั้น พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้วมีอัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนอย่างมาก แสดงว่าวัคซีนซิโนแวคสามารถป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงได้” ปลัด อว.ระบุ
กางผลศึกษาซิโนแวค
ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค แถลงผลการศึกษาประสิทธิผลวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้จริงในไทยเช่นกันว่า ข้อมูล ณ วันที่ 19 ก.ค. ที่ได้ศึกษา 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 2 กลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงคือ กลุ่ม จ.ภูเก็ต และสมุทรสาคร ส่วนอีกกลุ่มเป็นการศึกษาในบุคลากรสุขภาพจากเหตุการณ์การระบาดใน จ.เชียงราย และกลุ่มสุดท้าย กรมควบคุมโรคได้ดึงฐานข้อมูลจากบุคลากรสาธารณสุขที่มีการติดเชื้อในเดือน พ.ค.และ มิ.ย. 
“วัคซีนที่เราศึกษาในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับว่าขณะนั้นแต่ละพื้นที่ใช้วัคซีนอะไร ซึ่งช่วงเดือน เม.ย., พ.ค. และ มิ.ย. ส่วนใหญ่คนที่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์จะเป็นซิโนแวค จะมีแอสตร้าเซนเนก้าบ้างเฉพาะการศึกษาเท่านั้น” นพ.ทวีทรัพย์กล่าว
นพ.ทวีทรัพย์กล่าวว่า จากข้อมูลการศึกษาประสิทธิผลในพื้นที่จริงที่ จ.ภูเก็ตช่วง เม.ย. ที่มีการฉีดวัคซีน โดยจำนวนทั้งหมดกว่า 1,500 รายของผู้สัมผัสเสี่ยงสูงทั้งหมด พบติดเชื้อ 124 ราย ในจำนวนนี้เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของวัคซีนจากอยู่ที่ 90.7% ส่วน จ.สมุทรสาคร ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงมีทั้งหมดกว่า 500 ราย พบติดเชื้อ 116 ราย พบประสิทธิผลป้องกันการติดเชื้อพอๆ กันคือ 90.5% ดังนั้น เมื่อดูข้อมูลในช่วงการศึกษาของ 2 จังหวัด พบว่าประสิทธิผลวัคซีนซิโนแวคในช่วง เม.ย.-พ.ค. ซึ่งขณะนั้นเป็นสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) ไม่ใช่เดลตา (อินเดีย) พบว่าประสิทธิผลดีพอสมควรในสนามจริง 90% ซึ่งผลการศึกษานี้ดีกว่าการศึกษาจริงในประเทศอื่น และดีกว่าตอนเริ่มทำการทดลอง ทั้งบราซิลและตุรกี อยู่ที่ 50-70%
นพ.ทวีทรัพย์ยืนยันว่า วัคซีนทุกตัวปลอดภัย ส่วนประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ภาวะความเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย แต่ประสิทธิผลของวัคซีนซิโนแวคในการใช้จริงของไทยได้ผลดีพอสมควร ประสิทธิผลป้องกันติดเชื้ออยู่ที่ 90% ในช่วงที่มีการระบาดสายพันธุ์อัลฟา และเรื่องป้องกันอาการปอดอักเสบก็ใกล้เคียงกัน ประมาณ 85% จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่ว่าวัคซีนซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพ และแม้ขณะนี้มีการระบาดของสายพันธุ์เดลตาเราก็ติดตามต่อเนื่อง ไม่ใช่รอว่าให้วัคซีนมีประสิทธิผลต่ำแล้วมาเปลี่ยนการใช้วัคซีน 
