วิกฤติ 'ตำรวจฆ่าตัวตาย'  แรงกดดัน 'งาน-นาย'


   

           

ปัญหา "ตำรวจฆ่าตัวตาย" กำลังกลายเป็นวิกฤติใหญ่ ท้าทายผู้นำสีกากี "บิ๊กแป๊ะ" พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ต้องเร่งรีบหาวิธีแก้ไข ป้องกันอย่างเร่งด่วน

            เพราะเพียงแค่ไม่ถึง 10 วัน ที่ "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" โดยโรงพยาบาลตำรวจ เปิดตัวเฟซบุ๊กแฟนเพจ "Depress We Care ซึมเศร้าเราใส่ใจ" เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับข้าราชการตำรวจและครอบครัวเพื่อช่วยเหลือและให้คำปรึกษาปัญหาโรคซึมเศร้า พร้อมเปิดตัวทีมแพทย์จิตเวชและสายด่วนที่พร้อมจะให้คำปรึกษารวมถึงวิธีการสังเกตตัวเองและคนรอบข้างที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคซึมเศร้า แก้ปัญหาการฆ่าตัวตายของตำรวจ

          ก็มี "ตำรวจ" ฆ่าตัวตายไปแล้วถึง 2 ราย!!!!

            ต้องยอมรับว่า "ตำรวจ" ถือเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าอาชีพอื่น เนื่องจากตำรวจมีอาวุธปืนอยู่ในมือ เข้าถึงอาวุธ โอกาสฆ่าตัวตายสำเร็จ จึงสูงกว่าประชาชนทั่วไป โดยพบว่าแต่ละปีมีข้าราชการตำรวจยิงตัวตายเพิ่มมากขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง

           จากสถิติตั้งแต่ปี 2551-2559 พบมีข้าราชการตำรวจทั้งชั้นประทวนและสัญญาบัตรก่อเหตุฆ่าตัวตายจำนวน 299 คน!!!!

            ยิ่งตามภาระหน้าที่ "ตำรวจ" มีความเสี่ยงสูง ต้องเผชิญเหตุการณ์ปราบปรามอาชญากรรมโจรผู้ร้าย แรงกดดันอย่างตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ล้วนมีภาวะความเครียดสูง รวมทั้งปัญหาครอบครัว การเงิน หรือแม้กระทั่งถูกผู้บังคับบัญชากดดันในเรื่องงาน สำนวนค้าง การแต่งตั้งโยกย้าย ล้วนแต่เป็นสาเหตุให้ตำรวจคิดฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหาเมื่อถึงทางตันทั้งสิ้น

            เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ารักษาตัวที่คาดว่าเข้าข่ายจะเป็นโรคซึมเศร้าถึง 511 นาย และผลการตรวจพบเป็นโรคซึมเศร้าที่ต้องรักษาจำนวน 171 นาย

            แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเปิดเฟซบุ๊กแฟนเพจ “Depress We Care ซึมเศร้าเราใส่ใจ” เพื่อแก้ไขปัญหาความเครียด อันจะนำไปสู่การฆ่าตัวตายของตำรวจ แต่ก็ดูเหมือนว่าสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่มีดีขึ้น เพราะเพียงแค่ไม่ถึง 10 วัน ก็เกิดเหตุแล้วถึง 2 ราย

            รายแรก .ต.ท.บรรหาร กองพิมพ์ ผบ.ร้อย กก.4 บก.กฝ.บช.ตชด. นั่งอยู่โต๊ะทำงานภายในบริเวณกองร้อยที่ 3 กก.4 บก. กฝ.บช.ตชด. ค่ายเสนีย์รณยุทธ ถนนอุดร-สกล ต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานี ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม.ของตนเองยิงศีรษะเสียชีวิต ล่าสุด ดาบศุภวัฒน์ ผบ.หมู่(ป) สภ.เมืองเพชรบูรณ์ ทำหน้าที่สายตรวจจักรยานยนต์ ป่วยด้วยโรคเครียด ใช้อาวุธปืนยิงศีรษะตัวเองเสียชีวิต

            จน "ผบ.แป๊ะ" มีคำสั่งไปยังผู้บังคับชาทุกหน่วย ให้คอยสอดส่อง ดูแลพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ใต้บังคับบัญชา หมั่นให้ความใส่ใจ ซักถาม ทำความเข้าใจ และดูแลช่วยเหลือกับปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด

            นอกจากนี้ พล.ต.ท.นพ.วิฑูรย์ นิติวรางกูร นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ แนะนำให้ข้าราชการตำรวจที่รู้ว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคซึมเศร้าหรือตกอยู่ในภาวะเครียดที่ไม่สามารถหาทางออก ให้ติดต่อมาที่เพจ จะมีเจ้าหน้าที่จิตเวชคอยให้คำปรึกษา หรือถ้าใครต้องการให้โทรกลับก็สามารถฝากเบอร์ไว้ที่อินบ็อก เจ้าหน้าที่จะโทรกลับไปหาให้คำปรึกษาเข้าถึงโดยตรงอย่างเป็นความลับ ผู้บังคับบัญชาหรือสังคมภายนอกหรือแม้แต่ญาติจะไม่ทราบ

            ที่สำคัณคุณหมอใหญ่ยืนยัน...ทานยา 6 เดือน สามารถหายเป็นปกติเหมือนโรคทั่วไป!!!

            ดังนั้น การแก้ปัญหาตำรวจฆ่าตัวตายจากนี้ไป ดูท่า "บิ๊กแป๊ะ" คงต้องเร่งมาตรการเชิงรุกเพิ่มมากขึ้น โดยอาจต้องให้ทีมแพทย์โรงพยาบาลตำรวจลงพื้นที่ไปตามแต่ละกองบัญชาการ เพื่อแนะนำและแก้ปัญหาความเครียดให้กับตำรวจ มากกว่าที่จะตั้งรับรอให้ตำรวจที่มีปัญหาติดตามมา น่าจะช่วยแก้ปัญหาให้ตำรวจได้มากขึ้น

            ที่สำคัญเหนืออื่นใด สิ่งที่ผู้บังคับบัญชาจะแก้วิกฤติ "ตำรวจฆ่าตัวตาย" ก็คือ ต้องไม่ไปสร้างปัญหาให้กับลูกน้อง โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายแบบผิดฝาผิดตัว แบบค่าของคนอยู่ที่คนของข้า ก็น่าจะช่วยให้วิกฤติตำรวจฆ่าตัวตายลดน้อยลงได้.                                   

 

 


"จับพุทธะอิสระ" เป็นที่เข้าใจได้ แต่สังคม "เข้าใจไม่ได้"........ ว่าทำไม "คอมมานโด กองปราบ" จึงต้องปฏิบัติต่อผู้ต้องหาที่เป็นพระ หยาบกระด้างกว่าปฏิบัติต่ออภิมหาโจรด้วยซ้ำ ตามคลิปที่เผยแพร่? ประเด็นนี้ ผมเห็นด้วย!

บันทึกประวัติ "พุทธศาสน์" สึก
กระแสปลุกทำไมจุดไม่ติด?
เอามันซะบ้าง 'เผื่อสำนึก'
'ธรรมศาสตร์กับศิษย์ประสาท'
หน้าที่ 'เจ้าภาพ' ฉลอง ๔ ปี
'ด้วยห่วงไฟชอร์ต สส.ตาย'