เมื่อถามว่าการระบาดของสายพันธุ์เดลตาเราจำเป็นต้องสั่งซื้อวัคซีนซิโนแวคอีกหรือไม่ นพ.ทวีทรัพย์กล่าวว่า ซิโนแวคยังได้ผลอยู่ แต่เพื่อให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงขึ้นในการเพิ่มภูมิคุ้มกันจึงปรับการฉีดวัคซีนแทนที่จะฉีดซิโนแวค 2 เข็มก็เปลี่ยนมาเป็นฉีดซิโนแวค และตามด้วยวัคซีนต่างชนิดกัน จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูงกว่าเดิม และที่เรายังต้องใช้ซิโนแวค เพราะเป็นวัคซีนที่จัดหาได้เร็ว ไม่ต้องรอคิวไปจนถึงปีหน้า หรือไตรมาส 4 ส่วนอนาคตจะปรับใช้วัคซีนชนิดอื่นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์สายพันธุ์และขึ้นกับแต่ละช่วงเวลาเราจะจัดหาวัคซีนชนิดใดได้เพิ่ม แต่ช่วงการระบาด 2-3 เดือนนี้ต้องใช้วัคซีนที่มีอยู่ขณะนี้ให้เป็นประโยชน์
    วันเดียวกันยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระบุว่านายอนุทินเป็นแพะรับบาปของ ศบค. เพราะไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดหาวัคซีน เนื่องจากนายกฯ แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนที่มี นพ.ปิยะสกลเป็นประธาน ซึ่งมีอำนาจเหนือนายอนุทินในการจัดการเกี่ยวกับการจัดหาวัคซีน โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า อยากบอกนายศุภชัยว่าทุกคนในรัฐบาลต่างมีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบที่ต่างกันไป และทุกหน้าที่ของทุกคนก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่มีใครอยู่เหนือใคร กรณีนี้เชื่อว่าน่าจะเกิดความเข้าใจผิดกันมากกว่า อย่าเสียเวลาโทษคนนั้นคนนี้ว่าเป็นแพะอยู่เลย เอาเวลาไปหาทางออกให้ประเทศร่วมกันยังดูมีประโยชน์มากกว่า
พปชร.แนะบังซุปหนักแน่น
        "ที่นายศุภชัยทำทีตั้งข้อสังเกตว่ามีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรหรือไม่ และ ศบค.มองเห็นหรือไม่นั้น มองเผินๆ ก็คงไม่ต่างจากการที่นายศุภชัยกำลังโยนให้ ศบค.เป็นแพะแทนนายอนุทินใช่หรือไม่ เมื่อนายศุภชัยไม่ชอบให้หัวหน้าพรรคถูกมองเป็นแพะ ก็ไม่ควรทำให้รัฐบาลเป็นแพะ ที่นายศุภชัยบอกว่านายอนุทินวันนี้กลืนเลือด ยอมให้ด่าทุกเรื่องนั้น พล.อ.ประยุทธ์น่าจะเป็นคนที่กลืนเลือดและยอมถูกด่ามากกว่า เพราะไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลดำเนินการอะไร ท่านนายกฯ ก็ยอมถูกด่าก่อนเสมอในฐานะหัวหน้ารัฐบาล” นายธนกรกล่าว
ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. เขต 2 ในฐานะโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวเรื่องนี้ว่า เมื่อรัฐบาลถูกโจมตีจากผู้ไม่หวังดีและบิดเบือนความจริงจำนวนมาก ยิ่งต้องรับแรงกดดันนั้นด้วยสติ และแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ต่อไป โดยไม่กล่าวโทษไปมา เพราะทุกการตัดสินใจก็ผ่านคณะที่ปรึกษา และ ครม.ร่วมตัดสินใจด้วย จึงอยากให้หนักแน่น เพื่อพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตินี้โดยเร็วที่สุด
    ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร กล่าวตอบโต้ น.ส.พัชรินทร์ว่า เขามาแถลงด้วยความไม่เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น สิ่งที่ตนแถลงกับสิ่งที่เขาโต้เป็นคนละอย่างกัน เป็นการโชว์โง่ วันนี้สิ่งที่แถลงไปคนที่รับผิดชอบเรื่องวัคซีนเป็นคณะกรรมการที่พล.อ.ประยุทธ์แต่งตั้ง โดยมี นพ.ปิยะสกลเป็นประธานกรรมการในการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ส่วนนายอนุทินไม่ได้เป็นคณะกรรมการในส่วนนั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นการด่าผิดคน ยิงผิดตัวอยู่ และไม่เกี่ยวกับการอนุมัติของ ครม. แต่เป็นเรื่องของ ศบค. หากโฆษก พปชร.ได้กลับไปอ่านอีกครั้งหนึ่ง อย่ามาโชว์โง่เรื่องแบบนี้ ยังใสซื่ออย่าทำซื่อบื้อออกมา ซึ่งสิ่งที่ตอบโต้มาเป็นสิ่งที่ไม่ทำการบ้าน จึงขอให้ไปทำการบ้านใหม่ก่อนที่จะออกมาพูด พรุ่งนี้ค่อยเอาใหม่
    ขณะที่ น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า ขอเรียกร้องให้ ศบค.ออกมาเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการที่มีอำนาจตัดสินใจให้ไทยไม่เข้าร่วมโครงการ COVAX  อย่าทำลายหลักฐานต่างๆ ก่อนที่ผู้มีอำนาจจะลงจากอำนาจ นอกจากนี้รัฐบาลต้องออกมายอมรับความผิดที่ได้ก่อไว้ต่อประชาชน หยุดถามหาความรับผิดชอบจากคนตัวเล็กตัวน้อย หยุดปัดความรับผิดชอบ หยุดปกป้องตัวเองและพรรคพวก 
    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า ปัญหาการจัดการวัคซีนกลายเป็นหนังชีวิตมีปัญหาเบื้องลึกเบื้องหลังต่อเนื่อง แต่ขอเสนอดังนี้ 1. ติดต่อจัดหาวัคซีน mRNA ให้เข้ามามากที่สุดและเร็วที่สุดในทุกวิถีทาง ทุกคอนเน็กชัน 2.กระจายการฉีดวัคซีนตามบ้านแบบสหรัฐอเมริกาทำ 3. เร่งสั่งจองวัคซีนโนวาแวกซ์ล่วงหน้าในปริมาณที่เพียงพอ และ 4.กำหนดการการกระจายฉีดวัคซีนคุณภาพให้กับประชาชนได้ครบแล้ว จึงกำหนดวันเปิดประเทศที่แน่นอน
    นายวัฒนา เมืองสุข ประธานคณะกรรมการกฎหมายและการเมืองพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องวัคซีนทางเลือกโมเดอร์นาว่า รพ.เอกชนได้คิดค่าฉีดรวม 2 เข็ม เป็นเงิน 3,400 บาท แต่ต้องจ่ายค่าจองเต็มจำนวนก่อนทันที ทั้งที่ รพ.เอกชนได้จองซื้อวัคซีนดังกล่าวจาก อภ.ในราคาโดสละ 1,100 บาท หรือ 2 เข็มเป็นเงิน 2,200 บาท รพ.เอกชนจึงได้กำไร 1,200 บาท จากต้นทุน 2,200 บาท หรือกำไรทันทีเกือบ 60% แต่สิ่งที่น่ารังเกียจคือ คณะกรรมการที่นายกฯ ได้ตั้งให้หมอปิยะสกลเป็นประธานนั้นมีตัวแทน รพ.เอกชนร่วมเป็นกรรมการเกือบ 10 คน ประชาชนจึงหวังพึ่งพากรรมการชุดนี้ลดราคาให้ไม่ได้ จึงเหลือทางเดียวคือใช้อำนาจของ กกร.ประกาศให้วัคซีนเป็นสินค้าควบคุม แต่อำนาจดังกล่าวถูกนายกฯ รวบไปแล้ว จึงต้องวัดใจ พล.อ.ประยุทธ์ว่าจะใช้อำนาจที่ไปยึดเอาของ รมว.พาณิชย์มาจะรักษาประโยชน์ของใครระหว่าง รพ.เอกชนกับประชาชน. 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.